พฤษภาคม 14, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว FORD EVEREST Titanium+ Bi Turbo 4x4 ยกระดับรูปลักษณ์สู่ปี 2021 | ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ REVIEW ] FORD EVEREST Titanium+ 2.0 Bi TURBO 4x4 โมเดลปี 2021 ราคา 1,799,000 บาท ถือเป็นรุ่นท็อป ออฟชั่นจัดเต็ม มาพร้อมการยกระดับรูปลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น ขณะที่สมรรถนะการขับเคลื่อนยังคงให้ความแรงมากที่สุดในตลาดถึง 213 แรงม้า จากขุมพลังดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ฟลูไทม์ และยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่แบบจัดเต็มไม่แพ้คู่แข่งในคลาสเดียวกัน

การดีไซน์รูปลักษณ์ของ FORD EVEREST ใหม่ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ FORD EVEREST SPORT ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากดีไซน์สไตล์สปอร์ตที่โฉบเฉี่ยวและดุดัน ด้วยกระจังหน้าลายตาข่ายสีดำแต่ทำการตกแต่งขอบโครเมี่ยมใหม่เพิ่มความหรูหรา พร้อมประดับตัวอักษรนูน EVEREST บนฝากระโปรงหน้า และชุดไฟหน้าเป็นแบบ HID ปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมไฟเดย์ไทม์แบบ LED ที่กรอบไฟหน้าทั้ง 2 ด้าน บริเวณกันชนแต่งสีบรอนซ์เงินตัดกับสีตัวรถ ด้านข้างตัวถังในรุ่น Titanium+ จะเพิ่มความหรูหราด้วยมือจับประตูภายนอก และกระจกมองข้างสีโครเมียม บันไดข้างสีดำ ล้ออัลลอยลายหรู เป็นแบบ 6 ก้านคู่สีทูโทน ขนาด 20 นิ้ว และป้ายแต่งสีโครเมี่ยมบริเวณซุ้มล้อหน้าในรุ่นเทอร์โบคู่จะโชว์คำว่า Bi-turbo

ส่วนด้านท้ายรถยังคงเป็นดีไซน์ที่คุ้นเคย โดดเด่นด้วยชุดไฟท้ายสีแดงสดใส ประตูท้ายแต่งด้วยแถบคาดโครเมี่ยมผนึกชื่อรุ่น EVEREST ขนาดใหญ่ และยังให้ความสะดวกในการขนถ่ายสัมภาระด้วยประตูท้ายไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี เพียงใช้เท้ายื่นไปใต้กันชนท้าย ประตูก็จะเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ ขณะที่ขนาดมิติตัวรถโดยรวมก็ยังคงความโดดเด่น ด้วยความใหญ่โตบึกบึน ดูลงตัวตลอดคัน ความยาว 4,893 มม. ความกว้าง 1,862 มม. ความสูง 1,836 มม. และความยาวฐานล้อ 2,850 มม.

ภายในห้องโดยสาร FORD EVEREST Titanium+ รุ่นล่าสุด ตกแต่งด้วยโทนสีดำเทาตัดกับสีโครเมี่ยมเพิ่มความล้ำสมัย ทั้งแผงแดชบอร์ด แผงข้างประตู และเบาะนั่ง ส่วนออฟชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ถือว่าจัดให้ครบไม่ต้องเรียกหาอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็ว และขึ้นลงรถได้สะดวกสบาย  และภาคบันเทิงมาพร้อมระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบบลูทูธ แสดงผลผ่านจอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว พร้อมระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียม และติดตั้งกล้องมองหลังเพิ่มความปลอดภัยเวลาถอยจอด นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ระบบ SYNC ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC และต่อสายอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ทางด้านความกว้างขวางสะดวกสบาย รองรับการใช้งานได้ดีจากขนาดตัวถังที่ใหญ่โต  เบาะแถว 1 แถว 2 นั่งสบายหายห่วง ติดแค่เบาะแถว 3 พื้นที่ช่วงหยืดแข้งขาจะแคบไปนิดคนตัวสูงเกิน 165 ซม.ขึ้นไป นั่งนานๆเมื่อยพอสมควร แต่ก็ยังดีที่นั่งแล้วไม่ร้อน เพราะให้ความเย็นสบายอย่างทั่วถึงจากช่องแอร์แยกทั้งแถว 2 และ 3 พร้อมออฟชั่นอำนวยความสะดวกในยุคโซเชียลด้วยช่องเสียบชาร์จไฟหลายจุดแบบทั่วถึงทั้งด้านหน้า/ด้านหลัง และที่ขาดไม่ได้กับออฟชั่นระดับเทพในรุ่นท็อป คือหลังคา panoramic moonroof ช่วยเสริมความหรูหรา และผ่อนคลายในการเดินทางท่องเที่ยว

FORD EVEREST รุ่น 2.0 Bi TURBO Titanium+ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เราทดลองขับ ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ พิกัด 2.0 ลิตร Bi-Turbo คือการเสริมกำลังด้วยระบบอัดอากาศประสิทธิภาพสูง ทั้งเทอร์โบแรงดันสูง (HP) และเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ พร้อมด้วยฟังก์ชันการเปลี่ยนตำแหน่งในสไตล์เกียร์ธรรมดาแบบ Select Shift ซึ่งการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ บวก/ลบ สวิทซ์จะอยู่ที่บริเวณคันเกียร์ ต่างจากรุ่นเดิมที่ใช้วิธีผลักคันเกียร์ขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ แรกๆใช้งานก็ยังไม่คุ้นเคยกับวิธีกดปุ่มเท่าไหร่ แต่ใช้ไปสักพักเริ่มสนุก คุ้นมือ ถือว่าใช้งานง่ายสะดวกสบาย แถมยังมีลูกเล่นการล็อกตำแหน่งเกียร์ให้ใช้งาน อยากใช้แค่เกียร์ไหนก็ได้เพียงกดปุ่ม บวก/ลบ จะมีตัวเลขแสดงตำแหน่งเกียร์ขึ้นโชว์ที่แผงหน้าปัด ซึ่งเวลาขับขึ้นลง-เขา หรือเข้าโค้งด้วยความเร็วต่ำ สามารถล็อคให้ใช้แค่เกียร์ต่ำเช่น 1-3 ได้เลย ช่วยเสริมความปลอดภัยในการคุมรถได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทางมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นสำคัญที่ใครได้ขับมักจะชื่นชอบ FORD EVEREST รุ่นนี้ คือการบังคับควบคุมรถ เพราะพวงมาลัยจะเป็นแบบปั้มเพาเวอร์พร้อมระบบไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง ให้น้ำหนักในการเลี้ยวกำลังดีมีความแม่นยำสูง สามารถบังคับเลี้ยวได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงความเร็ว ซึ่งปัจจุบัน FORD EVEREST เป็นรถอเนกประสงค์แบบพีพีวีเพียงรุ่นเดียวที่ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าจึงให้อารมณ์การขับขี่แตกต่างจากคู่แข่งทุกรุ่นอย่างชัดเจน ส่วนระบบช่วงล่างพื้นฐานเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ในด้านหน้า และแบบคอยล์สปริง พร้อมวัตต์ลิงก์ และเหล็กกันโคลง ในด้านหลัง การปรับเซ็ทจะเน้นความนุ่มนวลขับสบายเป็นหลัก จึงรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล นั่งสบาย การขับขี่ตามสภาพท้องถนนปกติถือว่าดีเยี่ยมนุ่มนวล ไม่กระด้าง อารมณ์คล้ายกับขับรถเอสยูวีแท้ๆ แต่การขับด้วยความเร็วสูง หรือเข้าโค้งด้วยความเร็ว เนื่องจากเครื่องยนต์มีขนาดเล็กและเบาลง จะรู้สึกเบา หน้าลอยนิดๆ และเลี้ยวได้ไวขึ้น ต้องประณีตในการขับขี่ด้วยความเร็วที่เหมาะสมในการขับเข้าโค้ง แต่ถ้าเผลอเข้าโค้งแรงเกินไปจนตัวรถมีอาการหน้าดื้อ หรือท้ายปัด ก็ยังมีตัวช่วยที่ดีเยี่ยมอย่าง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP เข้ามาช่วยเบรกล้อไม่ให้ลื่นไถลหลุดโค้งอย่างรวดเร็ว จนสามารถควบคุมรถเข้าสู่ทางตรงได้อย่างปลอดภัย

ทางด้านสมรรถนะความแรง จากเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 213 แรงม้า ในช่วงออกตัวเร่งได้แรงทันใจ แต่ก็ไม่ได้แรงถึงขั้นดิบดุดัน เป็นการเร่ง เร็ว แรง แบบนุ่มนวล ราบเรียบ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที โดยอัตราเร่งถูกส่งผ่านจากเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำได้ราบเรียบ ไหลลื่น รอยต่อระหว่างเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์เกิดขึ้นน้อย ส่วนช่วงความเร็วสูงในทุกรอบความเร็ว ถือว่าขับสนุก มีความจัดจ้าน ตามน้ำหนักเท้า การเร่งแซงเรียกว่าหายห่วงทันใจในทุกสถานการณ์ โดยมีความเร็วสูงสุดรองรับไว้ที่ประมาณ 180 กม./ชม.

นอกจากสมรรถนะความแรง ข้อดีอีกจุดของเครื่องยนต์บล็อคนี้เมื่อผสานกับชุดเกียร์ 10 สปีด คือการขับเดินทางไกลด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์จะค่อนข้างต่ำ ความเร็ว 100 - 120 กม/ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 1,400 – 1,800 รอบ/นาที ซึ่งส่งผลดีในเรื่องความประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่ามากกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ การทดลองขับเราลองจับอัตราสิ้นเปลืองหลายๆครั้งที่ความเร็วประมาณ 100 - 120 กม./ชม. ค่าเฉลี่ยแปรผันตามสภาพการจราจรอยู่ที่ประมาณ 14 - 16 กม./ลิตร และถ้าลองใช้ความเร็วคงที่ต่ำลงเน้นไปแบบเรื่อยๆชิลๆ 80-90 กม./ชม.ทำได้เกิน 18 กม./ลิตร สบายๆ ส่วนช่วงการขับขี่ในเมืองความเร็วต่ำ รวมถึงช่วงรถติดหนักในเมืองใช้เกียร์ต่ำเป็นส่วนใหญ่ก็ต้องทำใจกับตัวเลขลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 10 -11 กม./ลิตร

FORD EVEREST Titanium+  รุ่นท็อปยังอัดแน่นด้วยระบบช่วยเสริมความปลอดภัยยุคใหม่เต็มเพียบ ที่โดดเด่นรองรับการใช้งานได้จริงก็มีทั้ง ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถเพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้าย และการชนคนเดินถนนให้น้อยลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ส่วนเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ ก็มีทั้งระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) , ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) , ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) , ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System , ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control) , ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) , ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) และติดตั้งกล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

นอกจากนี้ยังให้ความเพลิดเพลินในการขับขี่ ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation) ช่วยให้ห้องโดยสารเงียบ เสียงรบกวนจากภายนอกน้อยลง โดยออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ และระบบเกียร์ พร้อมพัฒนาซีลกันเสียง และวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น และเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่ด้วยระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) คอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

สำหรับการทำตลาด NEW FORD EVEREST โมเดลปี 2021 มีจำหน่ายทั้งหมด 5 รุ่น

- รุ่น Trend เครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0 ลิตร ราคา 1,299,000 บาท

- รุ่น Titanium เครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0 ลิตร ราคา 1,399,000 ล้านบาท

- รุ่น Titanium+ Sport เครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0 ลิตร ราคา 1,429,000 บาท

- รุ่น Titanium+ เครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0 ลิตร 4x2 ราคา 1,599,000 บาท

- รุ่น Titanium+ เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร 4x4 ราคา 1,799,000 บาท

นอกจากนี้ NEW FORD EVEREST ทุกรุ่นยังมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ โปรแกรมรับประกันเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง 10 ปี หรือ 150,000 กม. ถ้าสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือทดลองขับด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

TEST DRIVE     by  WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันจันทร์, 19 เมษายน 2564 21:02
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing