กรกฎาคม 30, 2564

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ TOYOTA FORTUNER LEGENDER ยกระดับรูปลักษณ์ และสมรรถนะการขับขี่ สไตล์เอสยูวีระดับหรู! | ทดสอบรถ Drivingplace Featured

By ธันวาคม 11, 2563 667

[ REVIEW ] TOYOTA FORTUNER รถยนต์อเนกประสงค์ในกลุ่มพีพีวี มียอดขายสูงสุดในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการเปิดตัวในเจเนเรชั่นที่ 1 มาจนถึงเจเนอเรชั่นที่ 2 และล่าสุดในปีนี้ได้มีการต่อยอดความนิยม ด้วยการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมครั้งสำคัญ โดยเน้นยกระดับรูปลักษณ์ให้มีความสง่างาม หรูหรา ทันสมัย พร้อมอัพเกรดสมรรถนะทั้งความแรง ความนุ่มนวล เพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเปิดตัวครั้งล่าสุดนี้ โตโยต้าแบ่งเกรดการทำตลาดไว้อย่างชัดเจน ด้วย 2 ทางเลือก 2 สไตล์การออกแบบที่แตกต่าง คือ TOYOTA FORTUNER รุ่นมาตรฐาน และ TOYOTA FORTUNER LEGENDER รุ่นพิเศษ ที่เรามีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้

TOYOTA FORTUNER  ใหม่ วางเป้าหมายเจาะกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น  แต่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าหลัก คือคนรุ่นใหม่ และกลุ่มวัยกลางคนที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว และขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยดีไซน์ใหม่ และฟังค์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มที่กำลังมองหารถที่สะท้อนตัวตนความเป็นผู้นำ มีองค์ประกอบที่โดดเด่นในทุกการใช้งาน พร้อมลุยไปได้ทุกที่ และสำคัญที่สุดคือ ความคุ้มค่าด้านการใช้งานในระยะยาว ให้ความทนทาน ดูแลรักษาง่าย และมีราคาขายต่อที่ดีที่สุดในตลาด

TOYOTA FORTUNER LEGENDER รุ่น 2.8 เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,839,000 บาท คือรุ่นท็อปสุด ที่เรามีโอกาสทดลองขับ โดยรวมจะเน้นการยกระดับรูปลักษณ์ และความหรูหราทั้งภายนอก และภายในห้องโดยสารจนแทบไม่หลงเหลือกลิ่นไอของรถกระบะที่ใช้พื้นฐานร่วมกันอย่าง HILUX REVO สัมผัสที่ได้จากการมองด้วยสายตา และการเป็นผู้โดยสารถือว่ามีความใกล้เคียงกับรถเอสยูวีระดับหรูแท้ๆ เพียงแต่ผู้ขับยังรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง บึกบึน หนักแน่นมากกว่าเมื่อขับขี่ใช้งานจริง

จุดเด่นของ TOYOTA FORTUNER LEGENDER  นอกจากการออกแบบรูปลักษณ์ที่ให้ความหรูหรา และโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น สมรรถนะการขับขี่ยังมีการปรับปรุงใหม่หลายด้าน โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 GD Super Power มีการเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่แรงขึ้นกว่าเดิม 15% ด้วยกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และฟังก์ชัน Sport Mode ที่ช่วยเสริมการขับขี่ให้สนุก และเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่ม Balance shaft ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนทำให้ห้องโดยสารเงียบขึ้น

การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก ในรุ่นปรับโฉมทุกรุ่นจะเน้นปรับดีไซน์กระจังหน้าใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมแถบกันชนล่างสีเงิน เพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่งให้กับตัวรถ พร้อมกับปรับปรุงไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ และปรับชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่เป็นแบบ LED พร้อมกับ Light Guiding เพิ่มความโดดเด่นในยามค่ำคืน ส่วนรุ่นพิเศษ FORTUNER LEGENDER จะเพิ่มเติมรายละเอียดการตกแต่งที่พิถีพิถัน ดูแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน โดยคำนึงถึงความสวยงามของเส้นสายที่ดูเฉียบคม โฉบเฉี่ยวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยสัดส่วนกระจังหน้าที่แตกต่าง เพิ่มความทันสมัยด้วย ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับไฟเลี้ยว LED แบบ Sequential ไฟสูงและไฟต่ำแบบ LED พร้อมปรับดีไซน์กันชนหลังใหม่ให้สอดรับกับดีไซน์ด้านหน้าอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนลายล้ออัลลอย 20 นิ้วเป็นดีไซน์ใหม่สีทูโทนพร้อมยางขนาด 265 /50R 20 และเพิ่มความโดดเด่นด้วยหลังคาทูโทนสีดำยกระดับการเป็น Flagship Model สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ต หรูหรา แบบ Sport Premium PPV (ตามที่โตโยต้าให้นิยามไว้)

ภายในห้องโดยสารเน้นอัพเกรดความหรูหรา และความสะดวกสบาย จากการเพิ่มเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัสที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อมระบบ T-Connect ที่เชื่อมต่อรถ และผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว บริเวณคอนโซลกลางเพิ่มแท่นชาร์จไร้สาย สำหรับสมาร์ทโฟน เพื่อตอบสนองการใช้งานในยุคปัจจุบัน และหน้าจอสัมผัสยังติดตั้งกล้องมองภาพรอบคัน ให้มุมมองแบบ 3 มิติ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย และให้ความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสัญญาณเตือนกะระยะ หรือ Park Sensor รวมถึงกล้องรอบคันจะทำงานอัตโนมัติเมื่อเราเลี้ยวในทางแคบช่วงความเร็วต่ำ ช่วยให้การจอดรถง่าย และการขับขี่ในเมืองมีความคล่องตัวมากขึ้น และบริเวณประตูบานท้ายติดตั้งระบบ Activated Kick Door เปิดประตูหลังได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสตัวรถ ช่วยเจ้าของรถได้มากเวลาขนของมาเต็มไม้เต็มมือแค่เตะไปที่ใต้กันชนท้ายประตูก็จะเปิดโดยอัตโนมัติ

ทางด้านความอเนกประสงค์ที่เป็นจุดขายของรถประเภทนี้ ก็สามารถตอบโจทย์นักเดินทางได้อย่างเพียงพอ  ด้วยการดีไซน์อุปกรณ์ต่างๆ ช่วยเสริมความสะดวกสบายในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์เบาะนั่งสามารถพับ และปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระตามความต้องการใช้งาน เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทั้งผู้โดยสาร และการบรรทุกของได้อย่างลงตัว ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับ ก็มีทั้งพวงมาลัยมาพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง  และ Paddle Shift ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และบริเวณแผงหน้าปัดติดตั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID (Multi-Information Display) เป็นหน้าจอสีแบบ TFT สามารถปรับตั้งค่าการทำงานของระบบต่างๆได้ครบถ้วน พร้อมแสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น ข้อมูลการขับขี่ทั้งระยะทาง อัตราสิ้นเปลือง , ข้อมูลระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ , ข้อมูลการขับขี่แบบ ECO และในรุ่นนี้ยังเพิ่มฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลใหม่ๆทั้งระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense และกราฟฟิกแสดงตำแหน่งองศาของล้อช่วยให้ผู้ขับไม่หลงพวงมาลัยเวลาเลี้ยวในพื้นที่จำกัด

สมรรถนะการขับขี่ TOYOTA FORTUNER LEGENDER รุ่นท็อปขับเคลื่อน 4 ล้อ จะให้พลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลปรับปรุงใหม่ แบบ 4 สูบ ขนาด 2.8 ลิตร โดยเน้นเพิ่มพลังแรงม้าและแรงบิดสูงขึ้น จากเดิมเครื่องยนต์ 2.8 มีกำลังสูงสุด 177 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัวเมตร  พอมาถึงรุ่นนี้มีการยกระดับความแรงพุ่งทะลุไปถึง 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างขึ้นตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที ซึ่งพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการปรับชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ไม่เกี่ยวกับกล่องควบคุม โดยเคลือบ Diamond-Like ไว้ที่แหวนรองลูกสูบเพื่อลดแรงเสียดทานทำให้ได้ความประหยัดมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเทอร์โบใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วเพิ่มตลับลูกปืน (Ball bearing)ในแกนเทอร์โบแทนที่บูชแบบเก่าเพื่อลดแรงเสียดทาน ทำให้กำลังเครื่องยนต์ดีขึ้น  และใช้หัวฉีดน้ำมันอัจฉริยะ i-Art เพื่อควบคุมการจ่ายน้ำมันในแต่ละหัวฉีดให้มีประสิทธิภาพมากสูงสุด  โดยไม่จำกัดว่าจะฉีดจ่ายกี่ครั้ง แต่จะฉีดให้เหมาะสมกับการทำงานเครื่องยนต์ในแต่ละช่วงความเร็ว ทำให้ได้ความประหยัดเพิ่มขึ้นด้วย และอีกจุดที่สำคัญคือการเพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ช่วยลดเสียง และแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร เพิ่มความเงียบ และความนุ่มนวลในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

การทดลองขับใช้งานจริงด้วยกำลังของเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นทั้งแรงม้า และแรงบิด จึงแสดงผลลัพธ์ให้เห็นชัดเจน โดยเฉพาะอัตราเร่งช่วงออกตัวทำได้ดีขึ้น อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ประมาณ 10 วินาที ขณะเดียวกันการส่งต่อกำลังของชุดเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ก็ทำงานได้ นุ่มนวล ราบเรียบเข้าขากับความแรงได้ดีทั้งจังหวะเร่ง และลดความเร็ว นอกจากความเร็วช่วงออกตัวที่ทำได้ดีขึ้น ช่วงความเร็วสูง และการเร่งแซงก็ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน กดคันเร่งไม่ต้องลึกมากความเร็วก็พุ่งทยานได้อย่างทันใจในทุกจังหวะการขับขี่ นอกจากความแรงที่เพิ่มมากขึ้น การขับขี่เดินทางด้วยความเร็ว 90-120 กม./ชม รอบเครื่องไม่เกิน 2,000 รอบ/นาที ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองแปรผันตามความเร็วอยู่ที่ประมาณ 14-15 กม./ลิตร และถ้าขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำอัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ประมาณ 10-12 กม./ลิตร ถือว่าค่าเฉลี่ยความประหยัดอยู่ในระดับที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับขนาด และน้ำหนักตัวรถ รวมถึงความแรงที่เพิ่มขึ้นในระดับ 200 แรงม้า!

การขับขี่ใช้งานทั่วๆไป การควบคุมรถก็ถือว่าทำได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงความเร็วตั้งแต่ 40 กม./ชม ขึ้นไป น้ำหนักของพวงมาลัยจะเบาแรง เลี้ยวง่ายมากกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน ตรงนี้ต้องยกความดีให้กับการเซ็ทระบบบังคับเลี้ยวใหม่ เป็นแบบ VFC (Variable Flow Control) พวงมาลัยสามารถแปรผันน้ำหนักให้เหมาะสมในทุกช่วงความเร็ว ช่วงความเร็วต่ำแม้ว่าจะเลี้ยวง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกเบาหวิวจนเกินไป ยังรู้สึกถึงความหนักแน่น หน่วงๆมือไม่เหมือนรถที่ใช้พวงมาลัยไฟฟ้าที่ยังเบาสบายกว่าเล็กน้อย ในช่วงความเร็วสูงก็จะรู้สึกหนักมือมากขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการควบคุมรถ โดยรวมจะช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ทั้งในเมืองช่วงความเร็วต่ำ และการขับทางไกลได้มากทีเดียว ส่วนช่วงล่างนอกจากพื้นฐานเดิม ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบมัลติลิงค์คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง เน้นการเซ็ทค่าต่างๆใหม่ ช่วยเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ให้นุ่มสบาย กระเด้ง กระด้างน้อยลง พร้อมการยึดเกาะถนนที่ดีกว่ารุ่นเดิม

ส่วนสายลุยก็สบายใจได้ ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มีการติดตั้งระบบขับเคลื่อนซิกม่าโฟร์ เน้นเอาชนะอุปสรรคทุกสภาพเส้นทาง ตามสไตล์รถออฟโรดขนานแท้ สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้หลากหลาย ทั้งโหมด H2 H4 และ L4 ผสมผสานการทำงานร่วมกับ DAC ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน และ A-TRC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ซึ่งระบบนี้ทำงานแทนที่ระบบ LSD Limited Slip Differential โดยใช้เซนเซอร์ของระบบ ABS ตรวจจับการหมุนฟรีของล้อ ถ้ามีล้อใดล้อหนึ่งหมุนฟรี ระบบจะสั่งให้ ABS Actuator ส่งแรงเบรคไปที่ล้อที่กำลังหมุนฟรีเพื่อลดกำลังลง และแรงขับเคลื่อนก็จะถูกส่งไปล้ออีกฝั่งหนึ่งทันที ช่วยให้การลุยเส้นทางทุรกันดารต่างๆผ่านไปได้โดยง่าย เพียงแค่อาศัยทักษะการควบคุมรถแบบออฟโรดขั้นพื้นฐานก็เพียงพอแล้ว

TOYOTA FORTUNER LEGENDER รุ่นท็อปยังให้ความมั่นในการขับขี่ ด้วยการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดไว้มากมาย อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Cruise Control) และระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Alert) ซึ่งระบบความปลอดภัยหลักๆ ที่กล่าวมานี้ ถือว่าใช้งานได้จริง เป็นตัวช่วยที่ดีมีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายบนท้องถนนในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่ารถยนต์จะมีตัวช่วยที่ดีขนาดไหน สติและสมาธิ รวมถึงทักษะของผู้ขับขี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในด้านความปลอดภัย!!

การทำตลาด TOYOTA FORTUNER LEGENDER มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย

- รุ่น 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,839,000 บาท

- รุ่น 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,769,000 บาท

- รุ่น 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,634,000 บาท

- รุ่น 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,564,000 บาท

TEST DRIVE  by WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(3 votes)
Last modified on วันศุกร์, 11 ธันวาคม 2563 05:04
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing