กรกฎาคม 30, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว NISSAN KICKS e-POWER รถไฟฟ้าท้าความประหยัด ขับใช้งานจริงเต็มถังคุ้มค่าแค่ไหน? | ทดลองขับ Drivingplace Featured

[ REVIEW ] NISSAN KICKS e-POWER รถครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า ภายใต้เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ( e-POWER ) ถึงเวลานี้ผู้ใช้รถชาวไทยน่าจะเริ่มรู้จัก และคุ้นเคยมากขึ้นจากการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเปิดตัวสู่ตลาดอย่างจริงจังในช่วงกลางปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งทางเว็บไซต์ Drivingplace ก็นำเสนอเรื่องราวการขับขี่ของรถรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการทดลองขับแบบจัดหนักในสนามแข่งปทุมธานี สปีดเวย์ รวมถึงการทดลองขับทางไกลเส้นทาง กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี ที่นิสสัน ประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนร่วมพิสูจน์สมรรถนะบนท้องถนนเป็นครั้งแรก และล่าสุดเรามีโอกาสสัมผัสกับรถรุ่นนี้อีกครั้ง ในรูปแบบของการขับขี่ใช้งานจริงในชีวิตประจำวันทั้งในเมือง และการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน โดยเน้นพิสูจน์ความคุ้มค่าในการใช้งานของเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ที่แตกต่างจากรถยนต์พลังงานทางเลือกรุ่นอื่นๆที่จัดจำหน่ายในเมืองไทย

NISSAN KICKS e-POWER รุ่นที่เราทำการทดลองขับในครั้งนี้ คือรุ่นท็อป 1.2 ลิตร รุ่น VL ราคา 1,049,000 บาท มาพร้อมออฟชั่นแบบจัดเต็ม และแน่นอนว่ารถรุ่นนี้ก็ยังคงความโดดเด่น ที่แตกต่างจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอก แต่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตพลังงานไฟฟ้าป้อนเข้าสู่มอเตอร์เพื่อใช้ขับเคลื่อน จึงต่างจากรถยนต์พลังไฟฟ้า EV 100% หรือรถยนต์ไฮบริดที่คุ้นเคยกันดี ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับนำข้อดีของรถยนต์พลังงานทางเลือกทั้งสองแบบมาพัฒนามาเป็น อี-พาวเวอร์ โดยเฉพาะเรื่องความแรง เร่งดีแบบรถไฟฟ้าแท้ๆ และสามารถใช้งานได้สะดวกสบายไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จ แค่เติมน้ำมันก็ขับเคลื่อนไปได้เหมือนรถยนต์ไฮบริด

รูปลักษณ์ภายนอกต้องบอกว่าสวยทันสมัย ดูแตกต่างจากรถยนต์นั่งรุ่นอื่นๆ ของนิสสันที่ทำตลาดในปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการดีไซน์ที่โดดเด่นทันสมัย ไล่ตั้งแต่กระจังหน้าขนาดใหญ่สุดๆแต่งสีดำเข้ม พร้อมตกแต่งสไตล์ V-Motion ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์นิสสันยุคนี้ ขณะที่ชุดไฟหน้า และไฟท้ายเน้นความเฉียบคมแบบบูมเมอแรง และขนาดความใหญ่โตของตัวถังอาจดูเป็นรองคู่แข่งในคลาสเดียวกัน แต่ก็ชดเชยด้วยรูปทรงที่ลาดเทดูปราดเปรียว พร้อมหลังคาแบบลอยตัว (floating roof) ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเสาหลังคาท้ายถูกซ่อนพรางสายตาด้วยสีดำผสมผสานเข้ากับกระจกประตูท้าย และหลังคาแบบลอยตัวยังถูกขยายออกให้ตัวรถดูกว้างมากขึ้น

ภายนอกยังให้ความโดดเด่นด้วยอุปกรณ์ที่น่าสนใจ ทั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบบูมเมอแรง LED Signature Light ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED รวมถึงการออกแบบตัวรถใหม่เสริมให้ตัวรถดูปราดเปรียว กว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์แบบ“รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” ของนิสสัน

ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร ภาพรวมถือว่าสวยงามทันสมัย โดยเฉพาะรุ่นที่เราทดลองขับจะให้ความโดดเด่นด้วยเบาะหนังตกแต่งพิเศษสีทูโทน ส้ม-ดำ ดูสดใส หรูหรา ทันสมัย แบบรถยุโรป บริเวณแผงแดชบอร์ดดีไซน์หรูเรียบใช้วัสดุบุนุ่ม แต่งด้วยสีทูโทนรับกับเบาะนั่ง  รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดด้วยลายเส้นของแนวปีกเครื่องร่อนหรือ Gliding Wing ที่เรียบง่าย และทันสมัย โดดเด่นด้วยจอสีแสดงผลบนหน้าปัดขนาด 7 นิ้ว  ดีไซน์ในเทรนด์ใหม่คล้ายๆกับ Nissan Almera ซึ่งแสดงสถานะทำงานต่างๆอย่างครบถ้วนทั้ง ภาคบันเทิง ระยะทางวิ่ง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ตั้งค่าระบบความปลอดภัย (NissanIntelligent Mobility) และแสดงวงจรการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า+เครื่องยนต์แบบเรียวไทม์ให้ผู้ขับขี่ทราบตลาดเวลา ฯลฯ  ส่วนการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) ทำงานผ่านระบบข้อมูล และความบันเทิง Nissan Connect ระบบอินโฟเทนเมนท์ มาพร้อมหน้าจอสีระบบสัมผัสแบบ AIVI ขนาด 8 นิ้ว เพิ่มความทันสมัยด้วยการเชื่อมต่อสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง และความปลอดภัย ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว โดยผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วย Apple CarPlay (สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS)

NISSAN KICKS e-POWER ยังมาพร้อม 14 เทคโนโลยีแบบจัดเต็มจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (NissanIntelligent Mobility)  อาทิ เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Intelligent Cruise Control) เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า (Intelligent Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉิน (Intelligent Emergency Braking) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning system) เทคโนโลยีเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีกระจกมองหลัง (Intelligent Rear View Mirror) ซึ่งระบบต่างๆที่กล่าวมานี้ ถือว่าใช้งานได้ดี ช่วยเสริมความปลอดภัยในขับขี่ได้มากทีเดียว นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยที่จำเป็นในการขับขี่ ทั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (Anti-lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake Force Distribution System) ระบบเสริมแรงเบรก (Brake Assist) และติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เสริมความปลอดภัยในห้องโดยสารถึง 6 จุด

สำหรับเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนของ NISSAN KICKS เป็นการนำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบอย่าง นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้า 100% มาผสมผสานการทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็ก 1.2 ลิตร ของรถอีโคคาร์ มาใช้เป็นแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่มอเตอร์ และชาร์จสู่แบตเตอรี่ ลดความกังวลใจในเรื่องของการชาร์จพลังงานไฟฟ้าจากภายนอก ในขณะพละกำลังในการขับขี่ก็จะให้สมรรถนะเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ซึ่งเทคโนโลยี e-POWER เป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงส่งตรงลงสู่ล้อคู่หน้าเพียวๆ ซึ่งรูปแบบการทำงานประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) อินเวอร์เตอร์ (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้า (electric motor) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion battery) แตกต่างจากระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดทั่วๆไป ที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะมีกำลังไม่สูงมาก และจะทำงานคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อการขับเคลื่อนสลับกันไปในขณะพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือน้อย (รวมถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง) ซึ่งระบบ e-POWER เครื่องยนต์สันดาปภายในไม่ได้ถูกเชื่อมต่อกับล้อขับเคลื่อน ทำหน้าที่เพียงให้กำเนิดพลังงานไฟฟ้าสู่แบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์ แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% คือ ระบบ e-POWER ได้รับพลังงานไฟฟ้าจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่ใช่จากแบตเตอรี่ที่ต้องมีการชาร์จจากแหล่งพลังงานภายนอกเท่านั้น

โดยทั่วไปโครงสร้างของระบบไฟฟ้าจะมีมอเตอร์ และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เนื่องจากมอเตอร์เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงที่ใช้ในการขับเคลื่อน และข้อจำกัดนี้เป็นเรื่องใหญ่ในการติดตั้งระบบนี้ในรถยนต์ขนาดคอมแพ็ค นิสสันจึงได้พัฒนาวิธีการลดขนาดและน้ำหนัก รวมทั้งพัฒนาวิธีการควบคุมมอเตอร์ให้ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานทำให้ e-POWER ใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังให้ประสิทธิภาพการขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

เครื่องยนต์สันดาปภายในของระบบ e-POWER มีหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้า เพียงอย่างเดียวทำให้ระยะในการเปิดและปิดลิ้นปีกผีเสื้อไม่สูงมาก เครื่องยนต์จึงสามารถทำงานได้ในสภาพที่ค่อนข้างเหมาะสมตลอดเวลา ส่งผลให้เครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างดีเยี่ยม การขับขี่ใช้งานทั่วๆไปจึงประหยัดกว่าอีโคคาร์ และรถยนต์ไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่า และในโหมดการขับขี่เฉพาะของระบบ e-POWER ถ้าเราเลือกโหมด E (Eco mode)  หรือ S (Smart mode) ยังได้สัมผัสแปลกใหม่กับเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ หรือ วัน-เพดัล (One-Pedal) ที่ผู้ขับสามารถเร่ง ลดความเร็วลง และหยุดรถ โดยใช้เพียงคันเร่งเดียว ช่วยลดความจำเป็นในการขยับเท้าเพื่อมาเหยียบแป้นเบรก คล้ายๆกับเครื่องยนต์ที่มีเอนจิ้นเบรคหนักๆ มาช่วยชะลอความเร็วตลอดเวลาเมื่อยกคันเร่ง แรกๆขับอาจไม่คุ้น ถ้ายกคันเร่งเร็วเกินไปจะดึงชากความเร็วลงทันที ทำให้คนนั่งเวียนหัวได้เหมือนกับคนขับรถเร่งๆเบรคๆแบบไม่เนียนไม่มีใครอยากนั่งด้วย แต่ถ้าเริ่มขับจนคุ้นเคยจับจังหวะการยกคันเร่ง เพื่อชะลอความเร็ว หรือเบรกจนถึงจุดหยุดนิ่งได้ ต้องถือว่าระบบนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องความสะดวกสบาย และช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดีทีเดียว

สำหรับแหล่งผลิตพลังงานของเทคโนโลยี e-POWER จะใช้เครื่องยนต์ HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) 12 วาล์ว 3 สูบ ทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และยังมีส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่สำคัญ ๆ อาทิ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ EM57 ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (PS) มีแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร (Nm) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) มีจำนวน 4 โมดูล เทคโนโลยีนี้จะเน้นการเร่งความเร็วที่ราบรื่น การขับขี่ที่เงียบ และการประหยัดน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากเครื่องยนต์ไม่ได้รับภาระหนักในการขับเคลื่อนลงสู่ล้อแบบรถยนต์ไฮบริด

NISSAN KICKS e-POWER มีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ทั้ง EV mode , S mode , Eco mode และ Normal mode ซึ่งการทดลองขับใช้งานจริงในครั้งนี้เราเน้นใช้งาน 2 โหมดหลัก คือ Eco mode และลองกดใช้ EV mode ในบางช่วงเมื่อมีพลังไฟฟ้าสะสมในแบตเตอรี่เกือบเต็ม ซึ่งสามารถกดสวิทซ์บริเวณด้านหน้าคันเกียร์เลือกใช้งานได้ขณะที่ปริมาณไฟฟ้าชาร์จสะสมในแบตเตอรี่มีมากกว่า 40 % ถ้าต่ำกว่า 40% เครื่องยนต์จะติดเพื่อชาร์จไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบจะชาร์จไฟได้สูงสุด 95% ภายในเวลาประมาณ 5-10 นาที โดยเราทดลอง EV mode ในช่วงที่แบตเตอรี่เกือบเต็มความจุหลายๆครั้ง ทั้งช่วงความเร็วลอยตัว 100 กม./ชม.แต่ไม่เกิน 120 กม./ชม. EV mode ก็ยังใช้งานได้ต่อเนื่อง เครื่องยนต์ไม่ติด ระยะทางที่วิ่งได้หลายๆครั้งใกล้เคียงกัน ประมาณ 2-3 กม.ถ้าขยันกดเข้าโหมดก็สามารถสะสมแต้มช่วยให้การเดินทางประหยัดขึ้นเยอะ ส่วนการขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำ ใช้คันเร่งไม่หนักโหมดนี้ก็จะให้ความประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นจากระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ยาวนานขึ้น (ไม่เกิน 5 กม.) ตรงนี้จึงเป็นข้อดีที่ดูเหนือกว่ารถยนต์ไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด หลายๆรุ่นที่ใช้ไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า!

ส่วนการขับขี่ใน Eco mode เน้นประหยัด พร้อมให้ความแรงแบบพอเพียง เราก็เข้าโหมดนี้ไว้ตลอด ไม่ว่าจะจอด หรือสตาร์ทรถเริ่มใช้งานทุกครั้งก็จะอยู่ในโหมดนี้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดอะไรมากเหมือนขับรถเครื่องยนต์เบนซินปกติ ระบบก็จะจัดสรรพลังงานในการขับขี่ได้อย่างเหมาะสมเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด ทั้งจังหวะการเร่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า สลับกับเครื่องยนต์ที่ติดขึ้นเพื่อชารจ์ไฟฟ้ากลับสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ ซึ่งการขับขี่ด้วยโหมด  Eco mode ทั้งในเมือง และนอกเมือง ตลอดระยะเวลาที่เรามีโอกาสสัมผัสรถรุ่นนี้เกือบหนึ่งสัปดาห์ ลองเซ็ทดูค่าเฉลี่ยในหลายๆช่วงการเดินทางทำได้เกิน 20 กม./ลิตร สบายๆแบบไม่ต้องแต่งคันเร่ง และในช่วงเดินทางไกลแบบยาวๆไม่จอดรถจากกรุงเทพฯ วิ่งไปถึงพัทยา ใช้ความเร็วต่อเนื่อง 90-110 กม./ชม.ทำได้เกิน 23 กม./ลิตร ส่วนช่วงแอบลองของสายมุดลองกดหนักต่อเนื่อง เครื่องติด และใช้รอบสูงตลอดเวลา เพื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ รวมถึงจ่ายลัดตรงไปที่มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเสริมสมรรถนะความแรง ค่าความประหยัดก็ยังทำได้เกิน 15 กม./ลิตร ถ้าเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเพียวๆ ขับแบบนี้มีต่ำกว่า 10 กม./ลิตร. แน่นอน!

บทสรุปด้านความประหยัดจากการขับขี่ในครั้งนี้ จากปริมาณน้ำมันเต็มถัง 41 ลิตร ขับจริงใช้จริงทุกรูปแบบทั้งในเมือง นอกเมืองและบางช่วงมีการจอดรถนานๆ แบบไม่ดับเครื่อง รวมการใช้งานตลอด 5 วันเต็ม จนน้ำมันเกือบหมดถังระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่ตอก 0 มีลุ้นเข็นก่อนถึงปั๊ม! ซึ่งระยะทางวิ่งทั้งหมดในการทดลองขับครั้งนี้ทำได้ดีงามเกินคาด 714.2 กม. โดยรวมก็ต้องถือว่าเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ใน NISSAN KICKS รุ่นนี้ให้ความประหยัด คุ้มค่าไม่ธรรมดาจริงๆครับ!!

สำหรับสมรรถนะการขับขี่โดยรวมด้านอื่นๆ ทั้งความแรง และ HANDLING การควบคุมรถของ NISSAN KICKS  สามารถรับชมเพิ่มเติมผ่านช่องทาง YOUTUBE : Drivingplace Channel มีให้รับชมครบๆ 2 คลิป ทั้งการขับขี่ในสนามทดสอบ และการขับขี่แบบเดินทางไกล ยืนยันสมรรถนะได้อย่างครบถ้วนครับ

ALL-NEW NISSAN KICKS e-POWER มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย

- 1.2 ลิตร รุ่น S ราคา 889,000 บาท

- 1.2 ลิตร รุ่น E ราคา 949,000 บาท

- 1.2 ลิตร รุ่น V ราคา 999,000 บาท

- 1.2 ลิตร รุ่น VL ราคา 1,049,000 บาท

NISSAN KICKS e-POWER ทุกรุ่น ยังให้ความมั่นใจในการใช้งาน ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เป็นเวลา 10 ปี และรับประกันระบบไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร!!

TEST DRIVE by www.Drivingplace.com

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันพุธ, 20 มกราคม 2564 04:11
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing