มกราคม 27, 2566

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว Mercedes-Benz A200 Progressive 1.99 ล้านบาท จุดเริ่มต้นความหรู ความแรง และความคุ้มค่าในการใช้งาน! | ทดลองขับ Drivingplace Featured

By มิถุนายน 08, 2565 5354

[ REVIEW ] Mercedes-Benz A-Class รุ่นปัจจุบันเปิดตัวทำตลาดด้วยตัวถังซีดานขนาดคอมแพ็ค เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความโฉบเฉี่ยว คล่องตัวเหมาะกับวิถีชีวิตในเมือง แต่ยังคงความกว้างสะดวกสบายในสไตล์ซีดานระดับหรู โดยการทำตลาดมีให้เลือก 2 รุ่นหลักที่ประกอบในประเทศ  คือ  A200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท และ A200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท ที่เรามีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้ ซึ่งราคาระดับนี้ต้องถือว่าความคุ้มค่ามากทีเดียว เมื่อเทียบกับคุณภาพของตัวรถโดยรวม ทั้งรูปลักษณ์  และสมรรถนะในการขับขี่

Mercedes-Benz A 200 รุ่นนี้ถือเป็นรถยนต์ในคลาสคอมแพ็คคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน โดยมีขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 250 นิวตันเมตร ส่งผลให้อัตราเร่งตอบสนองค่อนข้างไว รองรับการใช้งานได้อย่างทันใจในทุกย่านความเร็ว

รูปลักษณ์ภายนอกของ Mercedes-Benz A 200 สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่เน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรง และดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกที่โดดเด่นด้วยการตัดทอนเส้นสาย และช่องว่างให้มีน้อยที่สุด ถือเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ และความปราดเปรียวเร้าใจแบบสปอร์ตคาร์ยุคใหม่ไว้อย่างลงตัว

ด้านหน้าของตัวรถมีความล้ำสมัยสอดรับกับช่วงฝากระโปรงหน้าที่ลาดเท และทอดตัวยาว กระจังหน้าเรียวคมดูดุดัน ผสานแนวเส้นเดี่ยวแนวนอน พร้อมตราสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สีดำถูกออกแบบมาให้ดูทรงพลัง และโคมไฟหน้าเป็นแบบ LED High Performance ที่มีความเพรียวบาง แต่งภายในกรอบด้วยโครเมียมเพิ่มความล้ำสมัย ทำงานร่วมกับไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิงเพิ่มความหล่อเข้มเมื่อเหลียวมอง เส้นสายด้านข้างเน้นความเรียบเนียน โค้งมนตลอดคัน ช่วยให้ตัวรถดูกว้าง ส่วนกระจกมองข้างติดตั้งอยู่ในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสารพอดีช่วยให้ห้องโดยสารโปร่ง และให้มุมมองด้านข้างที่ชัดเจน ส่วนล้อแม็กรุ่นนี้เน้นความเรียบหรูแบบ 10 ก้าน ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง Continental 205 /55 R17

ภายในห้องโดยสารดูทันสมัย และกว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยสูงสุดเหมาะสมกับขนาดของตัวถัง โดยมีพื้นที่ว่างบริเวณช่วงไหล่ ข้อศอก และเหนือศีรษะมากกว่าค่าเฉลี่ยของรถยนต์ประเภทเดียวกัน รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสารตอนหลังให้เข้าออกได้ง่าย และห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตรมากถึง 420 ลิตร

พวงมาลัยของ A 200 Progressive เป็นแบบ 3 ก้าน ตกแต่งด้วยหนัง พร้อมระบบมัลติฟ้งก์ชั่น ควบคุมหน้าจอบนพวงมาลัยแบบ Touch control ก้านด้านขวาควบคุมการทำงานของแผงหน้าปัด และก้านด้านซ้ายควบคุมจอบริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งทั้งสองจอออกแบบเป็นจอแนวยาวต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้วต่อกัน 2 หน้าจอ ทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัด และค่าการทำงานระบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาดใหญ่ด้วยอัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:9 เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์พร้อมระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของเครื่องปรับอากาศก็ได้รับการออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากใบพัดของเครื่องบินเจ็ท (turbine) นอกจากนี้ห้องโดยสารยังมีระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ให้เลือกถึง 64 สี เพิ่มเอกลักษณ์ความหรูล้ำสมัย

สำหรับระบบ MBUX จะเป็นระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุดคือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส  และ Touchpad ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ MBUX เป็นระบบมัลติมีเดียที่สามารถปรับแต่งหรือปรับเปลี่ยนตามลักษณะการใช้งานจริงของผู้เป็นเจ้าของรถได้ ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยระบบนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Navigation ระบบนำทางแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ GPS ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และแผนที่ที่แสดงผลแบบสามมิติ (3D) ด้วยกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ทำงานร่วมกับระบบ AR ในการนำทางโดยผู้ใช้สามารถหาจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนั้นยังสามารถรายงานสภาพถนน และสถานะของร้านค้าต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์ และมี Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์

ส่วนเบาะนั่งออกแนวรถซีดาน ผสานความสปอร์ต ให้ความกระชับในการขับขี่ที่ดี แต่ไม่ถึงกับโอบรัดลำตัว เบาะมีขนาดใหญ่ หุ้มด้วยหนัง ARTICO พร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับเบาะผู้ขับ และเบาะด้านหลังมีขนาดพอเหมาะ รูปทรงและองศาของเบาะรองรับสรีระได้ดี พื้นวางขาก็ถือว่ากว้างสมตัว นั่งได้สบาย และยังสามารถพับเบาะได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความสะดวกในการบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่อยากให้เพิ่มเติม คือช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

A-200 รุ่นนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยที่ทันสมัยมากมาย ทั้ง ระบบ Active Parking Assist ที่ช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมการแสดงผลหน้าจอจากกล้องหลัง พร้อมเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC ซึ่งจะทำให้การค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับการจอดรถและการเคลื่อนที่เข้าและออกจากพื้นที่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ (Active Brake Assist) ที่จะช่วยตรวจจับระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้าผ่านระบบสัญญาณเรดาร์ และเตือนด้วยเสียงเพื่อให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยลดอุบัติเหตุ และอันตรายที่เกิดจากการชนรถคันหน้า

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์ของรถยนต์รุ่นนี้  คือบริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่จะทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่าง ๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ

-Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนและถุงลมนิรภัยทำงาน เซ็นเซอร์ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที

-Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชันของ Mercedes me connect ได้

-Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่าง ๆ ได้

-Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ

-Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยแอปพลิเคชัน Mercedes Me Service

ในส่วนของสมรรถนะให้ความแรงจากเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก เป็นแบบ 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 1,332 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที การันตีอัตราเร่งที่จากโรงงาน 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตร/ชั่วโมง  นอกจากความแรงเร้าใจ ถ้าต้องการความประหยัดที่คุ้มค่าในการใช้งาน ยังให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2-5.4 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือ 18.5-19.2 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมอัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124  กรัม/กิโลเมตร

เมื่อขับขี่ใช้งานจริง ก็ต้องยอมรับว่า Mercedes-Benz A 200  Progressive ให้ความแรง ขับสนุก เกินพิกัดของเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก เมื่อนึกอยากสนุกก็ซุกซ่อนเขี้ยวเล็บจากการกระตุ้นพลังด้วยเทอร์โบ ที่รีดเค้นความเร็วได้ดีตั้งแต่รอบต่ำ ถือว่าช่วงออกตัว หรือการเร่งความเร็วทำได้ดีเกินคาด การส่งต่อกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ (7G-DCT) ปรับจูนการเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วกว่าเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ซีวีทีทั่วๆไป จึงให้ฟิลลิ่งการขับขี่ที่สนุกช่วงรอยต่อเกียร์กว้างลากรอบได้ยาวๆไร้อาการกระตุก เมื่อลองเข้าโหมด M ควบคุมตำแหน่งเกียร์จากแป้นแพ็ทเดิ้ลชิฟยิ่งเติมเต็มความดิบขับสนุกกว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วๆไปอย่างชัดเจน ส่วนการเร่งแซงด้วยการคิกดาวน์เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงจะทำงานค่อนข้างไว สัมผัสได้ถึงแรงดึงเล็กๆ พร้อมความเร็วที่พุ่งทะยานอย่างเพียงพอต่อการเร่งแซงทุกย่านความเร็ว

สำหรับช่วงล่างการรองรับแรงสั่นสะเทือน และการยึดเกาะถนน การขับขี่ใช้งานในเมืองด้วยความเร็วปกติจะให้ความรู้สึกถึงความแข็ง หนักแน่น นำหน้าความนุ่มนวล แต่ก็ไม่ถึงกับกระด้าง หรือกระเด้ง ยังนั่งได้นุ่มสบายตามมาตรฐานซีดานหรู ส่วนช่วงความเร็วสูง ผ่านสภาพถนนหลายรูปแบบทั้งทางตรง หรือทางโค้ง ถือเป็นจุดเด่นของรถรุ่นนี้ ให้ความหนึบแน่น ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ

การขับขี่ใช้งานทั่วๆไป ยังมีโหมดของการขับเคลื่อนให้เลือกตามความต้องการแบ่งเป็น 3 โหมดหลักๆ เลือกใช้งานได้จากสวิทซ์ DYNAMIC SELECT บริเวณคอนโซนกลาง เริ่มจากโหมด Sport  เอาใจคนชอบความแรง เน้นการบังคับควบคุมที่นิ่งแม่นยำผสานการทำงานกับระบบกันสะเทือนที่ให้ความแข็งหนักแน่นแบบสปอร์ต พร้อมการตอบสนองของคันเร่งรวดเร็ว และยังปรับการทำงานของระบบส่งกำลังให้ความว่องไวพุ่งทะยานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนโหมด Comfort โหมดการขับขี่แบบมาตรฐาน เป็นค่าตั้งต้นเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ทุกครั้ง เน้นความนุ่มนวลขับสบายในทุกสภาพถนน ส่วนสายประหยัด เน้นความคุ้มค่าในการใช้งานสูงสุด ก็ควรเลือกโหมด Eco ที่จะช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมันในทุกช่วงความเร็ว ซึ่งการทดลองขับแบบเดินทางไกลด้วยโหมด Eco ใช้ความเร็วคงที่ประมาณ 90-100 กม./ชม. เราลองวัดผลจากค่าเฉลี่ยบนแผงหน้าปัดในหลายๆช่วงการเดินทางทำได้ดีเยี่ยมทะลุเกิน 20 กม./ลิตร ส่วนการขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำ มีการหยุด หรือชะลอความเร็วบ่อยครั้ง ค่าเฉลี่ยแปรผันอยู่ที่ประมาณ 13-15 กม./ลิตร  โดยรวมต้องถือว่าซีดานรุ่นนี้ให้ความประหยัดที่คุ้มค่ามากทีเดียว

การทำตลาด Mercedes-Benz A-Class โมเดลล่าสุดรุ่นประกอบในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย

- Mercedes-Benz A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท

- Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท

TEST DRIVE  by WWWDRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันพุธ, 08 มิถุนายน 2565 10:19
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์