กรกฎาคม 30, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว FORD EVEREST SPORT หล่อเข้มเต็มคัน พร้อมออฟชั่นแบบพอเพียง! | ทดลองขับ Drivingplace Featured

By ธันวาคม 17, 2563 643

[ REVIEW ] FORD EVEREST รุ่นล่าสุดโมเดลสำหรับปี 2021 ยังคงเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดรถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการอัพเกรดรูปลักษณ์ และปรับไลน์อัพการทำตลาดใหม่ ซึ่งที่ผ่านมารุ่นท็อปอย่าง FORD EVEREST Titanium+ ถือเป็นรถอเนกประสงค์แบบพีพีวีรุ่นบุกเบิกตลาดที่ติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยยุคใหม่ก่อนใครในเซ็กเมนต์ และยังตอบโจทย์ด้านการขับขี่ได้ดีในทุกเส้นทาง ทั้งแบบออนโรด และออฟโรด เรียกว่าสมรรถนะของรถรุ่นนี้ ต้องถือว่าไม่เป็นสองรองใคร ยืนยันผลลัพธ์การพิสูจน์สมรรถนะทั้งจากผู้ใช้จริง และข้อมูลการทดลองขับของสื่อมวลชนจากหลายสำนักในช่วงเวลานับ 10 ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ฟอร์ด ประเทศไทย มีปรับปรับไลน์อัพการทำตลาดของ FORD EVEREST ใหม่ ก่อนก้าวเข้าสู่ปี 2021 โดยแบ่งรุ่นย่อยไว้อย่างชัดเจนทั้งหมด 5 รุ่น เริ่มจากรุ่น Trend 4x2 2.0L Turbo 10AT ราคา 1,299,000 บาท , Titanium 4x2 2.0L Turbo 10ATราคา 1,399,000 บาท , Titanium SPORT 4x2 2.0L Turbo 10AT ราคา 1,429,000 บาท , Titanium+ 4x2 2.0L Turbo 10AT ราคา 1,599,000 บาท และ Titanium+ 4x4 2.0L Bi-Turbo 10AT ราคา1,799,000 บาท โดยรุ่นที่เรามีโอกาสรีวิว ทดลองขับในครั้งนี้ คือ FORD EVEREST Titanium SPORT ถือเป็นรุ่นย่อยใหม่ ทางเลือกพิเศษ แทรกกลางระหว่าง Titanium และ Titanium+ เน้นการตกแต่งรูปลักษณ์ในสไตล์สปอร์ตเข้ม มองเห็นความแตกต่างจาก EVEREST รุ่นอื่นๆได้อย่างชัดเจน

FORD EVEREST Titanium SPORT หรือจะเรียกสั้นๆว่า EVEREST SPORT นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ FORD EVEREST ที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง  โดยเน้นการปรับรูปลักษณ์ใหม่ตามเทรนด์ของรถยนต์ยุคนี้ ด้วยดีไซน์แบบสปอร์ตที่โฉบเฉี่ยวและดุดัน ด้านหน้าเด่นสุดต้องยกให้กับกระจังหน้าขนาดใหญ่สีดำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมตัวอักษรนูน EVEREST สีดำบนฝากระโปรงหน้า และแถบโครเมี่ยมต่างๆ รอบตัวรถทั้งกระจกมองข้าง ราวหลังคา บันไดข้าง กันชนหน้า-หลัง รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ก็ปรับสีสันใหม่มาในโทนดำเงาเพิ่มความดุดันทั่วทั้งคัน และ EVEREST SPORT คันที่เห็นอยู่นี้ยังเป็นสีใหม่ สีน้ำเงินดีพ คริสตัล บลู ส่วนตัวผมชอบสีนี้มากดูหล่อเข้ม แต่แฝงความสดใสในโทนน้ำเงินดูสบายตากว่าสีดำ

นอกจากนี้  FORD EVEREST SPORT ยังคงฟีเจอร์ตามมาตรฐานของรถยนต์ยุคใหม่ทั้ง ไฟหน้าแบบ LED Projector ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ และประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี เรียกว่าออฟชั่นต่างๆสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเพียงพอ

ภายในห้องโดยสารของ FORD EVEREST SPORT ยังคงความสะดวกสบายกว้างขวาง เพิ่มลูกเล่นและความโฉบเฉี่ยวด้วยการตกแต่งโทนสีดำน้ำเงิน ตั้งแต่แผงคอนโซล ที่วางแขน และเบาะนั่งหุ้มหนังเดินด้ายสีน้ำเงิน พร้อมสลักลายคำว่า SPORT บนเบาะนั่งคู่หน้า เพื่อเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ พร้อมตกแต่งลวดลาย Hydrographic เคลือบ 2 ชั้นบนวัสดุที่ทันสมัยบนคอนโซลหน้า และที่เปิดประตู ขณะที่ภาคบันเทิงมาพร้อมระบบ SYNC 3 สั่งงานด้วยเสียง รองรับภาษาไทย พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่มาพร้อมกับระบบช่วยโทรฉุกเฉิน ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้ายขวา และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอบหลังแบบปรับอุณหภูมิแยกได้ให้ความเย็นสบายอย่างทั่วถึง

ขณะที่เทคโนโลยีช่วยขับขี่ และเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัย รถอเนกประสงค์รุ่นนี้ติดตั้งไว้อย่างมากมาย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ขณะถอยจอด ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (EPAS) ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Traction Control & Electronic Stability Program) เมื่อตรวจสอบออฟชั่นต่างๆจะขาดไปแค่ ระบบความปลอดภัยยุคใหม่ ทั้งระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามความเร็ว ระบบช่วยรักษาช่องทางจราจร และระบบเตือนการจรจรขณะถอยหลัง ฯลฯ ถ้าใครอยากได้ระบบต่างๆเหล่านี้ก็ต้องขยับไปเล่นรุ่น Titanium+ ที่มีระดับราคาสูงกว่าค่อนข้างเยอะ

ในส่วนของความกว้างขวางสะดวกสบายก็ยังรองรับการใช้งานได้ดีในสไตล์รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดใหญ่ เบาะแถวแรก แถวสอง กว้างขวาง นั่งสบายหายห่วง ติดแค่เบาะแถวสาม จะค่อนข้างแคบผู้ใหญ่นั่งนานๆมีเมื่อยขา แต่ก็ยังดีที่ฟอร์ดชดเชยด้วยความเย็นสบายอย่างทั่วถึงจากช่องแอร์แยกทั้งแถว 2 และ 3 พร้อมออฟชั่นอำนวยความสะดวกในยุคโซเชียลด้วยช่องเสียบชาร์จไฟหลายจุดแบบทั่วถึงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

สมรรถนะการขับขี่ FORD EVEREST SPORT ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคใหม่ล่าสุด แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อม Manual Mode เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ บวก/ลบ ที่สวิทซ์บริเวณคันเกียร์ (เสียดายไม่มีแพ็ทเดิลชิฟ) แรกๆใช้งานก็ยังไม่คุ้นเคยกับวิธีกดปุ่มเท่าไหร่ แต่ใช้ไปสักพักเริ่มสนุก คุ้นมือ ถือว่าใช้งานง่ายสะดวกสบาย แถมยังมีลูกเล่นการล็อกตำแหน่งเกียร์ให้ใช้งาน อยากใช้แค่เกียร์ไหนก็ได้เพียงกดปุ่ม บวก/ลบ จะมีตัวเลขแสดงตำแหน่งเกียร์ที่ต้องการแสดงแผงหน้าปัดฝั่งซ้าย ซึ่งเวลาขับท่องเที่ยวขึ้น-ลง ทางชัน หรือการขับเข้าโค้งต่างๆ สามารถล็อคให้ใช้แค่เกียร์ 1-3 ก็จะช่วยได้เยอะในการคุมความเร็วของรถได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

ทางด้านสมรรถนะความแรง แม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร บล็อกนี้จะเป็นแบบเทอร์โบเดี่ยว ให้ความแรงน้อยกว่าเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 213 แรงม้า ซึ่งเป็นการพัฒนามาทดแทนเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคเดิมขนาด 2.2 ลิตร 160 แรงม้า สิ่งที่น่าชื่นชมคือความแรงทำได้ดีกว่าเครื่อง 2.2 ลิตรในทุกช่วงความเร็ว และช่วงออกตัวบูสต์หนักๆยังทำได้ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ แต่ความเร็วปลายจะแผ่วหน่อยโดนเทอร์โบคู่ทิ้งยาวเพราะแรงม้ามีมากกว่าเยอะ (ผมเคยลองขับเปรียบเทียบกัน) ซึ่งความเร็วที่เกิดขึ้นจากการขับขี่ โดยรวมก็ไม่ได้แรงถึงขั้นหลังติดเบาะ เป็นการเร่ง เร็ว แรง แบบต่อเนื่อง ซึ่งอัตราเร่งที่ถูกส่งผ่านจากเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ยังให้ความราบเรียบน่าพอใจ รอยต่อระหว่างเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์เกิดขึ้นน้อย  เมื่อลองกดหนักๆทันทีตั้งแต่จุดหยุดนิ่งมีอาการรอรอบนิดๆ และต้องรอเกียร์คำนวณตำแหน่งที่เหมาะสมกับความเร็วบ้างเพราะเกียร์ชุดนี้มีถึง 10 จังหวะ รอยต่อระหว่างเกียร์จะค่อนข้างถี่ ไม่เหมือนกับเกียร์ชุดเดิมแบบ 6 จังหวะที่ลากกันได้ยาวๆ ตามตำแหน่งไม่ซับซ้อน

นอกจากความแรง ราบเรียบ นุ่มนวลที่เป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก และมีเกียร์ให้ใช้เยอะถึง 10 จังหวะ ข้อดีอีกจุด คือการขับเดินทางไกลด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์จะค่อนข้างต่ำ ความเร็ว 100 กม/ชม.รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 1,500 – 1,600 รอบ/นาที ส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งในเรื่องความประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่ามากกกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ๆ การทดลองขับในครั้งนี้เราลองจับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงหลายๆครั้ง ทั้งการเดินทางไกลด้วยความเร็วคงที่ 90 - 120 กม./ชม. ค่าเฉลี่ยแปรผันตามสภาพการจราจรอยู่ที่ประมาณ 15-16 กม./ลิตร ส่วนช่วงการขับขี่ในเมืองความเร็วต่ำ สลับรถรถติดใช้เกียร์ต่ำเป็นส่วนใหญ่ทำได้ประมาณ 10 -11 กม./ลิตร ถือว่าความประหยัดอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล

การควบคุมรถยังเป็นจุดเด่นของ FORD EVEREST ทุกรุ่น  รวมถึงรุ่น SPORT ที่พวงมาลัยเป็นแบบปั้มเพาเวอร์ พร้อมระบบไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง (ตอนนี้มีรุ่นเดิมเดียวในตลาดหลังจากเชฟโรเลตเลิกขาย) การขับขี่ใช้งานทั่วๆไปให้น้ำหนักกำลังดี เบาแรง เลี้ยวง่าย มีความแม่นยำสูง และสามารถบังคับเลี้ยวได้อย่างมั่นใจทั้งช่วงความเร็วต่ำ และช่วงความเร็วสูงแปรผันความหนืดตามความเร็วได้อย่างเหมาะสม  ส่วนระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกสองชั้น พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบคอยล์สปริง วัตต์ลิงค์ และเหล็กกันโคลง การเซ็ทอัพจะเน้นความนุ่มนวลขับสบายเป็นหลัก ให้ความรู้สึกแตกต่างจากรถกระบะที่ใช้พื้นฐานร่วมกันอย่างชัดเจน เมื่อประกบคู่กับเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักเบาลง ยิ่งรู้สึกว่าช่วงล่างนุ่มมากขึ้น การขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือว่าดีเยี่ยม นุ่มนวล ขับสบายสุดๆ แต่ช่วงเวลารีบด่วนการขับเข้าโค้ง หรือขับด้วยความเร็วสูงจะรู้สึกเบา หน้าลอยนิดๆ ต้องมีสมาธิในการควบคุมควบรถเพิ่มมากขึ้น

การบุกตลาดเพื่อก้าวสู่ปี 2021 นอกจากการปรับโฉม อัพเดทจำนวนรุ่นเพื่อเพิ่มความชัดเจน ในแง่ของทางเลือกที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้า FORD EVEREST 2021 ทุกรุ่น ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ยังให้ความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว ด้วยการรับประกันเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. ถ้าสนใจก็ลองไปสัมผัสสมรรถนะการขับขี่ด้วยตัวคุณเองอีกครั้งที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ!

TEST DRIVE  by WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันพฤหัสบดี, 17 ธันวาคม 2563 12:59
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing