กันยายน 28, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว BMW X1 sDrive20d M Sport แรง ประหยัด ออฟชั่นแบบพอเพียง! | ทดสอบรถ 2021 Drivingplace Featured

[ REVIEW ] BMW X1 โมเดลล่าสุด เปิดตัวสู่ตลาดด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่น และทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมคุณสมบัติด้านการใช้งานที่หลากหลายสไตล์รถเก๋ง ผสานเอสยูวี ที่ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ทั้งการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน และการท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน จากฟีเจอร์การใช้งาน และอุปกรณ์ล้ำสมัยที่ติดตั้งเพิ่มเติมอย่างเหมาะสมกับคลาส และระดับราคาเริ่มต้นเพียง 1,999,000 บาท ใน BMW X1 sDrive18i (Iconic) ส่วนรุ่นท็อปที่เรามีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้ คือ BMW X1 sDrive20d M Sport จุดเด่นอยู่ที่ขุมพลังดีเซล แรง และประหยัด ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2,559,000 บาท

BMW X1 ถือเป็นรถยนต์รุ่นเริ่มต้นในกลุ่ม Sports Activity Vehicle ของค่ายบีเอ็มดับเบิลยู ในรุ่นปรับโฉมล่าสุดนี้ มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่แข็งแกร่งบึกบึนยิ่งขึ้น ความโดดเด่นชวนมองมากที่สุดคือมุมมองด้านหน้า และด้านท้ายของรถ ด้านหน้าให้ความรู้สึกสง่างามเด่นชัดจากกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งสองข้างขยับชิดกันกว่าเดิม ผสานไฟหน้าแบบ LED รูปทรงเฉียบคม ที่ให้การส่องสว่างชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมด้วยกันชนหน้าทรงสปอร์ตมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED และช่องดักลมขนาดใหญ่ไว้ได้อย่างลงตัว ส่วนด้านท้ายของ X1 มาพร้อมกับสไตล์การออกแบบใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมความสปอร์ตตามยุคสมัย อาทิเช่น  บังโคลนล้อหลังฝังมากับตัวรถในสีเดียวกับตัวถังเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่งผลให้ส่วนท้ายของรถดูหรูหราต่อเนื่อง บริเวณกระจกมองข้างด้านคนขับยังเพิ่มลำแสงการส่องสว่างเป็นสัญลักษณ์ X1 เมื่อปลดล็อคประตู ฟีเจอร์นี้ไม่เพียงช่วยให้รถยนต์ดูเตะตา แต่ยังทำให้การขึ้น และลงรถสะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย

ขณะที่ชุดไฟท้ายยังคงรูปทรงที่สวยงามรับกับเส้นสายตัวรถ ตกแต่งด้วยสีแดงสดเป็นแบบ LED ให้การมองเห็นที่เด่นชัดจากระยะไกล และบริเวณกันชนรุ่น sDrive20d M Sport ตกแต่งสไตล์สปอร์ตด้วยสีดำเงา พร้อมปลายท่อคู่เสริมความดุดัน รวมไปถึงการตกแต่งรูปลักษณ์โดยรวมด้วยชุดตกแต่ง M Aerodynamics รอบคัน พร้อมราวหลังคาตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมสีดำ และติดตั้งล้ออัลลอย M ลาย Double-spoke แบบสลับสี น้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้ว รัดยางสปอร์ตทางเรียบ 225 / 45 R19

ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหรา เรียบง่าย ออฟชั่นเน้นใส่มาแบบพอเพียงต่อการใช้งาน ไม่ได้ดูหรูล้ำยุคแบบซีรีย์อื่นๆที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พวงมาลัยเป็นแบบ M ทรงสปอร์ต 3 ก้าน หุ้มหนังแท้ พร้อมแป้นแพ็ทเดิลชิฟขนาดใหญ่ด้านหลังพวงมาลัย ช่วยเพิ่มความดิบ และสนุกสนานในการขับขี่ สำหรับรุ่น M Sport ยังให้ความรู้สึกปราดเปรียวสไตล์สปอร์ตไปกับระบบช่วงล่าง M Sport แบบโหลดต่ำทำให้การนั่งควบคุมรถไม่รู้สึกว่าแตกต่างจากรถเก๋งขนาดกลางมากนัก เพราะตำแหน่งการนั่งค่อนข้างต่ำ แต่การรองรับสรีระของเบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนังสีน้ำตาลหรูๆทำได้ดี ให้ความกระชับ และนั่งได้สบายไปพร้อมๆกัน ซึ่งสีของเบาะนั่งยังเป็นสีเดียวกันกับการตกแต่งอุปกรณ์ต่างๆรอบคันทั้งแผงแดชบอร์ด คอนโซลกลาง และแผงข้างประตู

มองทะลุวงพวงมาลัยจะพบกับแผงหน้าปัดแบบอนาล็อก หรือมาตรวัดทรงกลมแบบเข็มไมล์เรียบๆเรืองแสงสีขาวมองเห็นได้ชัดเจน ด้านขวาแสดงความเร็ว ด้านซ้ายแสดงรอบเครื่องยนต์ และมีจอดิจิตอลสี่เหลี่ยมผื่นผ้าขนาดเล็กอยู่ตรงกลางทอดยาวไปถึงด้านล่างมาตรวัดรอบ แสดงค่าเฉลี่ย และโหมดการขับขี่ต่างๆที่จำเป็นไว้ครบ ส่วนจอบนคอนโซลกลาง ถือว่าทันสมัยไม่ตกเทรนด์ ขนาด 10.25 นิ้ว รองรับภาคบันเทิงต่างๆไว้อย่างครบถ้วน ทั้งยังติดตั้งระบบนำทาง และแสดงภาพจากกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น  โดยหน้าจอชุดนี้สามารถควบคุมผ่านระบบ iDrive ระบบการสั่งงานด้วยเสียง หรือระบบสัมผัสได้ตามความถนัดของผู้ขับขี่

นอกจากนี้ BMW X1 รุ่นนี้ ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบเชื่อมต่อ BMW ConnectedDrive และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ (Parking Assistant) พร้อมเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้า และหลัง

BMW X1 ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo โดยรุ่นท็อปอย่าง BMW X1 sDrive20d M Sport จัดหนักด้วยขุมพลังดีเซล เทอร์โบ แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ หรือ 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ทรงพลังถึง 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที อัตราเร่งจากโรงงานคอนเฟิร์ม 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 7.9 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดมากถึง 222 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในรุ่น M Sport มาพร้อมเกียร์ Steptronic อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ต ซึ่งระบบเกียร์ชุดนี้จะออกแนวดิบกว่าเกียร์ของบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นอื่นๆ จังหวะการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จาก P หรือ N ไป D หรือ R มีการดึงกระชากนิดๆไม่เรียบเนียนเท่าที่ควร และบริเวณชุดคันเกียร์จะค่อนข้างยาวไปหน่อยดูแปลกตา แต่ก็จับได้ถนัดในระยะที่แขนเอื้อมถึงสบายๆ ผู้หญิงแขนสั้นหน่อยน่าจะชอบตรงจุดนี้

สมรรถนะโดยรวม ต้องบอกว่าจัดจ้านตั้งแต่ออกตัว อัตราเร่งมาแบบหนักแน่นเกินตัว ถ้ากดจมตั้งแต่ออกตัวควรระวัง มีดึงกระชากหน้าลอย ต้องจับพวงมาลัยให้มั่นคง อย่าวู่วามจนเกินไป! และช่วงความเร็วปลายตามสเปคความเร็วสูงสุดทำได้มากถึง 222 กม./ชม. แต่เราลองของกันตามสมควรกับสภาพถนนที่เป็นใจ ในช่วงความเร็วสูงระดับ 100-160 กม./ชม. ถือเป็นช่วงที่ขับสนุกความเร็วปรับลดขึ้นลงได้ทันใจตามน้ำหนักเท้า การเร่งแซงจึงวางใจได้เลยสำหรับขุมพลังดีเซลบล็อคนี้ ขณะที่ช่วงล่างก็ให้ความมั่นใจทุกช่วงความเร็ว ทั้งด้านความนิ่ง มั่นคง ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป รวมไปถึงการเบรก หรือชะลอความเร็ว โดยเฉพาะช่วงความเร็วสูง เอาอยู่จับหนึบ แน่น นิ่ง มั่นใจได้ แต่ช่วงความเร็วต่ำ หรือรถติดสลับหยุดนิ่ง ต้องอาศัยความคุ้นเคยกับน้ำหนักเบรกเล็กน้อย เพราะเบรกค่อนข้างลึกถ้าลงน้ำหนักมากเกินไป เบรกจะจับไวจนหน้าทิ่ม เมื่อเริ่มคุ้นเคยถึงจะขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ

การขับขี่ใช้งานทั่วไปๆ สามารถปรับโหมดตามความต้องการได้ 3 แบบง่ายๆ คือ Eco Pro , Comfort , Sport  ซึ่งแต่ละโหมดจะปรับน้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้า และความนุ่มของช่วงล่าง รวมถึงความจัดจ้านของรอบเครื่องยนต์ที่ต่างกัน โดยเฉพาะโหมด Sport จะให้ความรูสึกต่างจากโหมดอื่นๆอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องพวงมาลัยที่หนืด กระชับมากขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง สามารถเลี้ยวได้ไวแม่นยำ ช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นใจ   ขณะที่ช่วงล่างก็จะรู้สึกแข็งขึ้น ระยะการให้ตัวของโช้คอัพก็ออกแนวแน่นกระชับทำให้ตัวรถนิ่งมั่นคงมากขึ้น ส่วนการเร่งความเร็วก็จะโดดเด่นที่คันเบา กดนิดเดียวอัตราเร่งมาไว และสามารถลากรอบได้ยาวๆโดยที่เกียร์จะเปลี่ยนได้กว้างในรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ช่วยให้การขับขี่สนุกสนาน เร่งได้แรง แซงได้เร็ว ในทุกรูปแบบการขับขี่ ส่วนโหมด Comfort เป็นโหมดมาตรฐาน เหมาะกับการขับแบบชิลๆ นุ่มๆ สบายๆ แต่ก็ยังคงความสมดุลย์ของสมรรถนะตามสไตล์ BMW ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สุดท้ายที่ต้องลองเป็นพิเศษ คือโหมด Eco Pro สำหรับสายประหยัด เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวัน จุดเด่นของระบบนี้ คือการขับขี่ใช้งานทั่วๆไประบบแอร์จะลดการทำความเย็นลงเพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ พร้อมควบคุมการตัด และส่งกำลังระหว่างเครื่องยนต์และชุดเกียร์ออกในขณะปล่อยคันเร่ง โดยไม่มีแรงฉุดจากเครื่องยนต์มาทำให้ความเร็วลดลง และการใช้โหมดนี้รอบเครื่องยนต์แต่ละช่วงความเร็วจะต่ำกว่าโหมดอื่นๆ ซึ่งมีผลด้านความประหยัดพอสมควร

ทางด้านความประหยัดเมื่อใช้โหมด Eco Pro ก็จะเห็นผลชัดเจน ขับใช้งานทั่วๆไปในเมืองช่วงความเร็วต่ำไม่ถึงกับรถติดทำได้เกิน 15 กม./ลิตร สบายๆ ยิ่งนอกเมืองวิ่งทางยาวความเร็วคงที่ไม่เกิน 100 กม./ชม. เราลองให้ชัดเจนในหลายๆช่วงการเดินทางทำได้ทะลุเกินคาดถึง 25 กม./ลิตร ซึ่งค่าความประหยัดเบื้องต้นตามอีโคสติ๊กเกอร์การันตีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยไว้ที่ 19.2 กม./ลิตร แถมด้วยการเป็นเครื่องยนต์ดีเซลโลกสวย ด้วยระดับการปล่อย CO2 เฉลี่ยที่ 137 กรัมต่อกิโลเมตร

โดยสรุป BMW X1 sDrive20d M Sport ถือเป็นรถยนต์หรูสไตล์เอสยูวีสำหรับวิถีชีวิตในเมือง ที่มีดีรอบด้าน ทั้งความสวย ความหรู ความแรง และความประหยัด แถมมีราคาค่าตัวที่จับต้องได้ง่าย ให้ความคุ้มค่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานรถหรูจากยุโรปอย่างจริงจังในชีวิตประจำวัน!

การทำตลาด NEW  BMW X1 MY 2021 มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย

- บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i (Iconic) ใหม่ ราคาจำหน่าย 1,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

- บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive20d xLine ใหม่ ราคาจำหน่าย 2,359,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

- บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive20d M Sport ใหม่ ราคาจำหน่าย 2,559,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

TEST DRIVE    by  WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันพุธ, 21 เมษายน 2564 20:25
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing