ธันวาคม 02, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ HONDA CITY e:HEV จ่ายแพงกว่า แต่คุ้มค่าเวลาใช้งาน! | ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ REVIEW ] HONDA CITY e HEV ขุมพลัง Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ คือหนึ่งในแนวรุกหลักจาก “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD ให้สมรรถนะการขับขี่ที่หนักแน่นทรงพลังด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร พร้อมความประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่าตามมาตรฐานโรงงานถึง 27.8 กม./ลิตร และยังให้ความมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยยุคใหม่ Honda SENSING เช่นเดียวกับรุ่นพี่ร่วมค่ายระดับท็อปทั้ง CR-V, CIVIC และ ACCORD โมเดลล่าสุด

HONDA CITY e:HEV เปิดตัวทำตลาดเพียงรุ่นเดียวคือโฉม RS ซึ่งต่อยอดการพัฒนามาจาก HONDA CITY RS ซีดานขุมพลัง 1.0 TURBO รูปลักษณ์ภายนอกถอดแบบกันมาทั้งหมด ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยวแบบ LED สุดล้ำพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟตัดหมอกแบบ LED ผสานกับกระจังหน้าสีดำเงาแบบ Gloss Black ผนึกสัญลักษณ์ RS สีแดง พร้อมโลโก้ฮอนด้าใหม่แต่งด้วยพื้นสีฟ้าเรืองแสงบ่งบอกว่าเป็นรุ่นไฮบริด มองต่ำลงมาจะเป็นกันชนหน้า และแผงกระจังหน้าลายตาข่ายสีดำดูสปอร์ตดุดัน เมื่อมองไปรอบๆตัวถังยังเพิ่มความสปอร์ตด้วยชุดแต่งแบบ RS รอบคัน ทั้งกระจกมองข้าง และสปอยเลอร์หลังขนาดเล็กสีดำเงา รวมถึงล้ออัลลอยแบบทูโทนลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 185/55/R16 ส่วนมิติตัวรถโดยรวมถือว่ากว้างขวางใหญ่โตไม่เป็นรองคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ความยาว 4,553 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,748 มิลลิเมตร ความสูง 1,467 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,589 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,497/1,483 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 135 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,227 กิโลกรัม หนักกว่ารุ่นซีดาน RS ขุมพลังเทอร์โบ 62 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลมาจากเครื่องยนต์ที่ขนาดใหญ่กว่า และระบบไฮบริดที่เพิ่มเติมเข้ามาทั้งมอเตอร์ขับเคลื่อน และแบตเตอรี่ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้งาน

ภายในภายในห้องโดยสาร ตกแต่งสวยงามตามรุ่น RS เน้นเพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะหนังกลับตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ด้านในตัวเบาะแอบเสริมวัสดุเพิ่มความหนานุ่มอีก 10 มม.จึงนั่งได้นุ่มสบายมากขึ้น ขณะที่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ก็จัดมาอย่างพอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI คอนโซลกลางติดตั้งช่องเสียบ USB 2 ช่อง พร้อมเว้าช่องวางของ สามารถวางโทรศัพท์ได้สะดวกในตำแหน่งใกล้กัน พวงมาลัยเป็น 3 ก้าน ทรงสปอร์ตจับถนัดมือ เป็นแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติควบคุมการใช้งานง่ายผ่าน 3 ปุ่มขนาดใหญ่บริเวณคอนโซลกลาง และบริเวณหน้าจอบนคอนโซลกลางเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังยังให้ความปลอดภัยด้วยการแสดงภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) แต่ยังไม่มีกล้องรอบคันพร้อมภาพมุมสูง นอกจากนี้ในรุ่น RS ยังมีการนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่ และรถยนต์ Honda CONNECT เจเนอเรชันล่าสุดมาใช้ ซึ่งทำให้ผู้ขับสามารถเชื่อมต่อ และสั่งการทำงานต่างๆของรถยนต์ได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ

ในรุ่นไฮบริด หรือ  e:HEV สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นเครื่องยนต์ปกติ คือแผงหน้าปัดชุดใหม่แบบ TFT 7 นิ้ว ด้านขวาเป็นเข็มไมล์แบบอนาล็อค ด้านซ้ายเป็นจอดิจิตอล แสดงผลได้หลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลตัวรถ การใช้พลังงานจากระบบขับเคลื่อนทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และบริเวณกึ่งกลางแสดงสถานะการทำงานของระบบความปลอดภัย โดยควบคุมด้วยปุ่มแบบเลื่อนขึ้น-ลง-กดเพื่อเซ็ทค่า บนพวงมาลัยฝั่งซ้าย ส่วนก้านด้านขวาเป็นปุ่มระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control) หลังพวงมาลัยมีก้านคล้าย Paddle Shift แต่ในซิตี้ e:HEV เรียกว่า Deceleration Selector มีไว้เพื่อหน่วงความเร็ว 3 ระดับ เพื่อชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่เมื่อชะลอความเร็ว หรือเบรก ระบบนี้ตั้งใจออกแบบมาเพื่อช่วยหน่วงความเร็วรถโดยไม่ต้องแตะเบรกบ่อยๆ เมื่อขับตามคันหน้า หรือขับบนทางคดเคี้ยวด้วยความเร็วแบบต่อเนื่อง

นอกจากนี้ในรุ่น  e:HEV ยังเป็น HONDA CITY โมเดลล่าสุด เพียงรุ่นเดียวที่ติดตั้งช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และติดตั้งระบบความปลอดภัย Honda SENSING ประกอบด้วย 5 ระบบหลัก คือ ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) , ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW) , ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) รวมถึงระบบความปลอดภัยที่เป็นตัวช่วยที่ดี ทั้งระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ฯลฯ

สำหรับขุมพลังขับเคลื่อนของ HONDA CITY e:HEV จะเป็นระบบไฮบริดแบบ SPORT HYBRID i-MMD หรือ Intelligent Multi-Mode Drive ส่วนประกอบหลักของระบบไฮบริดประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1,500 ซีซี Atkinson Cycle DOHC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC 98 แรงม้า ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนรถ 1 ตัว และ Generator สร้างกระแสไฟฟ้า 1 ตัว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน พร้อมระบบส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT)  กำลังสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า 109 แรงม้า พร้อมแรงบิด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบ/นาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20

พื้นฐานการทำงานของระบบไฮบริดรุ่นนี้ จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักจากการชาร์จไฟฟ้ากลับไปใช้งานในแบตเตอรี่ได้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำ รวมถึงการจอดหยุดนิ่ง มีการจัดสรรพลังงานขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ และระบบไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถใช้ไฟฟ้าได้เยอะจึงให้ความประหยัดทะลุเกิน 20-25 กม./ลิตร ได้สบายๆ ส่วนในช่วงความเร็วแบบลอยตัวเดินทางไกลยาวๆ จะเป็นช่วงที่ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเป็นหลักจะประหยัดพลังงานกว่าการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบก็จะสั่งให้มอเตอร์ไฟฟ้าหยุดทำงานเมื่อเติมคันเร่งต่อเนื่อง คลัตช์จะเชื่อมต่อกันเพื่อให้เครื่องยนต์ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวก็จะมีการชาร์จไฟไปเก็บในแบตเตอร์โดยตลอด ถ้าแถบพลังไฟฟ้าบนแผงหน้าปัดมีเกิน 3 ขีดขึ้นไปแค่ยกคันเร่งนิดนึงแล้วเลี้ยงคันเร่งด้วยความเร็วคงที่ก็จะเข้าสู่โหมด EV หรือขับด้วยไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นวงจรการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมได้ทั้งความแรง และประหยัดไปพร้อมๆกัน การขับขี่เดินทางไกลเราลองใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 90 – 120 กม./ชม.ในหลายๆช่วงการเดินทางก็ยังทำได้ประมาณ 23-25 กม./ลิตร และการทดลองขับครั้งนี้จากการใช้น้ำมัน 1 ถัง ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร เราขับขี่ใช้งานจริงเต็มพิกัดทั้งในเมืองและนอกเมือง วิ่งได้ระยะทางรวม 700 กม. ระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่บนแผงหน้าปัดคำนวณจากน้ำมันที่เหลืออยู่ยังมากถึง 102 กม. ถ้าวิ่งกันแบบหมดถังจริงๆทะลุ 800 กม.อย่างแน่นอน! โดยรวมต้องถือว่า HONDA CITY e:HEV เป็นซิตี้คาร์ที่ประหยัดที่สุดในคลาส ชนะเลิศทั้งการขับขี่ในเมือง และนอกเมืองอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น

ทางด้านสมรรถนะการขับขี่โดยรวมๆต้องบอกว่ารถรุ่นนี้ดูเป็นผู้ใหญ่ สุขุม นุ่มนวลมากขึ้น ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบพอสมควร กำลังของเครื่องยนต์ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างแนบเนียน เหมือนจะไม่เน้นแรงแบบเครื่องเทอร์โบ แต่การเร่งความเร็วก็ค่อนข้างทันใจทั้งจังหวะออกตัว 0-100 กม./ชม.ทำได้ประมาณ 11 วินาที และการเร่งแซงช่วงความเร็วที่ใช้บ่อย 90-120 กม./ชม ก็ทำได้ทันใจและปลอดภัย เร่งได้เร็วมั่นใจกว่ารถเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ปกติมากทีเดียว  

ขณะที่ฟิลลิ่งในการขับขี่ในรุ่นนี้ จะให้อารมณ์ต่างจากรุ่นซีดาน และแฮทช์แบคเครื่องยนต์เทอร์โบอย่างชัดเจน ทั้งการบังคับควบคุมรถ และการรองรับแรงสั่นสะเทือนของช่วงล่างจะออกแนวนุ่มนวล มั่นคง แต่ไม่แข็งกร้าว เรียกว่าให้อารมณ์การขับขี่ใกล้เคียงซีดานขนาดกลางมากกว่าการเป็นซิตี้คาร์ ส่วนการเบรก หรือชะลอความเร็ว จากระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ มีแรงดึงที่ดี สัมพันธ์กับน้ำหนักเท้าที่กดเบรกในทุกช่วงความเร็ว ทำให้ควบคุมการเบรกได้ง่าย ลองเบรกหนักๆ ก็สร้างแรงดึงได้หนักแน่น ลดความเร็วได้อย่างมั่นใจและมั่นคง ตัวรถไม่มีอาการหน้าทิ่มจนเสียความมั่นใจ

สำหรับการทำตลาด New Honda City e : HEV มีให้เลือกรุ่นเดียว คือ รุ่น RS ราคา 839,000 บาท ราคานี้ดูเหมือนจะแพงเกินเซ็กเมนต์ซิตี้คาร์ไปหน่อย แต่เมื่อลองขับใช้งานจริงผมถือว่าคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะเรื่องความประหยัดน้ำมันทั้งการขับขี่ในเมือง หรือนอกเมืองขั้นต่ำทำได้ 20 กม./ลิตร สบายๆ แถมฮอนด้ายังการันตีเรื่องบริการหลังการขายไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่นานถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) ถ้าใครสนใจก็ไปทดลองขับด้วยตัวคุณเองได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ชอบหรือไม่ชอบยังไงแชร์ข้อมูลผ่านเว็บ หรือแฟนเพจของเราได้ครับ

TEST DRIVE  by WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันศุกร์, 23 เมษายน 2564 04:03
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing