กรกฎาคม 30, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ SUZUKI XL7 รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ขับสบายสไตล์ครอสโอเวอร์สายลุย! | รีวิวรถยนต์ 2021 Drivingplace Featured

By มิถุนายน 10, 2564 171

[ Review ] SUZUKI XL7 เปิดตัวบุกตลาดรถอเนกประสงค์ประเทศไทย ภายใต้แนวคิด THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยดีไซน์สปอร์ต ให้สมรรถนะการขับขี่ และฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ตามแบบฉบับของรถอเนกประสงค์ ผสมผสานกับรถครอสโอเวอร์ ที่ปราดเปรียว คล่องตัว โดย ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย มุ่งหวังให้รถรุ่นนี้ช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และเป็นทางเลือกใหม่เพิ่มเติมจากฝาแฝดรุ่นพี่อย่าง SUZUKI ERTIGA ด้วยสไตล์การออกแบบที่ดูแข็งแกร่ง แตกต่างกันอย่างชัดเจน

SUZUKI XL7 ผ่านการคิดค้น และพัฒนาเพื่อต้องการให้ผู้ใช้งานได้รับความคุ้มค่าสูงสุด มิติของตัวรถถูกออกแบบให้มีความบึกบึน ตัวรถสูงขึ้น ระยะใต้ท้องรถจากพื้นสูงถึง 200 มม. เกือบเท่ารถปิคอัพยกสูง เพื่อให้สามารถเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทางเหมาะกับสภาพถนนเมืองไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ที่จัดสรรมาให้อุ่นใจ สมเหตุสมผลกับระดับราคาค่าตัว 779,000 บาท

SUZUKI XL7 ได้รับการออกแบบ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกับ SUZUKI ERTIGA รูปแบบตัวรถอยู่ในกลุ่มเอ็มพีวี หรือรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง แต่การตัวรถโดยรวมมีการปรับเปลี่ยนหลายด้าน ทั้งรูปลักษณ์ ชิ้นส่วนตัวถัง และอัพเกรดสมรรถนะ โดยเฉพาะช่วงล่าง เพื่อให้เหมาะสมกับตัวรถที่สูงขึ้นแบบครอสโอเวอร์ ทั้งในเรื่องการขับขี่ และการควบคุม จึงให้ฟิลลิ่งที่แตกต่างในสไตล์ที่หนักแน่น พร้อมลุยกับสภาพเส้นทางที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น

 

รูปลักษณ์ภายนอก โดดเด่นด้วยการตกแต่งรอบคันในสไตล์รถครอสโอเวอร์แท้ๆ ด้วยโป่งล้อสีดำด้าน เป็นดีไซน์ที่ต่อเนื่องจากกันชนหน้า พาดยาวตลอดชายล่างประตูด้านข้างไปจรดกันชนท้าย ขณะที่ชุดไฟหน้าเป็นแบบ LED ทันสมัยรูปทรงสวยใช้ได้ แถมดีไซน์ชุดไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light) สอดรับรับกับแถบโครเมี่ยมขนาดใหญ่ของกระจังหน้าได้อย่างลงตัว ด้านท้ายรถเด่นที่ความบึกบึน พร้อมชุดไฟท้ายรูปทรงเหมือน SUZUKI ERTIGA มีความสวยงามตามยุคสมัย ส่วนการตกแต่งอื่นๆที่น่าสนใจ ก็มีทั้งการติดตั้งราวหลังคา พร้อมล้อแม็กสีทูโทนลายสวย ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 195/ 60R16

ภายในห้องโดยสารตกแต่งในโทนสีดำเข้มตัดกับลูกเล่นโครเมี่ยมเพิ่มความล้ำสมัย ทั้งบริเวณแผงแดชบอร์ด คอนโซนกลาง แผงข้างประตู และเบาะนั่งที่เป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง หุ้มด้วยวัสดุผ้าสลับหนัง เบาะนั่งผู้ขับสามารถปรับตำแหน่งแบบแมนนวลตามคลาสรถไม่ใช่ระบบไฟฟ้า พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ทรงสปอร์ตมีลักษณะเป็นดี-เชฟ สามารถปรับสูง-ต่ำ แต่ดึงเข้าออกไม่ได้ บริเวณก้านพวงมาลัยด้านซ้ายมีระบบมัลติฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียง และชุดสวิทซ์บลูทูธ สามารถรับหรือวางสายโทรศัพท์ได้  ขณะที่แผงหน้าปัดเป็นทรงกลมแต่งสปอร์ต ด้านซ้ายแสดงเข็มวัดรอบเครื่อง ด้านขวาเป็นเข็มไมล์ ตรงกลางเป็นหน้าจอ MID รูปแบบใหม่สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ต่างๆทั้ง ค่าแรง G-Force สถานะแรงบิด และกำลังแรงม้าแบบเรียลไทม์ รวมถึงแสดงค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ทราบอย่างครบถ้วน แต่การใช้งานจะค่อนข้างย้อนยุคไปสักหน่อยเพราะต้องกดดูที่ก้านสวิทซ์บริเวณแผงหน้าปัด บริเวณคอนโซลกลางเด่นสุดต้องยกให้กับชุดเครื่องเสียง พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว แบบลอยตัวขึ้นเหนือแผงคอนโซล รองรับการใช้งานตามยุคโซเชียลทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto หน้าจอมีสีสันที่คมชัดใช้ได้ การแตะสัมผัสก็ทำได้ไว และจอภาพชุดนี้ยังสามารถแสดงภาพเวลาถอยหลัง พร้อมเส้นกะระยะที่มองเห็นได้ชัดเจน

ทางด้านอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่น่าสนใจ ก็มีทั้งระบบปรับอากาศด้านหน้าเป็นแบบอัตโนมัติ เสริมด้วยช่องลมแอร์บริเวณที่วางแก้วน้ำด้านหน้าที่ช่วยรักษาอุณหภูมิเครื่องดื่มได้ พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศบริเวณหลังคาสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 มีสวิตช์แยกต่างหาก แต่ปรับได้เฉพาะความแรงลมเท่านั้น ขณะที่เบาะนั่งในรูปแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง เบาะแถว 2 มีความกว้างขวาง โปร่งโล่งนั่งได้สบาย และเบาะแถวที่ 3 ตำแหน่งการนั่ง และขนาดของเบาะ ก็ถือว่าใช้ได้ไม่คับแคบจนเกินไป ผู้ใหญ่ตัวไม่สูงมาก หรือเด็ก สามารถนั่งโดยสารได้จริง ตอบโจทย์ครอบครัวขนาดกลางถึงใหญ่ เดินทางกันเป็นหมู่คณะได้สะดวกสบายกว่ารถยนต์นั่งรูปแบบอื่น

SUZUKI XL7 ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน รหัส K15B บล็อกเดียวกับ SUZUKI ERTIGA เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ แต่ปรับจูน ECU ให้มีการตอบสนองดีขึ้น พร้อมปรับอัตราเฟืองท้ายใหม่ ซึ่งเหตุผลที่เกียร์ยังคงเป็น 4 สปีดแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ไม่ใช้เกียร์ CVT เพราะเป็นรถที่นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ภูมิประเทศเป็นทางลาดชันขึ้นลงเขา เกียร์ชุดนี้จึงเน้นตอบโจทย์การใช้งานที่สมบุกสมบัน ให้ความทนทานมากกว่ากียร์ CVT

สมรรถนะการขับขี่ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน จัดอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งาน ความแรงไม่ถึงกับหวือหวา ร้อนแรง แต่ก็ทันใจคนขับที่รักครอบครัว อัตราเร่งมาแบบเรื่อยๆ 0-100 กม./ชม.ทำได้ภายในเวลา 12-13 วินาที  วิ่งในเมืองให้ความคล่องตัวสูง ระดับความเร็วตั้งแต่ 0-120 กม./ชม.เร่งดีไม่ปัญหาเรื่องความอืดอาด และมีความเร็วสูงสุดรองรับไว้ที่ 170 กม./ชม. แต่การเร่งความเร็วหนักๆ ก็ต้องทำใจกับรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสูง ในสไตล์เกียร์ 4 สปีด ความเร็ว 100 กม./ชม. ทะลุไปเตะ 2,500 รอบต่อนาที ถ้าเป็นเกียร์ CVT ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 2,000 รอบ/นาที ซึ่งรอบการทำงานของเครื่องยนต์ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็จะมีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การทดลองขับเราลองวัดผลหลายๆช่วง ในเมืองความเร็วต่ำ สลับรถติดไฟแดงนานๆบ่อยครั้ง ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10 – 12 กม./ลิตร ส่วนช่วงออกนอกเมือง หรือขึ้นทางด่วนความเร็วลอยตัวตามกฎหมาย 90-100 กม./ชม.ทำได้ประมาณ 16-17 กม./ลิตร โดยรวมถือเป็นความประหยัดที่สมเหตุสมผลในสไตล์รถเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และขนาดตัวถังที่ใหญ่โตแบบรถ 7 ที่นั่ง

ส่วนฟิลลิ่งการขับขี่ทั่วๆไป เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งท่านั่งที่สูง ทัศนวิสัยมุมมองรอบตัวมองเห็นได้ชัดเจน ส่งผลโดยตรงเรื่องการควบคุมรถที่คล่องตัว การบังคับเลี้ยวผ่านพวงมาลัยเพาเวอร์ ให้น้ำหนักเบาแรง ช่วงความเร็วต่ำเลี้ยวง่าย มีความแม่นยำสูง ระยะฟรีน้อย แต่ช่วงความเร็วสูงเกิน 120 กม./ชม.จะเบาและไวไปนิด แต่ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ควบคุมรถได้ด้วยสติ และสมาธิที่ดี จังหวะการหยุด หรือชะลอความเร็วจากดิสก์เบรกหน้า หลังดรัม ถือว่าเอาอยู่ ด้วยน้ำหนักการเบรกที่เป็นธรรมชาติกะระยะได้ง่าย ส่วนช่วงล่างด้วยความที่มีส่วนสูงมากกว่ารถยนต์นั่ง หรือรถอเนกประสงค์รุ่นอื่นๆ จึงมีการออกแบบโช้คและสปริงที่เหมาะสม พร้อมขยายเหล็กกันโคลงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่  ความรู้สึกของช่วงล่างจึงออกมาในแนวกระชับ หนักแน่น แต่ไม่ถึงกับกระเด้ง หรือกระด้าง ยังไม่ทิ้งความนุ่มนวลนั่งสบายแบบรถครอบครัวไปซะทีเดียว ซึ่งการเซ็ทช่วงล่างลักษณะนี้ นอกจากการสร้างความสนุกในการขับขี่เวลาแอบไปซิ่งคนเดียว เมื่อต้องการบรรทุกผู้โดยสารเต็มพิกัด 6-7 ที่นั่ง ออกไปท่องเที่ยวกับครอบครัว ก็ยังมั่นใจได้ว่าช่วงล่างสามารถแบกรับน้ำหนักได้ดี ไม่ย้วย ไม่หยวบ จนเกินงาม!

สำหรับ การทำตลาด SUZUKI XL7 มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีส้ม Rising Orange Pearl Metallic , สีเทา Metallic Magma Gray , สีขาว Pearl Snow White (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท)  และสีดำ Cool Black Metallic มีให้เลือกเพียงรุ่นเดียว ราคาไม่สูงเกินเอื้อม 779,000 บาท ถ้าอยากลองของจริงติดต่อได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ และถ้าต้องการสอบถามข้อมูลการขับขี่เพิ่มเติม หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่รถยนต์รุ่นนี้ สามารถฝากข้อความหลังไมค์ไว้ที่แฟนเพจ FACEBOOK : Drivingplace.com ได้เลยครับ

TEST DRIVE  by WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันจันทร์, 14 มิถุนายน 2564 22:41
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing