ตุลาคม 30, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว MG HS PHEV ส่องโฉมจริง! พร้อมทดลองขับ ก่อนเปิดตัวสู่ตลาดประเทศไทย | ทดลองขับ Drivingplace Featured

[ REVIEW ] ก่อนการเปิดตัวสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ วันที่ 27 ตุลาคม 2563 ล่าสุดค่ายรถยนต์เอ็มจี เชิญสื่อมวลชนสายรถยนต์ ร่วมรีวิวโฉมจริง พร้อมรับทราบข้อมูลเบื้องต้น และทดลองขับ NEW MG HS PHEV รถคอมแพ็คท์เอสยูวี Plug-in Hybrid เป็นครั้งแรกในเมืองไทย ที่สนาม MG Driving Experience Centre

จากข้อมูลเบื้องต้น MG HS PHEV  รูปแบบตัวรถยังคงพื้นฐานเดียวกับ MG HS รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 เทอร์โบ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานตัวถัง รูปลักษณ์ภายนอก และภายในห้องโดยสาร แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเพื่อบ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ภายนอกสังเกตได้ชัดเจนกับล้อแม็กดีไซน์ใหม่ลายสวยเรียบขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235 / 50 / R18 ขนาดแก้มยางสูงกำลังดี เน้นความนุ่มนวลเหมาะกับการเป็นเอสยูวีสำหรับคนเมือง ส่วนรายละเอียดการดีไซน์อุปกรณ์ต่างๆ ก็ยังคงความโดดเด่นตามยุคสมัยเช่นเดียวกับ MG HS 1.5 เทอร์โบ  ด้านหน้าดึงดูดสายตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ MG ภายใต้แนวคิด Stella Magnetic Field ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่ดึงดูดเข้าหากัน ไฟหน้ารูปทรงโฉบเฉี่ยวแบบ LED Projector พร้อมไฟส่องสว่าง LED สำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ขณะที่ชุดไฟท้าย LED สีแดงเข้มเป็นแบบ Space Light Field และยังออกแบบไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้า และหลังแสดงผลไล่ระดับแบบ Sequential ให้ความทันสมัยมองเห็นได้เด่นชัด

ภายในห้องโดยสารจากการดีไซน์ที่สวยงาม และเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพในสไตล์รถยุโรป รวมถึงการจัดเต็มด้านอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นจุดขายที่ติดตัวมาจาก MG HS 1.5 เทอร์โบอย่างครบถ้วน เมื่อมาถึง  MG HS PHEV จะเน้นเพียงแค่การอัพเกรดอุปกรณ์ตกแต่ง และปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่จำเป็นในการใช้งานบางรายการเท่านั้น ที่มองเห็นได้ชัดเจนจากการสำรวจด้วยสายตา คือการปรับวัสดุหุ้มเบาะด้วยสีสันใหม่ แบบทูโทนเทา/ครีม ดูสะอาดตา มีเฉพาะตัวถังสีขาว ส่วนตัวถังสีอื่นๆเบาะจะเป็นสีดำเทาคุมโทนเข้มทั่วห้องโดยสาร

และที่มองเห็นเด่นชัดอีกจุดคือ การปรับเปลี่ยนแผงหน้าปัด Multi Function  Display ที่สวยงามแพรวพราวมากขึ้น นอกจากแสดงข้อมูลการขับขี่ที่จำเป็นครบๆ ยังเพิ่มฟังก์ชั่นแสดงผลการทำงานของระบบไฮบริดให้เห็นแบบเรียลไทม์ทั้งจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และการชาร์จกลับสู่แบตเตอรี่ในขณะที่ยกคันเร่งหรือเบรค พร้อมกันนี้ยังมีการแสดงผลระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่ทั้งการคำนวณจากน้ำมัน และระบบไฟฟ้าแยกให้เห็นอย่างชัดเจน

บริเวณคอนโซนกลาง ยังคงความโดดเด่นด้วยจอสัมผัสน่าจะขนาด 10 นิ้วเท่าเดิม แต่มีการอัพเกรดรูปแบบการทำงานของแอฟพลิเคชั่นต่างๆใหม่ แต่ก็ยังคงจุดเด่นของระบบปฎิบัติการ i-SMART ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสื่อสารกันได้ง่ายๆ เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ที่มีฟังก์ชั่นการสั่งการที่หลากหลาย ทั้งการโทรออก สั่งการควบคุมระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ และระบบเปิด-ปิดหลังคาซันรูฟฯลฯ นอกจากนี้บริเวณชุดคันเกียร์ยังมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่รองรับกับเกียร์ชุดใหม่ คันเกียร์ตกแต่งด้วยสีดำเงาตัดกับสีโครเมี่ยม พร้อมเพิ่มปุ่ม P บริเวณหัวเกียร์ให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

เมื่อล้มตัวลงนั่งจัดว่านั่งสบายๆรองรับสรีระได้ดี ไม่รู้สึกอึดอัดจากรูปทรงเบาะที่ดูสปอร์ตมากๆ ในขณะที่เบาะหลังก็นั่งได้สบายเหมือนเดิม มีความกว้างขวางเพียงพอ สามารถปรับพับได้แบบ 60:40 พร้อมพนักพิงปรับองศาได้ และที่วางแขนขนาดใหญ่ และที่ขาดไม่ได้สำหรับรถยนต์เอ็มจียุคนี้คือ ออฟชั่นระดับท็อปหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)  ขนาดใหญ่ 1.1 ตารางเมตร ช่วยเพิ่มความหรูหรา และผ่อนคลายในการเดินทาง

สำหรับขุมพลังขับเคลื่อนในครั้งนี้ยังไม่เปิดเผยสเปคอย่างชัดเจน แต่คาดว่าจะใช้ขุมกำลังหลักเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 เทอร์โบ ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Hairpin Winding ขนาดเล็ก แต่ให้สมรรถนะสูง  พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 6 โมดูล มีระบบแยกควบคุมการทำงานแต่ละโมดูล การบำรุงรักษาสามารถแยกเปลี่ยนซ่อมแต่ละโมดูลได้ พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุแบตเตอรี่ 16.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง จะให้พลังงานสูงกว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์แบบไฮบริดปกติ จึงสามารถใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้มากกว่า รวมทั้งการขับขี่ด้วยโหมด EV เพียวๆ จะทำได้ดีกว่าทั้งระยะทางวิ่งที่ไปได้ไกลกว่า และทำความเร็วได้สูงกว่า 100 กม./ชม. ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอพิสูจน์จากการขับขี่ใช้งานจริงอีกครั้งครับ

MG HS PHEV ยังคงขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า แต่ปรับเปลี่ยนระบบส่งกำลังมาใช้เกียร์อัตโนมัติใหม่แบบ 10 สปีด ที่ให้ความราบเรียบ และช่วยให้รอบการทำงานของเครื่องยนต์ต่ำลง ขณะที่กำลังสูงสุดเมื่อรวมเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 เทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง คาดหมายตามสเปคเหมือนรุ่นที่จำหน่ายในต่างประเทศจะมีมากถึง 290 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่ากำลังค่อนข้างเยอะ ตอบโจทย์คนชอบขับรถแรง และประหยัดไปพร้อมๆกัน

ส่วนระบบ PHEV  หรือปลั๊กอินไฮบริด ในด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน เท่าที่สอบถามข้อมูลเบื้องต้น ถ้าชาร์จไฟเต็ม 100% จะมีระยะทางวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าประมาณ 60-70 กม.(ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ใช้เดินทางด้วย) ระยะเวลาการชาร์จไฟจาก 0-100% ด้วย Home Charger ประมาณ 4 ชั่วโมง และถ้าใช้สายชาร์จที่ให้มากับตัวรถเสียบกับไฟบ้านจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง โดยช่องเสียบชาร์จไฟจะติดตั้งที่ด้านหลังตัวถังฝั่งขวาลักษณะเดียวกับฝาเปิดถังน้ำมัน และตัวฝาเปิดถังน้ำมันจริงๆจะอยู่ด้านซ้าย เข้าปั๊มก็จำกันดีๆนะครับ

สมรรถนะจากการทดลองขับในสนาม MG Driving Experience Centre ระยะทางสั้นๆ และใช้ความเร็วไม่สูงมาก ฟิลลิ่งโดยรวมก็จะต่างจาก MG HS รุ่นเครื่องยนต์เบนซินพอสมควร โดยเฉพาะอัตราเร่งช่วงออกตัวทำได้หนักแน่นมากขึ้น กดจมตั้งแต่ออกตัวมีดึงกระชากเล็กๆ เท่าที่จับความรู้สึก 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 10 วินาทีแน่ๆ กำลังของเครื่องยนต์+มอเตอร์ไฟฟ้าจึงรองรับตัวถังขนาดใหญ่ได้ดีกว่ารุ่น 1.5 เทอร์โบมากทีเดียว  

ส่วนช่วงล่างบนพื้นฐานเดิม ในสไตล์ Euro Tuning Suspension ด้านหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง มีการปรับเซ็ทใหม่เพื่อรองรับกับระบบไฟฟ้าทั้งมอเตอร์ และแบตเตอรี่ที่ทำให้น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้น โดยรวมรู้สึกนุ่ม และนิ่งขึ้น ขับในสนามใช้ความเร็วไม่มากประมาณ 50-60 กม./ชม. วิ่งผ่านโค้ง และเลนเชนจ์ แทบไม่มีอาการโยน หรือส่ายเซให้เห็น ขณะเดียวกันพวงมาลัยไฟฟ้าให้น้ำหนักในการควบคุมรถที่ดีงาม ไม่หนักหรือเบาเกินไป และมีความแม่นยำใช้ได้ แต่ถ้าจะให้ยืนยันชัดๆก็คงต้องไปลองกันในช่วงความเร็วสูง หรือขับเข้าโค้งแบบใช้งานจริงกันอีกครั้ง

การชิงจังหวะทำตลาดของ NEW MG HS PHEV ในช่วงเวลานี้ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว เพราะรถประเภทนี้ ในคลาสนี้ ยังมีทางเลือกไม่มาก ที่เห็นๆ จะมีแต่รถยนต์หรูจากยุโรปราคาสูงทะลุเกิน 2 ล้านบาท สำหรับใครที่กำลังมองหารถยนต์พลังงานทางเลือกที่ให้ความประหยัด และรักษ์โลกจากการปล่อยมลพิษที่น้อยลง รอลุ้นราคากันได้เลย น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 1.3 1.4 ล้านบาท ไม่เกินนี้ครับ

พบกับข้อมูลทั้งหมดแบบครบๆ หลังงานเปิดตัว วันที่ 27 ตุลาคม นี้ และเมื่อเรามีโอกาสทดลองขับแบบใช้งานจริงอีกครั้งครับ

TEST DRIVE By WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันอังคาร, 27 ตุลาคม 2563 15:25
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing