มกราคม 27, 2566

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ HONDA CITY HATCHBACK e:HEV ซิตี้คาร์อเนกประสงค์ ยืนหนึ่งเรื่องความประหยัด! | ทดลองขับ DRIVINGPLACE Featured

By สิงหาคม 24, 2565 2745

HONDA CITY HATCHBACK e:HEV อีกหนึ่งทางเลือกที่ต่อยอดการพัฒนามาจาก CITY รุ่นซีดาน ซึ่งให้ความโดดเด่นด้วยขุมพลัง Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่หนักแน่นทรงพลังด้วยแรงบิดสูง ผสานความประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่า และยังให้ความมั่นใจด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยยุคใหม่ Honda SENSING พร้อมด้วยเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์สไตล์รถแฮทช์แบ็กกับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR) ที่รองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย

HONDA CITY HATCHBACK e:HEV สิ่งที่แตกต่างจากรุ่น 1.0 TURBO คือความโดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตสไตล์ RS รอบคัน เสริมเอกลักษณ์ยนตรกรรมไฮบริดด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และโลโก้ e:HEV พร้อมเสริมความมั่นใจในการใช้งานด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ถือเป็นรุ่นท็อปของ CITY โมเดลปัจจุบัน เคาะราคาจำหน่ายไว้ที่ 849,000 บาท

 

ดีไซน์ภายนอกสปอร์ตรอบคัน ด้านหน้าเด่นที่โลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้าและสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย เสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้นกับดีไซน์สไตล์ RS รอบคัน ด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าและหลังสไตล์สปอร์ต ชุดไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED และไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตปรับ และพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ตโทนสีเข้มรับกับบุคลิกโดยรวมของตัวรถ

ภายในห้องโดยสารให้ความโดดเด่นต่างจากรุ่นซีดาน ด้วยความกว้างขวาง ผสานฟังก์ชันการใช้งานและเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์ไว้อย่างลงตัว ตัวเบาะหุ้มด้วยหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งแถบสีแดง รองรับการใช้งานในได้อย่างหลากหลายด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีท (ULTR) ที่สามารถแยกพับแบบ 60:40 และปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง 4 โหมด พร้อมด้วยห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ ได้แก่ Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง , Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว , Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง และRefresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด พร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศตอนหลัง พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงวิทยุหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อม Google Maps พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI และระบบสตาร์ตเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) พนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว ฯลฯ

สำหรับแผงหน้าปัดชุดนี้จะเป็นจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ด้านขวาเป็นเข็มไมล์แบบอนาล็อค ด้านซ้ายเป็นจอดิจิตอล แสดงผลได้หลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลตัวรถ การใช้พลังงานจากระบบขับเคลื่อนทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และบริเวณกึ่งกลางแสดงสถานะการทำงานของระบบความปลอดภัย โดยควบคุมด้วยปุ่มแบบเลื่อนขึ้น-ลง-กดเพื่อเซ็ทค่า บนพวงมาลัยฝั่งซ้าย ส่วนก้านด้านขวาเป็นปุ่มระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control) หลังพวงมาลัยมีก้านคล้าย Paddle Shift แต่ในซิตี้ e:HEV เรียกว่า Deceleration Selector มีไว้เพื่อหน่วงความเร็ว 3 ระดับ เพื่อชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่เมื่อชะลอความเร็ว หรือเบรก ระบบนี้ตั้งใจออกแบบมาเพื่อช่วยหน่วงความเร็วรถโดยไม่ต้องแตะเบรกบ่อยๆ เมื่อขับตามคันหน้า หรือขับบนทางคดเคี้ยวด้วยความเร็วแบบต่อเนื่อง

ขุมพลังขับเคลื่อนของ HONDA CITY HATCHBACK e:HEV จะเป็นระบบไฮบริดแบบ SPORT HYBRID i-MMD หรือ Intelligent Multi-Mode Drive ส่วนประกอบหลักของระบบไฮบริดประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1,500 ซีซี Atkinson Cycle DOHC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC 98 แรงม้า ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนรถ 1 ตัว และ Generator สร้างกระแสไฟฟ้า 1 ตัว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน พร้อมระบบส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT)  กำลังสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า 109 แรงม้า พร้อมแรงบิด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบ/นาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมตามค่ามารตฐานโรงงานถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20

การทำงานของระบบไฮบริดรุ่นนี้ จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักจากการชาร์จไฟฟ้ากลับไปใช้งานในแบตเตอรี่ได้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำ รวมถึงการจอดหยุดนิ่ง มีการจัดสรรพลังงานขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ และระบบไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถใช้ไฟฟ้าได้เยอะจึงให้ความประหยัดทะลุเกิน 20-25 กม./ลิตร ได้สบายๆ ส่วนในช่วงความเร็วแบบลอยตัวเดินทางไกลยาวๆ จะเป็นช่วงที่ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเป็นหลักจะประหยัดพลังงานกว่าการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบก็จะสั่งให้มอเตอร์ไฟฟ้าหยุดทำงานเมื่อเติมคันเร่งต่อเนื่อง คลัตช์จะเชื่อมต่อกันเพื่อให้เครื่องยนต์ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวก็จะมีการชาร์จไฟไปเก็บในแบตเตอร์รี่โดยตลอด ถ้าแถบพลังไฟฟ้าบนแผงหน้าปัดมีเกิน 3 ขีดขึ้นไปแค่ยกคันเร่งนิดนึงแล้วเลี้ยงคันเร่งด้วยความเร็วคงที่ก็จะเข้าสู่โหมด EV หรือขับด้วยไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นวงจรการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมได้ทั้งความแรง และประหยัดไปพร้อมๆกัน การขับขี่เดินทางไกลเราลองใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 90 – 120 กม./ชม.ในหลายๆช่วงการเดินทางก็ยังทำได้ประมาณ 23-27 กม./ลิตร และการทดลองขับจากการใช้น้ำมัน 1 ถัง ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร ขับขี่ใช้งานจริงเต็มพิกัดทั้งในเมืองและนอกเมือง วิ่งได้ระยะทางรวม 700 กม. ระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่บนแผงหน้าปัดคำนวณจากน้ำมันที่เหลืออยู่ยังเกิน 100 กม. ถ้าวิ่งกันแบบหมดถังจริงๆทะลุ 800 กม.อย่างแน่นอน! โดยรวมต้องถือว่า HONDA CITY HATCHBACK e:HEV เป็นซิตี้คาร์ที่ยืนหนึ่งด้านความประหยัด เมื่อเทียบกับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

ทางด้านสมรรถนะการขับขี่โดยรวมๆต้องบอกว่ารถรุ่นนี้ดูเป็นผู้ใหญ่ สุขุม นุ่มนวลมากขึ้น ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ  กำลังของเครื่องยนต์ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างแนบเนียน เหมือนจะไม่เน้นแรงแบบเครื่องเทอร์โบ แต่การเร่งความเร็วก็ค่อนข้างทันใจทั้งจังหวะออกตัว 0-100 กม./ชม.ทำได้ประมาณ 11 วินาที และการเร่งแซงช่วงความเร็วที่ใช้บ่อย 90-120 กม./ชม ก็ทำได้ทันใจและปลอดภัย เร่งได้เร็วมั่นใจกว่ารถเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ปกติมากทีเดียว

ส่วนฟิลลิ่งในการขับขี่ในรุ่นนี้ จะให้อารมณ์ต่างจากรุ่นซีดาน ทั้งการบังคับควบคุมรถ และการรองรับแรงสั่นสะเทือนของช่วงล่างจะออกแนวหนักแน่น มั่นคง แต่ไม่ถึงกับแข็งกร้าว ยังขับขี่ได้อย่างนุ่มสบายตามสไตล์ซิตี้คาร์ในเมือง ส่วนการเบรก หรือชะลอความเร็ว จากระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ มีแรงดึงที่ดี สัมพันธ์กับน้ำหนักเท้าที่กดเบรกในทุกช่วงความเร็ว ทำให้ควบคุมการเบรกได้ง่าย ลองเบรกหนักๆ ก็สร้างแรงดึงได้หนักแน่น ลดความเร็วได้อย่างมั่นใจและมั่นคง

นอกจากนี้ HONDA CITY HATCHBACK e:HEV ยังติดตั้งช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และติดตั้งระบบความปลอดภัย Honda SENSING ประกอบด้วย 5 ระบบหลัก คือ ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) , ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW) , ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) รวมถึงระบบความปลอดภัยที่เป็นตัวช่วยที่ดี ทั้งระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ฯลฯ รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และ ระบบ Auto Brake Hold ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) และเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)

การทำตลาด HONDA CITY HATCHBACK e:HEV ให้ความมั่นใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์พลังงานทางเลือกในแบบไฮบริด ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

สุดท้ายนี้ถ้าต้องการสอบถามข้อมูลการขับขี่ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่รถยนต์รุ่นนี้ สามารถฝากข้อความหลังไมค์ไว้ที่แฟนเพจ FACEBOOK : Drivingplace.com ได้เลยครับ

TEST DRIVE  by WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันพุธ, 24 สิงหาคม 2565 11:45
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์