ธันวาคม 02, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว MITSUBISHI OUTLANDER PHEV มีของดี ที่ซ่อนอยู่ข้างใน มากกว่าใครในคลาสเดียวกัน? | รีวิวรถใหม่ 2021 Drivingplace Featured

[ Review ] MITSUBISHI OUTLANDER PHEV รถอเนกประสงค์ในกลุ่มคอมแพ็คเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด ได้รับการพัฒนาภายใต้ DNA และเทคโนโลยีรถยนต์ระดับตำนานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งจาก PAJERO รถเอสยูวียอดนิยม และ MITSUBISHI EVOLUTION เจ้าแห่งสนาม เวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพ(WRC) ที่มีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super All Wheel Control (S-AWC) ที่เป็นหนึ่งในตำนานแห่งสมรรถนะ รวมทั้งผสมผสานเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคตจากยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายจริงรุ่นแรกของโลกอย่าง MITSUBISHI i-MiEV

MITSUBISHI OUTLANDER PHEV รุ่นล่าสุดยังถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ภายใต้รูปแบบของรถเอสยูวี พีเอชอีวี ที่สมบูรณ์แบบ หรูหรา และสะดวกสบายบนทุกสภาพถนน ทรงพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลังรวมกันสูงสุดถึง 305 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์ ออลวิลล์ คอนโทรล (S-AWC) ลิขสิทธิ์เฉพาะของ มิตซูบิชิ มอเตอร์สที่แตกต่างจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทั่วไป

การทำตลาดทางมิตซูบิชิ มั่นใจว่า OUTLANDER PHEV จะเป็นมากกว่ารถเอสยูวี พีเอชอีวี ทั่วๆไป ด้วยคุณสมบัติที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งพลังไฟฟ้าเคลื่อนที่สามารถจ่ายพลังไฟฟ้าเมื่อเราจำเป็นต้องใช้งานตามสถานที่ต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบแคมป์ปิ่ง สามารถปรุงอาหารจากไฟฟ้าที่สามารถผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดไม่เกิน 1,500 วัตต์ เพียงการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถ เพื่อให้คุณใช้ชีวิตกับไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบได้สบายๆ ต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆ อย่างชัดเจน

การดีไซน์รูปลักษณ์เป็นไปในสไตล์สวยเรียบ กระจังหน้าโครเมี่ยมพิมพ์นิยมของมิตซูบิชื พร้อมไฟหน้า LED ให้การส่องสว่างขณะขับขี่ในเวลากลางคืนได้อย่างชัดเจน พร้อมระบบปรับระดับสูง – ต่ำอัตโนมัติ เพื่อป้องกันปัญหาแสงไฟไปรบกวนสายตาผู้ขับรถคันอื่น พร้อมมีไฟตัดหมอก LED สีขาว ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และยังเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยไฟ  LED Daytime Running Lights ที่ส่องสว่างอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งในเวลากลางวัน ช่วยให้ผู้ขับรถคันอื่น คนเดินถนน และผู้ใช้จักรยานสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ลดทั้งการเกิดอุบัติเหตุ การออกแบบภายนอกส่วนใหญ่จะออกแนวเรียบๆแต่ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งอย่างครบถ้วนตามยุคใหม่ ชุดไฟท้ายสีแดงสดใสรูปทรงสวยใช้ได้ และประตูท้ายมีขนาดใหญ่ เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบ และพื้นที่จัดเก็บสัมภาระท้ายรถมีขนาดใหญ่ ขนถ่ายสิ่งของได้สะดวกง่ายดาย ตัวรถโดยรวมถือว่ามีขนาดใหญ่กำลังดี แต่ถ้าเพิ่มส่วนสูงอีกสักนิดจะดูหล่อแบบเอสยูวีมากขึ้น

นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารของ MITSUBISHI OUTLANDER PHEV ยังเน้นพื้นที่ใช้สอย และพื้นที่การโดยสารที่กว้างขวาง การออกแบบคอนโซลหน้าเรียบหรูไม่หวือหวาตามยุค แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดมาครบทุกฟังก์ชั่น เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายตามยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ หน้าจอเป็นระบบสัมผัส 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน Apple CarPlay พร้อมระบบเชื่อมต่อ Bluetooth Hand Free รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง นอกจากนี้ยังมีพวงมาลัยงานออกแบบคุ้นตา คล้ายๆ PAJERO SPORT พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชันควบคุมการทำงานทุกสิ่งที่ผู้ขับต้องการใช้งานขณะขับขี่ โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย และรถรุ่นนี้จะเป็นรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักจึงไม่มีคันเกียร์แบบปกติให้การเปลี่ยน โหมดการขับเคลื่อนจะใช้ Joystick สำหรับควบคุมการขับเคลื่อนแบบง่ายๆทั้ง D เดินหน้า R ถอยหลัง และP จอดรถ รวมถึงเบาะหนังดีไซน์ใหม่แบบ ไดมอนด์ควิลติ้งคัท ให้ความหรูหราใส่ใจในบรรยากาศเรียบหรู ให้ความผิวสัมผัสนุ่มนวล นั่งสบาย และตัดเย็บเป็นลายตารางเพิ่มการระบายอากาศได้ดี

จุดเด่นของ MITSUBISHI OUTLANDER PHEV คือการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เป็นหลักมากกว่าเครื่องยนต์ โดยมีมอเตอร์ขับเคลื่อน 2 ตัว แบ่งหน้าที่การทำงานด้านหน้า และด้านหลัง พร้อมโมดุลควบคุมการทำงานเฉพาะมอเตอร์ ทำให้การตอบสนองของมอเตอร์รวดเร็ว และระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ที่เป็นจุดเด่นไม่เหมือนใครมีมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ที่ติดตั้งแยกด้านหน้าและด้านหลัง สามารถผนึกกำลังตอบสนองการขับเคลื่อน 4 ล้อได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมเสริมด้วยระบบ Super All Wheel Control (S-AWC) ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทรงตัว สามารถบังคับควบคุมทิศทางของรถได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเราเคยพิสูจน์มาแล้วจากการขับขี่แบบจัดเต็มช่วงเปิดตัวในสนามจำลองกึ่งๆเส้นทางแรลลี่ครอส ก็ถือว่าทำได้ดีไปได้รวดเร็ว แรง พร้อมการทรงตัวที่มั่นใจ โดยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ S-AWC จะมีโหมดการขับเคลื่อนให้เลือกตามสภาพเส้นทาง เริ่มจาก Normal ใช้กับถนนแห้งหรือเปียก ระบบจะควบคุมการกระจายแรงบิดเพื่อขับเคลื่อนหรือเบรกไปยังแต่ละล้อโดยอัตโนมัติ , Snow ใช้สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวเปียกลื่น ป้องกันการไถลและเพื่อประสิทธิภาพการทรงตัวที่ดี , Lock ใช้สำหรับการขับขี่ที่ต้องการแรงฉุดลากสูงสุด บนพื้นผิวขรุขระ และเป็นทราย มีการกระจายกำลังหน้า-หลัง 50/50 นอกจากนี้ยังมีโหมด Sport ให้เลือกใช้ด้วย โดยสามารถเร่งและลดความเร็วได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับเส้นทางและการขับขี่ที่ท้าทาย  (ชมคลิปการทดสอบภาคสนามได้ที่ Youtube : Drivingplace Channel)

ต้นกำเนิดพลังไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนของรถรุ่นนี้ คือเครื่องยนต์ MIVEC  แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พร้อมวาล์วไอดีแปรผัน MIVEC ขนาด 2,360 ซีซี.ให้กำลังสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 4,500 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุด 199 นิวตัน-เมตร ที่4,500 รอบต่อนาที รองรับน้ำมัน E20 ถือเป็นเครื่องบล็อกใหญ่ที่ช่วยผลิตไฟฟ้า และสร้างพลังขับเคลื่อนได้อย่างเต็มสมรรถนะ และสามารถชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอร์รี่ได้เร็วจากการใช้โหมด CHARGE เครื่องยนต์จะติดตลอดเวลา เมื่อจอดรถ หรือ วิ่งด้วยความเร็วต่ำ สลับหยุดนิ่งสามารถชาร์จไฟสะสมจากระยะทางวิง่ด้วยไฟฟ้า 0 จนถึง 40 กม.ขึ้นไปได้ ภายในระยะเวลาประมาณ 1 ชม.เมื่อชาร์จไฟฟ้ามากจนพอใจแล้วก็สามารถกดปุ่ม SAVE เก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ยามจำเป็นได้ หรืออยากด้วยวิ่งไฟฟ้าเพียวๆก็กดเลือกโหมด EV ได้

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าชุดนี้ยังให้ประสิทธิภาพดีเยี่ยม ในโหมดซีรี่ย์ไฮบริดช่วยเปลี่ยนกำลังของเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้าไปจัดเก็บไว้ในแบตเตอรี่ พร้อมส่งกำลังขับเคลื่อนให้มอเตอร์ทุกครั้งเมื่อมีการเร่ง หรือลดความเร็ว โดยมีแหล่งกักเก็บพลังงานเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ 13.8 กิโลวัตต์/ชั่วโมง จัดวางในตำแหน่งใต้ตัวถังรถเพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร

นอกจากเครื่องยนต์ ชุดมอเตอร์ยังแยกกำลังขับเคลื่อนไว้อย่างชัดเจน มอเตอร์หน้ากำลังสูงสุด 82 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 137 นิวตันเมตร และชุดมอเตอร์หลัง กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 195 นิวตันเมตร พร้อมออกแบบให้มีการขับเคลื่อนด้วย 3 รูปแบบ แต่ทุกรูปแบบมีมอเตอร์เป็นระบบขับเคลื่อนหลักทั้งหมด เริ่มจาก PARALLEL HYBRID MODE เป็นโหมดการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบใช้การส่งกำลัง ของทั้งระบบเครื่องยนต์ และมอเตอร์ลงสู่ล้อ ระบบนี้จะทำงานเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือต้องการเร่งแซง , EV DRIVE MODE ในโหมดนี้เครื่องยนต์จะไม่ทำงาน จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 100% สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กม./ชม. เงียบและให้พลังงานสะอาด ปราศจากการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซ CO2 เมื่อชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มความจุ เราลองขับจนไฟฟ้าหมดสามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 45 กม. และเมื่อมีไม่มีไฟฟ้าสะสมอยู่เลยก็จะเข้าสู่โหมด SERIES HYBRID MODE โดยอัตโนมัติ เป็นการตัดการส่งกำลังของเครื่องยนต์ทิ้ง แต่จะใช้เป็นเครื่องปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่แทน ถ้าขับขี่ใช้งานปกติน้อยครั้งนักที่จะเห็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนลงสู่ล้อโดยตรง (เราสังเกตุจากวงจรการทำงานของระบบขับเคลื่อนที่แสดงบนแผงหน้าปัด) แล้วระบบไฮบริดชุดนี้ การใช้งานในเมืองความเร็วต่ำถือว่าประหยัดมากๆเครื่องยนต์ติดไม่บ่อยแต่กับชาร์จได้เร็วไม่เปลืองน้ำมัน เพราะไม่ต้องส่งกำลังลงสู่ล้อ และสามารถใช้พลังไฟฟ้าในการขับเคลือนได้ค่อนข้างบ่อย เป็นการจัดสรรพลังงานที่ดีมากๆสำหรับรถปลั๊กอินไฮบริดคันนี้

ในส่วนระบบชาร์จไฟกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 13.8 kWh สามารถชาร์จได้ 2 ระบบ ด้วยหัวชาร์จไฟที่แตกต่าง ชาร์จแบบเร็วให้กำลังไฟ 80% ในเวลาประมาณ 25 นาที ด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO และหัวชาร์จแบบปกติให้กำลังไฟ 100% ในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

ขีดความสามารถของรถรุ่นนี้ ยังเป็นมากกว่ารถยนต์ทั่วๆไป เพราะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดสูงสุดถึง 1,500 วัตต์ ด้วยการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถที่มีอยู่ 2 จุดบริเวณหลังเบาะนั่งคู่หน้า และที่เก็บของด้านท้าย เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือ กรณีที่ไฟฟ้าดับ เพราะ MITSUBISHI OUTLANDER PHEV สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เอง และยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ที่พักอาศัยด้วยเทคโนโลยีระบบพลังงานแบบ Vehicle-to-Home (V2H) ได้นานถึง 10 วัน สำหรับครัวเรือนทั่วไป โดยแบตเตอรี่ต้องถูกชาร์จไฟเต็มและมีน้ำมันเต็มถัง

การทดลองขับใช้งานจริงรอบๆกรุงเทพฯ ในช่วงล็อคดาว์น ไปไหนไกลๆไม่ค่อยสะดวกนัก การควบคุมรถให้ความคล่องตัวสูง น้ำหนักพวงมาลัยเบา นิ่ง แม่นยำ รูปทรงพวงลัยดูคุ้นตาใกล้เคียงกับ PAJERO SPORT ประกอบกับคันเปลี่ยนเกียร์ที่มีลักษณ์เป็นจอยสติกชัดเจนมากกับความรู้สึกพรีเมี่ยมล้ำสมัยต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆ การทดสอบขับด้วยโหมด EV เพราะแบตเตอรี่ถูกชาร์จมาเกือบเต็มความจุ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ ด้วยกำลังไฟจากแบตเตอรี่ส่งผ่านไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่เพื่อขับเคลื่อนล้อคู่หน้าและหลัง ระหว่างนี้รถจึงขับเคลื่อนโดยไม่ใช้เชื้อเพลิงแม้แต่น้อย นั้นหมายถึงการเดินทางโดยปราศจากมลพิษ ขณะเดียวกันเรายังสัมผัสได้ถึงอัตราเร่งที่ทันใจ แบบรถไฟฟ้ามีการดึงกระชากหลังติดเบาะให้เห็นด้วย โดยสามารถเร่งความเร็วด้วยไฟฟ้าเพียวๆได้ประมาณ 130 กม./ชม. พร้อมกันนี้ยังสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบาย จากความกว้างขวาง ความหรูหราภายในห้องโดยสาร พร้อมอุปกรณ์จำเป็นในการใช้งานอย่างครบครัน รวมถึงความเงียบในห้องโดยสาร โดยเฉพาะในโหมด EV ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากรถไฟฟ้าแท้ๆ 100%

จากนั้นเมื่อไฟฟ้าหมดเกลี้ยง สามารถเลือกขับได้ตามสะดวกทั้ง โหมดซีรีย์ ไฮบริด และโหมดพาราเรล ไฮบริด เพื่อสัมผัสกับสมรรถนะการขับขี่ที่แตกต่าง โดยโหมดซีรีย์ ไฮบริดขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และโหมดพาราเรลไฮบริดเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน โดยการขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบ จะถูกสลับปรับเปลี่ยนโหมดแบบอัตโนมัติแบบไร้รอยต่อชนิดที่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารแทบไม่รู้ตัว

ขณะเดียวกันระบบเบรกรีเจนเนอร์เรทีฟที่สามารถจ่ายพลังงานคืนผ่านการชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับสู่แบตเตอรี่ได้ดีได้เร็ว รวมทั้งสามารถเลือก ชาร์จโหมด ที่เจาะจงเน้นการชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ได้จนเกือบเต็มในขณะขับขี่ ตามด้วย เซฟโหมด กักเก็บพลังไฟไว้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 13.8 กิโลวัตต์/ชั่วโมง และนำมาใช้ในเส้นทางและสถานการณ์ที่เหมาะสม เรียกว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้มีความหลากหลายในเรื่องการใช้งานได้ตามต้องการมากกว่ารถยนต์ไฮบริดรุ่นอื่นๆ และยังอุ่นใจกว่ารถยนต์ไฟฟ้า 100% เพราะมีเครื่องยนต์ช่วยผลิตกระแสไฟ ควบคู่ไปกับการชาร์จไฟแบบเสียบปลั๊กปกติ และที่สำคัญยังเป็นรถแบบเอสยูวีที่ขับสนุก เร่งแรง ทรงตัวเยี่ยม แถมประหยัดอีกต่างหาก เรียกกว่าครบเครื่องจริงๆสำหรับ  MITSUBISHI OUTLANDER PHEV รุ่นนี้

ตลอดเส้นทางการทดลองขับ ยังมีโอกาสทดสอบเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ซึ่งนับเป็นต้นแบบของมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ที่ผลิตและจำหน่ายและส่งออกจากประเทศไทย  อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ACC) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เฉพาะรักษาระดับความเร็วให้คงที่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตรวจจับรถคันหน้า พร้อมควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจนกว่ารถจะหยุดนิ่ง เรียกว่าใส่ระบบความปลอดภัยยุคใหม่มาให้อุ่นใจแบบครบวงจรไม่แพ้คู่แข่งในคลาสเดียวกัน

การทำตลาด MITSUBISHI OUTLANDER PHEV 2021 แบ่งเป็น 2 ทางเลือก เริ่มต้นจากรุ่น GT ราคา 1,640,000 บาท และรุ่นท๊อป GT PREMIUM ราคา 1,749,000 บาท ราคาดูเหมือนจะสูงแต่ถ้ามองให้ลึกถึงรายละเอียดตัวรถ และเทคโนโลยีต่างๆที่ซ่อนอยู่ภายใน ก็ถือว่ารถรุ่นนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียว โดยทั้ง 2 รุ่น สามารถมั่นใจและหมดความกังวลในด้านค่าบำรุงรักษาด้วยแพ็กเกจ worry-free ประกอบด้วย ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร ฟรี มิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจ 5 ปี, ฟรีช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี , ฟรี รับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี ถ้าสนใจเรียนเชิญไปพิสูจน์ของจริงด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

สุดท้ายนี้ถ้าต้องการสอบถามข้อมูลการขับขี่ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่รถยนต์รุ่นนี้ สามารถฝากข้อความหลังไมค์ไว้ที่แฟนเพจ FACEBOOK : Drivingplace.com ได้เลยครับ

TEST DRIVE  by WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันพฤหัสบดี, 07 ตุลาคม 2564 12:56
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing