กรกฎาคม 23, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

ทดลองขับ : HYUNDAI IONIQ Electric มาตรฐานยุโรป แรง ประหยัด และปลอดภัย! | Test Drive Drivingplace Featured

[TestDrive] HYUNDAI IONIQ Electric เผยโฉมสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทย อย่างเป็นทางการครั้งแรกที่งาน บางกอก มอเตอร์โชว์ 2018 

ในตลาดโลกรถยนต์รุ่นนี้ภายใต้โมเดลเดียวกันจะมีจำหน่ายถึง 3 รูปแบบระบบขับเคลื่อนทั้งรุ่นไฮบริด, รุ่นปลั๊กอิน ไฮบริด และรุ่นอีวี หรือ IONIQ Electric พลังขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน ที่ฮุนได มอเตอร์ ประเทศไทย เลือกที่จะนำเข้ามาบุกเบิกตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้าเป็นครั้งแรก

HYUNDAI IONIQ Electric รุ่นที่จัดจำหน่ายในเมืองไทย นำเข้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นสเปคเดียวกับที่จำหน่ายในยุโรป โดยมีเป้าหมายการพัฒนาให้เป็นรถยนต์ที่มีมลพิษที่ต่ำที่สุด ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมการออกแบบที่มีความสวยงาม ทันสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่, การเชื่อมต่อ พร้อมเสริมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยยุคใหม่เต็มเพียบ  

รูปลักษณ์ภายนอกมีบุคลิกทันสมัย บ่งบอกการเป็นรถยนต์แห่งอนาคต ด้วยรูปทรงตัวรถเป็นแบบรถแฮ็ทช์แบ็กทรงสปอร์ต พร้อมเส้นสายที่พลิ้วไหว รวมถึงการออกแบบตัวถังส่วนต่างๆเช่น ช่องดักลมที่ล้อคู่หน้า, สปอยเลอร์ด้านหลัง, ดิฟฟิวเซอร์ ชายล่างประตูทั้งสี่บาน แผ่นปิดใต้ท้องรถ รวมถึงล้ออัลลอย ทั้งหมดนี้ทำให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างสะดวกและลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์  ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.24 และยังรวมถึงการลดน้ำหนักตัวรถ ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมในการผลิตฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้าย ทำให้สามารถลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 12.6 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับเหล็กทั่วไป

IONIQ Electric รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน มุมมองด้านหน้าจึงรู้สึกแปลกตากับกระจังหน้าที่ถูกออกแบบในลักษณะปิดทึบ เนื่องจากไม่ต้องการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพลิ้วไหว และสะอาดตา ด้วยสีเทาเข้ม พร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน ไฟหน้าและไฟท้ายเป็นแบบ LED บริเวณชายกันชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งชายประตูทั้ง 4 บาน ถูกตกแต่งด้วยสีทองแดง ที่สื่อถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ตรงนี้เป็นลูกเล่นที่ดีดูสวยงามลงตัว

ภายในห้องโดยสารออกแบบโดยเน้นถึงความเป็นรถแห่งอนาคต ด้วยแนวคิด ‘Purified High-Tech’ แต่สื่อให้เห็นถึงความเรียบง่าย ลื่นไหล พร้อมความปราณีต และใช้งานง่าย เน้นการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุด มีผิวสัมผัสที่เรียบ ลื่น และให้ความรู้สึกสะอาดบริสุทธิ์ ภายในเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ผ้าหลังคาและพรมที่มีส่วนผสมจากต้นอ้อย เพื่อช่วยให้อากาศภายในห้องโดยสาร มีความบริสุทธิ์ , สีพ่นตัวถังที่มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อให้มีประกายของเม็ดสีที่สวยงาม, แผงประตูที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล ผสมกับผงไม้และหินจากภูเขาไฟ แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงและคุณภาพที่ดี นอกจากนี้ บริเวณช่องแอร์, คอนโซลกลาง, พวงมาลัย และเบาะนั่ง ถูกตกแต่งด้วยสีส้มทองแดง ซึ่งเป็นสีที่เปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในรถยนต์ ได้แรงบันดาลใจจากทองแดงที่อยู่ในคอนดักเตอร์ของระบบไฟฟ้า

ออฟชั่นที่น่าสนใจเมื่อผู้ขับขี่ปลดล็อกรถด้วยระบบ Smart Entry ระบบ Welcome Function จะทำงาน ด้วยการสั่งให้ไฟหน้าและไฟท้ายส่องสว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะจอดรถในที่มืดหรือยามค่ำคืน และเมื่อเปิดประตูรถ เบาะที่นั่งคนขับ จะปรับเลื่อนถอยหลังอัตโนมัติ เพื่อให้เข้าสู่ตำแหน่งที่นั่งขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เบาะที่นั่งคนขับ ปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมที่ดันหลังแบบไฟฟ้า (Lumbar Support) ช่วยลดอาการเมื่อยล้าขณะขับขี่  และระบบปรับอากาศภายในรถยนต์เป็นแบบ Dual Zone ที่เลือกปรับอุณหภูมิแยกอิสระสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น โดยมีระบบปรับอากาศที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกให้ลม ออกจากช่องปรับอากาศเฉพาะผู้ขับขี่อย่างเดียวได้ เพียงกดปุ่ม ‘driver only’ ที่บริเวณแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศ เท่านี้ ก็จะช่วยลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ และช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบระบายอากาศสำหรับเบาะคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้าอีกด้วย

เมื่อเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร มีความกว้างขวางและสะดวกสบาย ใกล้เคียงรถซีดานขนาดกลางที่จำหน่ายในเมืองไทย  โดยเฉพาะที่นั่งของผู้โดยสารตอนหน้า มีความโปร่งและกว้างขวางเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบเกียร์ ถูกออกแบบให้เป็นแบบระบบปุ่มกด หรือ shift by wire ถูกติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งผู้ขับขี่ สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้ยังมีระบบเบรคมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold ที่ช่วยหยุดรถชั่วขณะในสภาพการจราจรติดขัด และระบบ wireless charging ที่สามารถชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เพียงวางโทรศัพท์บริเวณช่องชาร์จด้านซ้ายของปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์ส่วนภาคบันเทิง สามารถควบคุมได้ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 5 นิ้วอาจดูเล็กไปนิด แต่สามารถเลือกฟังก์ชันเพื่อความบันเทิงได้ครบถ้วน ทั้ง  วิทยุ ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ, ช่องต่อระบบ USB และ AUX

บริเวณแผงหน้าปัดดีไซน์ล้ำสมัยพื้นสีดำ ตัดกับสีสันการทำงานของระบบต่างๆอย่างชัดเจน โดยหน้าปัดมีความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว แบบ TFT ที่แสดงข้อมูลพื้นฐานการทำงานต่างไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ระยะทางที่สามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง, ระดับพลังงานของแบตเตอรี่ รวมถึงข้อมูลอื่นๆของตัวรถที่จำเป็น ซึ่งผู้ขับขี่ สามารถเลือกดูได้ผ่านปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย และแผงหน้าปัดยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ ตามรูปแบบการขับขี่ โดยผู้ขับขี่ สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ ผ่านปุ่ม ‘drive mode’ บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal และ Sport

-โหมด Eco หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ และแถบสีเขียวบริเวณตัวเลขความเร็ว พร้อมไฟแสดงสถานะโหมด Eco สีเขียว

-โหมด Normal หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ จากแถบสีเขียวในโหมด Eco จะถูกเปลี่ยนเป็นแถบสีเทา และไม่มีไฟแสดงสถานะโหมด Normal

-โหมด Sport หน้าปัดจะถูกเปลี่ยนจากมาตรวัดความเร็ว เป็นมาตรวัดแสดงสถานะกำลังการขับเคลื่อนของรถจาก 0 ถึง 100 เปอร์เซนต์ ในรูปแบบอนาล็อกพร้อมแถบสีแดง ตรงกลางจะแสดงความเร็วแบบตัวเลขดิจิตอล ที่จะถูกไล่ลำดับขึ้นไปตามความเร็วของรถยนต์

มาถึงประเด็นสำคัญ คือสมรรถนะการขับขี่ที่เน้นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อการส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบ single-speed ที่สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง ส่วนแบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนจะเป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพการชาร์จไฟที่ดี และมีหน่วยความจำรอบการชาร์จไฟที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล เมทัล ไฮดราย โดยแบตเตอรี่ของ IONIQ Electric เป็นขนาด 28 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร ต่อเวลาในการชาร์จไฟแบบปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ และการชาร์จไฟแบบ quick charge ที่กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW จะใช้เวลา 30 นาที และ 25 นาทีโดยประมาณด้วยกำลังการชาร์จไฟขนาด 100 kW  

ส่วนแบตเตอรี่แหล่งเก็บพลังงานจะถูกติดตั้งอยู่ใต้ที่นั่งของผู้โดยสารตอนหลัง ทำให้พื้นที่ในห้องโดยสารยังคงความกว้างสะดวกสบาย และด้านท้ายรถยังสามารถบรรจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 650 ลิตร

การทดลองขับเป็นครั้งแรก ทางฮุนได มอเตอร์ ประเทศไทย จะเน้นไปที่การทำความรู้จักกับรถรุ่นนี้ทั้งในเรื่องของแนวการทางออกแบบและการพัฒนา รวมถึงเรียนรู้ระบบการทำงานต่างๆอย่างละเอียด โดยมี คุณชนกนันท์ เตชะภัทรพร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ พร้อมตอบข้อสงสัยกันแบบตัวต่อตัว ก่อนการทดลองขับจริงที่วางเส้นทางการขับขี่สบายๆ จากร้านชวนคิทเช่น เมืองทองธานี ที่มีจุดชาร์จไฟรถยนต์ให้บริการ เริ่มออกเดินทางขึ้นทางด่วนขาออกนอกเมืองไปลงแถวบางพูน แล้วเปลี่ยนผู้ขับวนขึ้นทางด่วนกลับเส้นทางเดิม รวมระยะทางไป-กลับประมาณ 30 กิโลเมตร

สัมผัสแรกในฐานผู้ขับระยะทางสั้นๆประมาณ 15 กิโลเมตร เริ่มทดลองแบบรวดเร็วตั้งแต่อัตราเร่งในโหมดการขับขี่ต่างๆ โดยเราเน้นลองโหมด ECO ขับเรื่อยๆเนียนๆเน้นประหยัดดูระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่กับระยะทางวิ่งจริงซึ่งค่อนข้างตรงไม่คาดเคลื่อนมากนัก ตรงนี้มีประโยชน์ในการประเมินพลังไฟฟ้ากับระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่ก่อนไปหาที่ชาร์จได้ทันเวลา  

เมื่อลองเปลี่ยนโหมด SPORT ระยะทางสั้นๆจะให้ฟิลลิ่งการขับขี่ต่างกับ ECO พอสมควร โดยเฉพาะอัตราเร่งช่วงออกตัวและการเร่งแซง จัดว่าพุ่งทะยานได้ เร็ว แรง ความเร็วไต่ระดับทันทีที่ลงน้ำหนักเท้าไปที่แป้นคันเร่ง ช่วงเร่งแซงกดหนักๆมีอาการดึงหลังติดเบาะแอบสปอร์ตนิดๆ ซึ่งตรงนี้มีการการันตี อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในโหมด SPORT ไว้ที่ 9.9 วินาที แต่โหมดอื่นๆจะใช้เวลาทะลุเกิน 10 วินาที และความเร็วสูงสุดไม่มีโอกาสได้ลอง แต่ยืนยันความแรงไว้ที่ 165 กม / ชม.

การขับขี่ใช้งานยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดกับระบบ regenerative braking system ที่สามารถควบคุมได้ด้วยปุ่ม paddle shift บริเวณด้านหลังพวงมาลัย มีทั้งหมด 4 ระดับ โดยแต่ละระดับ จะเป็นการนำพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่จากมากไปน้อย เพียงผู้ขับขี่กดปุ่ม paddle shift รถยนต์จะลดความเร็วโดยอัตโนมัติ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อให้ระบบ regenerative braking system ทำงาน และนำกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ช่วยให้มีระยะทางการวิ่งที่ยาวขึ้นคล้ายๆการทำงานของระบบไฮบริด

นอกจากการทดลองขับขี่ใช้งานปกติ เรายังมีโอกาสได้ลองระบบความปลอดภัยยุคใหม่ที่ติดตั้งไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบBlind Spot Detection ทำหน้าที่ตรวจจับรถในจุดอับสายตาขณะขับขี่ โดยทำงานควบคู่กันกับระบบ Lane Change Assist ที่จะช่วยตรวจจับรถในเลนด้านข้างในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังจะเปลี่ยนเลน และยังทำงานร่วมกับระบบ Rear Cross Traffic Alert ในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังจะถอยรถออกจากที่จอดรถ โดยระบบจะตรวจจับความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือคนเดินเท้า หากมีวัตถุเคลื่อนไหวบริเวณด้านหลังรถ ระบบจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ เพื่อความปลอดภัยขณะถอยรถ

ระบบ Lane Departure Warning (LDW) ประมวลผลด้วยกล้องที่อยู่บริเวณด้านบนตรงกลางของกระจกบังลมหน้า ช่วยตรวจจับเส้นแบ่งช่องการจราจร หากรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะส่งเสียงเพื่อเตือนผู้ขับขี่ ให้นำรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม พร้อมทำงานร่วมกับระบบ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ใช้กล้องตัวเดียวกัน ในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องการจราจร เมื่อรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะสั่งการให้หักพวงมาลัยกลับมาในช่องจราจร

ระบบ Smart Cruise Control (SCC) หรือระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ ทำงานโดยใช้เรดาร์ที่อยู่บริเวณโลโก้บนกระจังหน้า ในการรักษาระดับความเร็วแบบแปรผัน ตามความเร็วของรถที่อยู่ด้านหน้า และผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกระดับการรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้าได้หลายระดับ  เมื่อระบบล็อคความเร็วทำงาน ยังสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงหยุดนิ่งไม่ตัดการทำงานภายใน 2-3 วินาที 

ปิดท้ายระบบ Forward Collision Warning (FCW) เราไม่ได้ทดลอง แต่ก็เป็นระบบที่น่าสนใจ รถยนต์ยุคใหม่ควรมีไว้เพื่อเสริมความปลอดภัย ซึ่งเป็นระบบช่วยเตือน ถ้าผู้ขับขี่ ขับรถเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป ถ้าระบบตรวจพบว่าผู้ขับขี่ ไม่เหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ ระบบจะส่งเสียงเพื่อเตือน เพื่อให้เบรกหยุดรถก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ และถ้าผู้ขับยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองในขณะที่รถกำลังเข้าใกล้รถคันข้างหน้า ก็จะมีระบบ Autonomous Emergency Braking System (AEB) คอยช่วยเบรกรถอัตโนมัติ และระบบนี้ยังรวมถึงการช่วยตรวจจับคนเดินถนนเดินตัดผ่านหน้ารถในระยะกระชั้นชิด กล้องบริเวณด้านบนกระจกบังลมหน้า และเรดาร์บริเวณกระจังหน้า จะทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุและคนเดินถนน และจะสั่งการให้รถหยุดโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้อีกทางหนึ่ง

การทำตลาดในช่วงแนะนำ HYUNDAI IONIQ Electric รถยนต์พลังไฟฟ้าแห่งอนาคต เคาะราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,749,000 บาท พร้อมการรับประกันตัวรถ 3 ปี หรือ 1 แสนกิโลเมตร และที่น่าสนใจ คือการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนได อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ !

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันพฤหัสบดี, 14 กุมภาพันธ์ 2562 22:43
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing