ตุลาคม 21, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

Chevrolet Corvette Stingray การเดินทางที่ยาวไกลสู่รุ่นปี 2020 | รถใหม่ต่างประเทศ Drivingplace Featured

By กรกฎาคม 25, 2562 163

[WorldCar] เชฟโรเลต คอร์เวทท์ สติงเรย์ รุ่นปี 2020 คือ บทสรุปของการทดลองใช้เครื่องยนต์วางกลางที่ยาวนานมากว่า 60 ปี และการเดินทางสู่เจนเนอเรชั่นที่ 8 ไม่เพียงสะท้อนความยิ่งใหญ่ด้านสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมาจากเจนเนอเรชั่นที่ 7 เท่านั้น หากยังรวมกับบทเรียนที่ได้จากโครงการพัฒนาระบบวิศวกรรมในอดีต อาทิ รถยนต์เพื่อการวิจัยของเชฟโรเลต หรือ CERV ทั้งสามรุ่น (Chevrolet Experimental Research Vehicles) แอโรเวทท์ (Aerovette) และรถต้นแบบรุ่นอื่นๆ

โซรา อาร์คัส-ดันตอฟ ผู้ซึ่งได้รับการขนามนามว่าเป็นบิดาของคอร์เวทท์ ได้พบกับรถที่ใช้เครื่องยนต์วางกลางครั้งแรกตั้งแต่เขายังหนุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรถแข่ง Auto Union Types C และ  D Grand Prix

ดันตอฟมีความรู้และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบขับเคลื่อนรถยนต์ เขาปรารถนาที่จะเป็นนักแข่งรถและที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมยานยนต์และการบิน เขาเข้ามาทำงานกับจีเอ็มเนื่องจากมีความหลงใหลใน รถต้นแบบ คอร์เวทท์ รุ่นแรก ซึ่งเขาเห็นที่งานโมโตรามา ปี 1953 ในโรงแรมวอร์ดอล์ฟ แอสโตเรีย   มหานครนิวยอร์

ดันตอฟเริ่มต้นทำงานกับจีเอ็ม ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1953 และช่วยให้เอ็ด โคล หัวหน้าทีมวิศวกรของเชฟโรเลตเปลี่ยนเครื่องยนต์ Small Block V-8 ให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงสำหรับคอร์เวทท์ในช่วงปลายทศวรรษนั้น ดันตอฟกลายเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรพัฒนาคอร์เวทท์คนแรก และแสวงหาแนวทางเครื่องยนต์วางกลางในรถต้นแบบรุ่นต่างๆ รวมถึง CERV I ซึ่งเปิดตัวในปี 1960 ดันตอฟอธิบายถึงรถต้นแบบรุ่นดังกล่าวว่าเป็น “การออกแบบที่ไร้ขีดจำกัด” และเป็น “เครื่องมือที่น่าหลงใหล” เพื่อกำหนดแนวทางว่าเชฟโรเลต “ควรจะใส่อะไรไว้ในคอร์เวทท์”

CERV I ติดตั้งเครื่องยนต์ 7 แบบที่มีความแตกต่างกันตลอดช่วงอายุใช้งาน แต่เครื่องยนต์ดั้งเดิม คือ เชฟโรเลต Small Block V-8 และอลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่ใช้กับรถรุ่นนี้ได้ถูกนำมาพัฒนาให้   มีความทันสมัยเพื่อใช้ในคอร์เวทท์ สติงเรย์ รุ่นปี 2020

ในปี 1964 ทีมงานของดันตอฟเปิดตัว CERV II ซึ่งดันตอฟและซีมอน “บังกี้” คนุดเซน          ผู้จัดการทั่วไปของเชฟโรเลตเล็งเห็นถึงศักยภาพการเป็นรถแข่งในสนามเซบริง เลอมังส์ และรายการอื่นๆ ด้วยการติดตั้งทอร์กคอนเวอร์เตอร์ที่ด้านหน้าและด้านหลัง CERV II มาพร้อมเครื่องยนต์วางกลางและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นครั้งแรก ซึ่งดันตอฟเป็นผู้ครอบครองสิทธิบัตร

ความพยายามครั้งล่าสุดในการสร้างรถที่มีเครื่องยนต์วางกลางเกิดขึ้นในปี 1990 กับรถต้นแบบ CERV III ซึ่งพัฒนาร่วมกับโลตัส เพื่อแสวงหาแนวทางในการยกระดับสมรรถนะของรถยนต์ในอนาคต CERV III ซึ่งดูจะเป็นรถสำหรับใช้งานทั่วไปมากกว่ารถแข่ง เป็นรถที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินโครงสร้างต่างๆ ของเครื่องยนต์วางกลาง CERV III ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Small Block V-8 DOHC 32 วาล์ว ความจุ 5.7 ลิตร ทวิน เทอร์โบ มีพละกำลัง 650 แรงม้า และแรงบิด 655 ฟุตปอนด์

ความก้าวหน้าในการพัฒนาได้รับประโยชน์จากวิศวกรรมที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ทำให้ทีมนักพัฒนาคอร์เวทท์ในปัจจุบันสามารถวางแผนพัฒนาโครงสร้างของ          เชฟโรเลต คอร์เวทท์ สติงเรย์ รุ่นปี 2020 ได้ ทีมวิศวกรทำงานร่วมกับทีมนักออกแบบอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าตัวรถนั้นมีสมรรถนะสูงในทุกด้าน พร้อมกับรักษาเอกลักษณ์ของคอร์เวทท์ไว้ได้

เครื่องยนต์วางกลางเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการพัฒนาของคอร์เวทท์เสมอมา เชฟโรเลต  คอร์เวทท์ สติงเรย์ รุ่นปี 2020 คือความสำเร็จที่ถ่ายทอดจากวิสัยทัศน์ของผู้เชี่ยวชาญมากมายในอดีต  สู่รากฐานสำคัญของคอร์เวทท์ ทั้งในด้านสมรรถนะ การใช้งาน และความสำเร็จที่เหนือชั้นในปัจจุบัน

เชฟโรเลต สานต่อตำนานความสำเร็จที่ยาวนานของคอร์เวทท์ ด้วยการ เผยโฉม คอร์เวทท์ สติงเรย์ รุ่นปี 2020 ครั้งแรกของคอร์เวทท์รุ่นโปรดักชั่นเครื่องยนต์วางกลาง สติงเรย์ รุ่นปี 2020 คือการสร้างจินตนาการใหม่เพื่อส่งมอบอีกระดับของสมรรถนะ เทคโนโลยี ความประณีต และความหรูหราให้แก่ลูกค้า

จากเครื่องยนต์วางหน้าสู่เครื่องยนต์วางกลาง –ภายในเวลาราว 3 วินาที

“คอร์เวทท์แสดงถึงความเป็นสุดยอดนวัตกรรมและการผลักดันของจีเอ็มออกจากกรอบเดิมได้เสมอ รถสมรรถนะสูงที่มีเครื่องยนต์อยู่ด้านหน้าได้ถึงขีดจำกัดของสมรรถนะแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบใหม่” มาร์ก รอยส์ ประธานกรรมการ จีเอ็ม กล่าว “คอร์เวทท์รุ่นใหม่ยังคงมีรูปลักษณ์และความรู้สึกที่ให้ความสะดวกสบายและความสนุกสนานสไตล์คอร์เวทท์ แต่มีการขับขี่ที่เหนือกว่ารถทุกรุ่นในประวัติศาสตร์ของคอร์เวทท์ ลูกค้าจะได้สัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่เราให้ความใส่ใจ
ในรายละเอียดและสมรรถนะในทุกมิติ”

เครื่องยนต์วางกลางทำให้สติงเรย์ รุ่นปี 2020 มีคุณสมบัติ ดังนี้

  • การกระจายน้ำหนักที่ดียิ่งขึ้น โดยถ่ายเทน้ำหนักไปทางด้านหลังเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนทางตรงและบนสนามแข่ง
  • ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นและให้การควบคุมที่แม่นยำด้วยตำแหน่งผู้ขับขี่ที่ใกล้กับเพลาล้อหน้ามากขึ้นจนเกือบจะอยู่บนล้อหน้า
  • อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงที่เร็วที่สุดสำหรับคอร์เวทท์รุ่นเริ่มต้น – ประมาณ 3 วินาทีเมื่อมาพร้อมกับแพ็กเกจ Z51
  • ทัศนวิสัยเสมือนนั่งอยู่ในรถแข่งด้วยการปรับตำแหน่งฝากระโปรง มาตรวัดและพวงมาลัยต่ำลง ทำให้การมองเห็นผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความชัดเจน
  • พัฒนาจุดแข็งด้านการใช้งานของคอร์เวทท์ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงสองตำแหน่ง
    ที่มีความจุรวม 12.6 ลูกบาศก์ฟุต เหมาะสำหรับกระเป๋าสัมภาระหรือถุงกอลฟ์ซัก 2 ใบ

การออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่งและอากาศยาน

รูปลักษณ์ภายนอกของสติงเรย์ รุ่นปี 2020 มีความโดดเด่นและล้ำสมัยด้วยเครื่องยนต์วางกลางที่เหมาะสมและสะดุดตา แต่ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์แบบคอร์เวทท์อย่างชัดเจน มีความปราดเปรียวและแข็งแกร่ง รูปทรงที่โฉบเฉี่ยวทรงพลังถ่ายทอดความรู้สึกแห่งการเคลื่อนไหวและพละกำลังจากทุกมุมมอง

“ในฐานะที่เป็นรถสมรรถนะสูงระดับตำนานของอเมริกา การได้ออกแบบคอร์เวทท์ สติงเรย์
รุ่นใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นคือ โอกาสที่พิเศษอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน เป็นสิ่งที่นักออกแบบของเชฟโรเลตปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมมาตลอดกว่า 60 ปี” ไมค์ ซิมโค รองประธานฝ่ายออกแบบ เจนเนอรัล มอเตอร์ส กล่าว “นี่คือการเปิดตัวรถที่ดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลาง เราเชื่อมั่นว่าคอร์เวทท์สามารถแข่งขันกับรถที่ดีที่สุดในโลกได้”

สติงเรย์ รุ่นใหม่นี้ได้รับการสร้างสรรค์อย่างประณีตและใช้วัสดุพรีเมียมระดับซูเปอร์คาร์ รวมทั้งมีการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด การจัดวางเครื่องยนต์ในตำแหน่งใหม่เป็นจุดสำคัญที่ส่งผลการออกแบบรถรุ่นนี้อย่างแท้จริง นี่คือหัวใจของคอร์เวทท์ เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่เปรียบดังอัญมณีที่เปล่งประกายเจิดจรัสอยู่ในตู้โชว์ เราสามารถมองเห็นเครื่องยนต์ได้ผ่านกระจกหลังขนาดใหญ่ นอกจากนี้ความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ทำให้การวางสายไฟ ท่อ น็อต และสลักเกลียว เหมือนอย่างที่เราพบเห็นกันในดีไซน์ของรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันยุคใหม่และที่สำหรับใช้งานบนถนนทั่วไป

ความโดดเด่นของการออกแบบ

  • ไฟหน้าดีไซน์เรียบง่ายและกลมกลืนไปกับไฟโปรเจคเตอร์ใหม่ล่าสุด
  • ซ่อนมือจับประตู ฝากระโปรง และฝาท้ายเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อดีไซน์ของรถโดยรวม
  • ช่องรับอากาศด้านข้างขนาดใหญ่สำหรับการระบายอากาศเครื่องยนต์และเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์
  • เสารูปทรง A สัมพันธ์กับความเร็วและเพิ่มทัศนวิสัย
  • กระจกหลังขนาดใหญ่โชว์เครื่องยนต์ พร้อมร่องระบายอากาศ 7 ช่อง
  • ปลายท่อไอเสีย 4 ชุดติดตั้งอยู่ด้านริมของตัวรถทั้งสองฝั่ง
  • ไฟท้ายแบบคู่ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบวิ่งตามทิศทางการเลี้ยว

มีต้นกำเนิดมาจากสนามแข่งและวิศวกรรมการบินอย่างแท้จริง โครงสร้างรถที่เยื้องมาด้านหน้าได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินขับไล่ F22 และ F35 รวมถึงเครื่องบินรบยุคใหม่และรถแข่งฟอร์มูล่าวัน เอกลักษณ์แบบคลาสสิกของคอร์เวทท์ยังนำมาประยุกต์ใช้กับสติงเรย์ อย่างรูปลักษณ์ด้านหน้าอันโดดเด่นที่สื่อถึงความเป็นรถสมรรถนะสูง สันขอบแนวนอนแบบคลาสสิก ซุ้มล้อหน้าที่ดุดัน และไฟหน้าแบบคู่ติดตั้งอยู่ในตำแหน่งคล้ายรุ่นก่อน

ภายในห้องโดยสารโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วย

  • ห้องโดยสารไม่เพียงถูกเลื่อนมาด้านหน้า 16.5 นิ้ว แต่ยังโอบล้อมตัวผู้ขับขี่ ส่งเสริมความรู้สึกแบบรถสมรรถนะสูงและแนวคิดอากาศยาน
  • ระบบควบคุมอากาศแนวตั้งและช่องแอร์ที่มีขนาดบางมากลดความสูงของแผงแดชบอร์ดหน้า จึงทำให้ห้องโดยสารเตี้ยและให้ความรู้สึกกว้างขวาง
  • พวงมาลัยวงเล็กแบบสองก้านตัดตรงที่ขอบบนและขอบล่างรุ่นใหม่ไม่บดบังมุมมองต่อหน้าจอแสดงผลมาตรวัดขนาด 12 นิ้วที่ปรับเปลี่ยนได้

สติงเรย์ ปี 2020 มาพร้อมวัสดุห้องโดยสารระดับพรีเมียม สร้างสรรค์ด้วยคุณภาพและความพิถีพิถัน    ขั้นสูง

  • วัสดุหนังที่ตัดเย็บด้วยมือ พร้อมเดินตะเข็บด้ายแบบหนา
  • ใช้โลหะแท้
  • ฝาปิดลำโพงสแตนเลส พร้อมระบบเครื่องเสียง Bose Performance Series
  • การตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สำหรับเบาะ GT2 และ Competition Sport Seats
  • มีวัสดุอลูมิเนียมหรือคาร์บอนไฟเบอร์แท้ให้ลูกค้าเลือกตกแต่งคอนโซลและแผงประตู

ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบของตนเอง ด้วยอ็อปชั่นที่มีให้เลือกสรรมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับคอร์เวทท์

  • สีตัวถัง 12 สี – แดง Torch Red, ขาว Arctic White, ดำ Black, เงิน Blade Silver Metallic, เทา Shadow Gray, เทา Ceramic Matrix Gray, แดง Long Beach Red, ฟ้า Elkhart Lake Blue และส้ม Sebring Orange — รวมถึง 3 สีใหม่ล่าสุด ฟ้า Rapid Blue, บรอนซ์ Zeus Bronze และเหลือง Accelerate Yellow
  • โทนสีห้องโดยสาร 6 รูปแบบ ดำ Jet Black, เทา Sky Cool Gray, แดง Adrenaline Red, น้ำตาล Natural/ Natural Dipped, ฟ้า Two-Tone Blue และแดง Morello Red
  • สีเข็มขัดนิรภัย 6 สี ดำ Black, ฟ้า Blue, น้ำตาล Natural, แดง Torch Red, เหลือง Yellow และส้ม Orange
  • การเดินตะเข็บมีให้เลือก 2 สี เหลืองและแดง ขณะที่ห้องโดยสารสีดำมาตรฐานจะมาพร้อมการเดินตะเข็บสีเทา Sky Cool Gray

เบาะนั่ง 3 รูปแบบ

  • GT1 สไตล์แบบสปอร์ตที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายพร้อมมอบการโอบกระชับที่ดีสำหรับสถานการณ์การขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดดเด่นด้วยหนัง Mulan และมีอ็อปชั่นพยุงหลังสองทิศทางและการปรับปีกเบาะ
  • GT2 ครั้งแรกสำหรับคอร์เวทท์ที่เบาะประเภทนี้มีรูปลักษณ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่งผสมผสานความสะดวกสบายสำหรับการขับขี่ทางไกลด้วยโฟมที่มีความหนาสองชั้น ตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สลับหนัง Napa ปีกเบาะรองนั่งหุ้มหนัง Mulan ด้านหลังเบาะพ่นสีดำสนิท
    มีการพยุงหลังสองทิศทางและการปรับปีกเบาะ รวมถึงการปรับอุณหภูมิและระบายอากาศ
  • Competition Sport ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่ที่เอาจริงเอาจังกับการขับขี่ในสนามแข่ง เบาะประเภทนี้มีส่วนปีกเบาะรองนั่งที่โอบกระชับอย่างเต็มที่ หุ้มหนัง Napa เต็มรูปแบบและพนักพิงศีรษะตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงฟังก์ชั่นปรับอุณหภูมิและระบายอากาศ พร้อมด้วย
    ผ้าทอที่มีความทนทานสูงรูปแบบใหม่ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมาจากเสื้อเกราะเคฟลาร์

สร้างมาให้เป็นซูเปอร์คาร์ขนานแท้สำหรับใช้งานได้ทุกวัน

โครงสร้างของคอร์เวทท์สร้างขึ้นล้อมรอบส่วนกลางของตัวรถซึ่งเปรียบดังกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดเป็นโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาและความแข็งแรงของการบิดเกลียวซึ่งรองรับการติดตั้งระบบกันสะเทือนที่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการลดชิ้นส่วนตัวถังที่ไม่จำเป็น ลูกค้าคอร์เวทท์จะได้สัมผัสประสบการณ์แห่งการขับขี่ขั้นสูงสุดด้วยศักยภาพการยึดเกาะขณะขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม รถรุ่นนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งของถนนอย่างเหนียวแน่นโดยมีแรงสั่นสะเทือนน้อยระหว่างการขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือการเดินทางไกล

“ภารกิจของเราคือการพัฒนารถสปอร์ตรูปแบบใหม่ ผสมผสานคุณสมบัติแห่งความสำเร็จของคอร์เวทท์เข้ากับสมรรถนะและประสบการณ์ขับขี่แบบรถซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลาง” แทดจ์ จูเอชเตอร์ หัวหน้าทีมวิศวกรของคอร์เวทท์ กล่าว

แนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับส่วนกลางของตัวรถทำให้เกิดจุดเด่นหลายด้าน ได้แก

  • ความแข็งแกร่งเชิงบิดที่สูงขึ้น พร้อมความรู้สึกเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถทั้งบนถนนและสนามแข่ง
  • ความสะดวกในการเข้าและออกห้องโดยสารที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถเครื่องยนต์วางกลาง แตกต่างจากคู่แข่งเนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีชายบันไดที่มีขนาดใหญ่เกินไปเพื่อรองรับน้ำหนักโครงสร้างและน้ำหนักตัวรถ จึงทำให้เข้าและออกจากตัวรถได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • เสถียรภาพที่เป็นเลิศด้วยจุดศูนย์ถ่วงตัวรถที่ต่ำและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม
  • ยังคงรักษาเอกลักษณ์แผงหลังคาถอดออกได้สไตล์คอร์เวทท์ที่หลายคนชื่นชอบ โดยสามารถถอดเก็บไว้ใต้ฝากระโปรงท้ายได้ง่ายดาย
  • พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าเพียงพอต่อการเก็บกระเป๋าคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปและกระเป๋าสัมภาระใบเล็กขนาดมาตรฐานกับการถือขึ้นเครื่องบิน (แครรี่ ออน)
  • ครั้งแรกสำหรับคอร์เวทท์ที่มีจำหน่ายทั้งรุ่นพวงมาลัยซ้ายและพวงมาลัยขวา
  • การออกแบบอันชาญฉลาดเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในห้องโดยสาร ทั้งการขยายระยะการปรับเบาะเลื่อนไปด้านหลังได้อีก 1 นิ้วและเพิ่มองศาการปรับเอนอีกเกือบเท่าตัว

คอร์เวทท์ สติงเรย์ รุ่นใหม่สร้างด้วยกลยุทธ์การผสมผสานวัสดุอัจฉริยะ ส่งเสริมให้เกิดคุณสมบัติสำคัญ อาทิ

  • โครงสร้างหลักที่แข็งแกร่ง เหนียวแน่น และมีน้ำหนักเบาที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอลูมิเนียมขึ้นรูปแรงดันสูง 6 ชิ้น เรียกว่า Bedford Six ซึ่งผลิตที่ศูนย์การผลิตจีเอ็ม พาวเวอร์เทรนในเมือง
    เบดฟอร์ด รัฐอินเดียน่า ช่วยลดจำนวนข้อต่อในตัวรถ จึงทำให้โครงสร้างมีความเหนียวแน่นมากขึ้นซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและการเข้าโค้งในสนามแข่ง
  • ลดน้ำหนักด้วยการใช้คานกันชนหลังแบบโค้งผลิตด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เป็นครั้งแรก
    ในอุตสาหกรรมยานยนต์
  • ห้องโดยสารด้านหน้าและหลัง รวมถึงแดชบอร์ดหล่อขึ้นจากวัสดุ “ลอยตัว” ชนิดพิเศษที่ทำจากไฟเบอร์กลาสและเรซินเอกสิทธิ์เฉพาะซึ่งมีน้ำหนักเบาอย่างยิ่ง วัสดุประเภทนี้เบามากจนสามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้ โดยนำมาผสมผสานกับไฟเบอร์กลาสและคาร์บอนไฟเบอร์ประเภทอื่นๆ เพื่อลดมวลน้ำหนัก พร้อมกับทำให้เสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนลดลง

การควบคุม ดีเอ็นเอของการขับขี่ที่สนุกสนานในคอร์เวทท์

สติงเรย์ได้รับการออกแบบเพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือชั้นบนถนนทั่วไปและการควบคุมที่สมดุลในสนามแข่ง

“ด้วยการออกแบบระบบกันสะเทือนที่ซับซ้อน เทคโนโลยียางที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ และความ    ใส่ใจในรายละเอียดทางโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง เราได้ยกระดับการขับขี่และการควบคุมให้สูงขึ้น” จูเอชเตอร์ กล่าว “ไม่มีคอร์เวทท์รุ่นอื่นใดที่ให้ความรู้สึกสะดวกสบาย คล่องตัว และมั่นคงได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่า     รุ่นใหม่นี้”

สติงเรย์ใหม่มาพร้อมโช๊คอัพสปริงที่สร้างบุคลิกการขับขี่และการควบคุมแบบใหม่ทั้งหมด โครงสร้างเครื่องยนต์วางกลางมอบระบบบังคับเลี้ยวที่รวดเร็ว เฉียบคม และมั่นคง ควบคู่กับระบบบังคับเลี้ยว         อิเลคโทรนิคทีได้รับการปรับปรุงใหม่ทำให้การสั่งการของผู้ขับขี่ได้รับการตอบสนองอย่างทันทีทันใด

ตำแหน่งการนั่งใหม่ทำให้จุดศูนย์ถ่วงตัวรถอยู่ใกล้กับสะโพกด้านในของผู้ขับขี่ ดังนั้นผู้ขับขี่
จึงเป็นศูนย์กลางของตัวรถขณะควบคุมทิศทาง ตำแหน่งที่นั่งเช่นนี้ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกสัมผัสในการควบคุมและการตอบสนองของตัวรถไปอย่างสิ้นเชิง

การยกระดับการขับขี่และการควบคุมด้านอื่นๆ ประกอบด้วย

  • ปรับปรุงอัตราทดพวงมาลัยจาก 16.25:1 เป็น 7:1
  • ระบบเบรก eBoost รุ่นใหม่ที่แม่นยำมากขึ้นและปรับตั้งได้
  • ติดตั้งยางสมรรถนะสูงที่เหมาะกับสภาพถนนในทุกฤดูเป็นครั้งแรกในรถสปอร์ต ซึ่งรองรับการเข้าโค้งด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางเกือบ 1G
  • ช่วงล่างด้านหน้ายกตัวขึ้นได้ภายในเวลา 2.8 วินาทีเพื่อเพิ่มระยะห่างจากพื้นบริเวณกันชนหน้าประมาณ 40 มม. ป้องกันการกระแทกเนิน หลุม ทางขึ้นที่ลาดชัน และสิ่งกีดขวางอื่นๆ บนถนน โดยระบบนี้ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 24 ไมล์ต่อชั่วโมงและปรับตั้งมาให้ทำงานโดยอัตโนมัติผ่านระบบ จีพีเอสที่จดจำสิ่งกีดขวางได้สูงสุด 1,000 ตำแหน่ง
  • ระบบช่วยออกตัวทำงานได้ดีขึ้นด้วยการกระจายน้ำหนักไปด้านหลัง ทำให้สติงเรย์รุ่นใหม่ออกตัวได้รวดเร็วยิ่งกว่าคอร์เวทท์ทุกรุ่นในประวัติศาสตร์
  • Z51 Performance Package เพียบพร้อมเทคโนโลยีใหม่มากมายสำหรับสติงเรย์ ปี 2020
  • ช่วงล่างสมรรถนะสูงซึ่งสามารถปรับตั้งได้ด้วยมือ
  • จานเบรกขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมโลโก้ Z51 บนคาลิปเปอร์เบรก
  • ปรับปรุงการระบายอากาศ
  • อัตราทดเพลาแบบจำเพาะ
  • ช่องระบายอากาศสำหรับเบรกหน้า
  • ท่อไอเสียสมรรถนะสูง
  • เฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปอิเลคโทรนิคผนวกรวมอยู่ในชุดเพลาส่งกำลังซึ่งควบคุมแรงบิดระหว่างสองล้อหลัง ช่วยรักษาเสถียรภาพได้อย่างยอดเยี่ยม
  • สปอยเลอร์หน้าและสปอยเลอร์หลังสองชิ้นแบบเปิดเพิ่มแรงกดรวมกันได้ทั้งหมด 400 ปอนด์ ทำให้มีการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้งได้ดียิ่งขึ้น
  • ระบบ Magnetic Ride Control 4.0 ซึ่งอ่านสภาพถนนได้ดีขึ้น ส่งต่อข้อมูลที่แม่นยำผ่านไปยังเครื่องวัดความเร็วที่ติดตั้งกับช่วงล่าง ช่วยเพิ่มการตอบสนองของระบบอิเลคโทคนิคต่อการควบคุมของผู้ขับขี่ได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมากขึ้น ผลลัพธ์คือคุณภาพการขับขี่ที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน
  • เพิ่มเสถียรภาพการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้นกับเทคโนโลยีควบคุมสมรรถนะการขับขี่ (Performance Traction Management)

อัญมณีกลางลำตัวรถ

หัวใจขับเคลื่อนของสติงเรย์ ปี 2020 คือเครื่องยนต์ Small Block V-8 LT2 ความจุ 6.2 ลิตร        เจนเนอเรชั่นใหม่ของเชฟโรเลต ซึ่งเป็นขุมพลัง V-8 แบบไร้ระบบอัดอากาศรุ่นเดียวในกลุ่มเดียวกัน
มีพละกำลัง 495 แรงม้า (369 กิโลวัตต์) และแรงบิด 470 ฟุต-ปอนด์ (637 นิวตันเมตร) เมื่อติดตั้งท่อไอเสียสมรรถนะสูง – ถือเป็นรถคอร์เวทท์รุ่นเริ่นต้นที่มีแรงม้าและแรงบิดสูงที่สุด

“ถึงแม้เครื่องยนต์จะติดตั้งอยู่ด้านหลังผู้ขับขี่ แต่ขุมพลัง LT2 ยังมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าอารมณ์แบบที่เราทุกคนคาดหวังจากคอร์เวทท์” จอร์แดน ลี หัวหน้าทีมวิศวกรเครื่องยนต์ Small Block ระดับโกลเบิลของจีเอ็ม กล่าว “เครื่องยนต์ LT2 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมอบแรงบิดที่รอบต่ำได้อย่างดีเยี่ยม และพละกำลังในรอบสูงที่ตอบสนองต่อคันเร่งได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจในทุกรอบเครื่องยนต์”

ตำแหน่งการติดตั้งเครื่องยนต์ที่ต่ำทำให้จุดศูนย์ถ่วงตัวรถต่ำ ช่วยเพิ่มการควบคุมระดับสูงสุด การปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดอาจอยู่ที่ระบบการไหลเวียนและการหล่อลืน โดยถือเป็นครั้งแรกที่สติงเรย์ รุ่นเริ่มต้นใช้ระบบอ่างน้ำมันเครื่องแบบแห้งติดตั้งกับเครื่องยนต์ และปั๊มน้ำมันหล่อลื่น 3 ตัวเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ระหว่างการขับขี่อย่างดุดันในสนามแข่ง น้ำมันหล่อลื่นจะคงปริมาณที่สูงเพื่อไม่ให้สมรรถนะการขับขี่ลดลง ศักยภาพการรับแรงเหวี่ยงของสติงเรย์ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมาก ระบบหล่อลื่นแบบแห้งของเครื่องยนต์ LT2 ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อมอบประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่เป็นเลิศระหว่างการเร่งที่มีแรงเหวี่ยงเกินกว่า 1G ในทุกทิศทาง

ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหลังเป็นกระจกน้ำหนักเบาที่มีความหนา 3.2 มม. เปิดโอกาสให้เจ้าของรถสามารถโชว์เครื่องยนต์ได้อย่างเต็มที่ ฝาครอบกระจกดังกล่าวมีร่องขอบด้านข้างที่ช่วยระบายความร้อนจากห้องเครื่องยนต์ LT2

ความโดดเด่นของเครื่องยนต์ ยังรวมถึง

  • การติดตั้งเครื่องยนต์ที่มองเห็นได้ผ่านกระจกหลัง เปรียบได้กับตู้โชว์อัญมณี
  • ทุกชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นสายไฟของระบบไอเสีย ท่อทางเดินต่างๆ แนวสลักเกลียว ท่อน้ำยาหล่อเย็น ท่อไอเสีย รวมถึงน็อตและสลักสกรูต่างๆ ถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความสวยงามเป็นสำคัญ ทุกชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้รับการเอาใจใส่อย่างพิถีพิถันเหมือนกับรูปลักษณ์ภายนอก กระทั่ง
    แผงกันความร้อนก็มีลวดลายด้วยเช่นกัน
  • เสื้อสูบและระบบระบายอากาศถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด แกนกลางของเพลาข้อเหวี่ยงติดตั้ง
    ในตำแหน่งใกล้กับพื้นต่ำลง 1 นิ้ว ซึ่งเชื่อมต่อกับชุดเพลาส่งกำลังเพื่อการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น
  • อ่างน้ำมันเครื่องที่เรียบง่ายซึ่งลดมวลน้ำหนัก
  • ตัวหล่อเย็นน้ำมันเครื่องมีความจุเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์
  • ฝาครอบวาล์วสีแดงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

การเปลี่ยนเกียร์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เครื่องยนต์ LT2 เจนเนอเรชั่นใหม่ประกบคู่กับระบบเกียร์ดูอัลคลัตช์ 8 สปีดรุ่นแรกของเชฟโรเลต มอบความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบในการเปลี่ยนเกียร์และการถ่ายทอดกำลังที่เป็นเลิศ ระบบส่งกำลังชุดนี้ได้รับการออกแบบร่วมกับ TREMEC เพื่อคุณสมบัติที่ดีที่สุด 2 ด้าน ทั้งสัมผัสจิตวิญญาณสุดเร้าใจแบบเกียร์ธรรมดาและความสะดวกสบายในการขับขี่ระดับพรีเมียมแบบเกียร์อัตโนมัติ ฟีเจอร์ดับเบิลแพดเดิลแบบปลดคลัตช์ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ปลดการทำงานของคลัตช์ด้วยการรั้งแป้นแพดเดิลชิฟท์ค้างไว้เพื่อการควบคุมที่เหมือนเกียร์ธรรมดามากขึ้น

แพดเดิลชิฟท์ช่วยให้ผู้ขับขี่เลือกเกียร์ได้ตามต้องการ “อัลกอริทึมของการเปลี่ยนเกียร์ถูกพัฒนาให้มุ่งเน้นผู้ขับขี่เป็นพิเศษ ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสได้ว่ากำลังขับขี่ด้วยจิตวิญญาณแห่งความสนุกโดยแท้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบการขับขี่ใดก็ตาม และจะคงตำแหน่งเกียร์ต่ำให้นานยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มการตอบสนองของคันเร่ง” จูเอชเตอร์ กล่าว

เครื่องยนต์ Small Block V-8 รุ่นใหม่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพการถ่ายทอดแรงบิดเพื่อใช้ประโยชน์จากความเร็วระดับเสี้ยววินาทีของเกียร์ DCT วิศวกรได้ปรับแต่งเกียร์ DCT โดยให้เกียร์ 1 มีอัตราทดต่ำมากเพื่อให้ตัวรถพุ่งออกตัวได้อย่างรวดเร็วและมีการยึดเกาะถนนที่ดีขึ้น เกียร์ 2 ไปจนถึงเกียร์ 6 มีอัตราทดทำให้เครื่องยนต์รักษาพละกำลังเกือบจะอยู่ในระดับสูงสุด เกียร์ 7 และเกียร์ 8 มีอัตราทดสูง  ทำให้การขับขี่ทางไกลเป็นไปอย่างสะดวกสบายและง่ายดายโดยมีแรงเค้นทางกลไกต่ำและมีประหยัดน้ำมันได้อย่างดีเยี่ยม

เกียร์ DCT ทำงานร่วมกับระบบ Electronic Transmission Range Selector ด้วยการใช้ตัวเปลี่ยนเกียร์ไฟฟ้าจึงไม่มีอินเตอร์เฟซแสดงผลแบบกลไกระหว่างคันเกียร์และชุดเกียร์ ตัวเปลี่ยนเกียร์ไฟฟ้าของคอร์เวทท์ประกอบด้วยสลักแบบดึงสองตัวสำหรับเกียร์ถอยหลัง (Reverse) และเดินหน้า (Drive) รวมถึงสวิทช์จอด (Park) เกียร์ว่าง (Neutral) และเกียร์ต่ำ/ธรรมดา (Low/Manual) ตัวเปลี่ยนเกียร์ได้รับการออกแบบให้มีความสวยงามสะดุดตามากขึ้นและมีขนาดเล็กกว่าตัวเปลี่ยนเกียร์มาตรฐาน

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพิ่มสมรรถนะและความสามารถในการใช้งาน

คอร์เวทท์รุ่นใหม่ เพิ่มรูปแบบการขับขี่จาก 4 รูปแบบการขับขี่เป็น 6 รูปแบบการขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนประสบการณ์ขณะขับขี่ได้ตามความต้องการและตอบสนองการเดินทางทุกรูปแบบ รูปแบบการขับขี่เดิมประกอบด้วย Weather, Tour, Sport และ Track และอีก 2 รูปแบบการขับขี่ใหม่ ได้แก่

  • MyMode รูปแบบการขับขี่ที่รองรับการปรับแต่งได้ตามสไตล์การขับขี่ที่ชื่นชอบ และสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา
  • Z mode รูปแบบการขับขี่ที่ตั้งตามชื่อแพ็กเกจสมรรถนะสูง Z06 ZR1 และZ51 อันโด่งดัง
    ซึ่งทำงานด้วยการกดสวิทช์ Z บนพวงมาลัย รูปแบบการขับขี่ประเภทนี้เป็นรูปแบบการขับขี่แบบใช้งานครั้งเดียวที่ยกระดับจากรูปแบบการขับขี่ MyMode ให้มีความก้าวล้ำหน้าขึ้นอีกขั้น ผู้ขับขี่สามารถปรับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังได้อีกด้วย

สติงเรย์ รุ่นปี 2020 มีคุณสมบัติที่โดดเด่นจากการใช้แพลทฟอร์มรถยนต์ดิจิทัลรุ่นใหม่ของจีเอ็ม ซึ่งเป็นโครงสร้างอิเลคโทรนิคเต็มรูปแบบที่รองรับการริเริ่มใช้งานเทคโนโลยียุคใหม่ของบริษัทฯ โครงสร้างนี้ลดจำนวนสายไฟพร้อมกับทำให้การถ่ายโอนสัญญาณระหว่างระบบต่างๆ ในตัวรถมีความรวดเร็วมากขึ้น และสามารถติดตั้งหน้าจอที่มีความละเอียดสูงขึ้น แพลทฟอร์มดังกล่าวยังทำให้ตัวรถมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่องผ่านการอัพเดทไร้สายและเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ฟีเจอร์เทคโนโลยีใหม่ ประกอบด้วย

  • ระบบอินโฟเทนเมนท์เจนเนอเรชั่นใหม่ของคอร์เวทท์ที่ทำงานได้รวดเร็วและง่ายขึ้น แสดงผลผ่านหน้าจอที่มีความละเอียดสูงกว่า
  • การเชื่อมต่อบลูทูธแบบวัน ทัช ครั้งแรกในรถยนต์เชฟโรเลต พร้อมการสื่อสารไร้สายระยะสั้น Near Field Communication
  • การชาร์จไฟไร้สาย
  • ระบบสั่งงานด้วยเสียงที่มีการเรียนรู้ระหว่างใช้งาน
  • แจ้งสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ได้ดียิ่งขึ้น
  • จอแสดงผลมาตรวัดรุ่นใหม่ขนาด 12 นิ้วที่รองรับการปรับแต่งได้ และเปลี่ยนตามรูปแบบการขับขี่ทั้ง 6 รูปแบบ

ฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าประกอบด้วย

  • หน่วยความจำตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
  • พวงมาลัยสามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้
  • ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยางช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อแรงดันลมยางถึงระดับสูงสุด
  • ระบบเครื่องเสียง Bose รุ่นใหม่ 2 ระบบประกอบด้วยลำโพงพรีเมียม 10 ตำแหน่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และระบบ Bose Performance Series ลำโพง 14 ตำแหน่งเป็นอุปกรณ์เสริม ฝาครอบลำโพงได้รับการติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของส่วนล่างประตูเพื่อความหรูหราและยังช่วยป้องกันความเสียหายจากเท้าของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
  • ระบบ Performance Data Recorder ครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบวิเคราะห์การขับขี่
    ที่ล้ำสมัยถูกปรับปรุงใหม่ด้วยกล้องความละเอียดสูงและอินเตอร์เฟซรุ่นใหม่ในรถ ลูกค้าสามารถบันทึกการขับขี่ทั้งในสนามแข่งและบนถนนทั่วไปในการเดินทางจากจุดเริ่มต้นถึงจุดหมาย ระบบ PDR สามารถปรับตั้งให้บันทึกได้โดยอัตโนมัติเหมือนกับกล้องติดรถที่เริ่มบันทึกทุกครั้งที่
    คอร์เวทท์ เคลื่อนที่ หรือปรับตั้งให้เริ่มบันทึกเมื่ออยู่ในรูปแบบการขับขี่ Valet

 เชฟโรเลต คอร์เวทท์ สติงเรย์ ปี 2020 พร้อมขึ้นสายการผลิตที่ศูนย์การผลิตโบว์ลิงกรีนของจีเอ็มในช่วงปลายปี 2562 ราคาจำหน่ายและข้อมูลเพิ่มเติมจะได้รับการประกาศอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันเปิดตั

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันเสาร์, 27 กรกฎาคม 2562 01:41
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing