ตุลาคม 25, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว HONDA CIVIC TURBO RS สีแดงใหม่เพิ่มความเร้าใจ ผสานความปลอดภัยจากเทคโนโลยี Honda SENSING | ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ REVIEW ] ฮอนด้า ยังคงมุ่งมั่นทำตลาดรถยนต์รถยนต์นั่งแบบซีดานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแนะนำ NEW HONDA CIVIC TURBO RS สีสันใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ที่เร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมด้วยดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว สมรรถนะการขับขี่ร้อนแรงจากขุมพลังเบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยยุคใหม่ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ช่วยเสริมความมั่นใจในทุกการขับขี่ สำหรับผู้ใช้รถยนต์ฮอนด้า หรือรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่สนใจสมัครประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 กับ GoBear Thailand รวดเร็ว ใช้ง่าย ไม่มีค่าธรรมเนียม*

HONDA CIVIC ถือเป็นซีดานรุ่นยอดนิยมอันดับต้นๆของเมืองไทย ที่ผ่านการทำตลาดมาอย่างยาวนาน รุ่นปัจจุบันเดินทางก้าวสู่เจเนอเรชั่นที่10 ในเดือนมีนาคมปี 2016  ผ่านมาถึงปัจจุบันกระแสความนิยมของรถรุ่นนี้ยังคงร้อนแรง ด้วยยอดขายที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง และเมื่อนับรวมกับทุกเจเนอเรชันที่ทำตลาดในเมืองไทย HONDA CIVIC มียอดขายสะสมมากกว่า 5 แสนคัน!

รูปลักษณ์ภายนอกของ HONDA CIVIC TURBO RS ที่เราเน้นทดลองขับในครั้งนี้ นอกจากสีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ทางเลือกใหม่ที่ร้อนแรงเร้าใจมากขึ้น  การดีไซน์รูปลักษณ์ก็ยังคงความสปอร์ตเร้าใจด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยวรอบคัน พร้อมเสริมความดุดันยิ่งขึ้นด้วยการตกแต่งสไตล์สปอร์ต กันชนหน้าและกระจังหน้าแบบ RS เน้นสีดำเงาตัดกับสีสันตัวถัง เชื่อมต่อกับไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED Daytime Running Light (DRL) ในขณะที่ด้านท้ายรถโดดเด่นด้วยไฟท้าย LED รูปทรงตัว C เอกลักษณ์เฉพาะของ CIVIC ใหม่ พร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED และเพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก มองต่ำลงไปเป็นชายกันชนหลังตกแต่งด้วยสีดำด้านพร้อมแถบคาดโครเมียมเพิ่มความหรู บริเวณหลังคายังติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลาม (Shark Fin) ให้ความโฉบเฉี่ยว และขาดไม่ได้กับความลงตัวจากล้ออัลลอย 17 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ตสีทูโทน

ภายในห้องโดยสารในรุ่น TURBO RS ให้ความหรูหรา ผสานความสปอร์ต ด้วยการดีไซน์ในโทนสีดำทั่วทั้งคัน พร้อมพวงมาลัย เบาะนั่ง หุ้มหนังสีดำเดินด้ายสีแดงเพิ่มความเร้าใจ แผงแดชบอร์ดตกแต่งลูกเล่นแบบ Piano Black ให้ความหรูแบบล้ำๆ บริเวณแผงคอนโซลกลางเป็นแบบ Tech Center เปรียบเสมือนศูนย์กลางเทคโนโลยี สามารถแยกออกเป็น 2 ชั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับช่องเชื่อมต่อได้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมนำเสนอฟังก์ชั่นที่ทันสมัยในการใช้งาน ทั้งหน้าจอแสดงผลการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย (Hands-free Telephone) สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง สวิตช์รับและวางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย พร้อมสวิตช์สั่งการด้วยเสียงผ่าน Siri ช่องเชื่อมต่อ USB พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง ตอบสนองโลกโซเชียลได้อย่างเพียงพอ ขณะที่การออกแบบแผงหน้าปัดและมาตรวัดต่างๆจะมีลูกเล่นความล้ำสมัย ด้วยจอแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ ในชุดมาตรวัดประกอบด้วย มาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์  มาตรวัดระดับเชื้อเพลิง และวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ตรงกลางด้านในมีมาตรวัดความเร็วแสดงผลเป็นตัวเลขดิจิตอลทันสมัย สามารถอ่านค่าการทำงานต่างๆได้ชัดเจน

ในโซนควบคุมเด่นที่พวงมาลัย 3 ก้านหุ้มหนังเดินด้ายแดงเพิ่มความสปอร์ต เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น ก้านด้านซ้ายติดตั้งปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง , ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ , ปุ่มควบคุมข้อมูลการขับขี่ และก้านด้านขวาติดตั้งปุ่มควบคุมระบบความปลอดภัยใหม่ๆทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และระบบช่วยเตือนรถให้อยู่ในช่องทางจราจร นอกจากนี้ยังมีออฟชั่นน่าสนใจที่รถยนต์ยุคใหม่ควรมี ทั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบกดปุ่ม พร้อมระบบสตาร์ทเครื่องยนต์เปิดเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท สามารถสั่งการได้จากระยะไกล , เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง , ติดตั้งกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ในจังหวะที่เกียร์ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง ช่วยเสริมความปลอดภัยในการถอยจอดได้มากทีเดียว

HONDA CIVIC TURBO RS ให้ความแรงจากเครื่องยนต์เบนซินบล็อกใหม่ภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม รองรับพลังงานทางเลือก E85 พื้นฐานเป็นแบบ 4 สูบ ขนาดความจุ 1.5 ลิตร 16 วาล์ว พร้อมระบบแปรผันวาล์ว Dual Valve Timing Control DOHC VTEC TURBO  ฉีดน้ำมันตรงแบบไดเร็คอินเจ็คชั่น  ท่อไอดีแบบตรงเพิ่มการอัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 173  แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุดแบบ flat torque  220 นิวตัน-เมตร 1700 -5500 รอบ/นาที   ซึ่งการนำเครื่องยนต์ขนาดเล็กมาใช้เป็นเทรนด์ของรถยนต์ยุคใหม่ที่นิยมในตลาดโลก ซึ่งเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลงแต่ก็ถูกพัฒนาให้มีความแรงพอๆ กับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร แถมด้วยความประหยัดที่คุ้มค่า ถ้าวิ่งทางไกลใช้ความเร็วคงที่ไม่สูงมาก ถือว่าทำได้ใกล้เคียงกับอีโคคาร์

ในการทดลองขับแบบใช้งานจริงครั้งนี้ ค่าเฉลี่ยความประหยัดที่ทำได้ค่อนข้างน่าสนใจ ช่วงเดินทางไกลความเร็วประมาณ 100-120 กม./ชม. ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 17-18 กม./ลิตร แต่ถ้าไม่รีบร้อนขับสบายๆชิลใช้ความเร็วประมาณ 80-90 กม./ชม. ตัวเลขความประหยัดไปแตะ 20 กม./ลิตร แบบสบายๆ ส่วนในเมืองช่วงรถติด หรือการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำเป็นส่วนใหญ่ตัวเลขแปรผันตามสถานการณ์บนท้องถนนอยู่ที่ประมาณ 10-12 กม./ลิตร

ทางด้านสมรรถนะความแรงนอกจากความเร้าใจจากเทอร์โบที่ช่วยกระตุ้นพลังได้อย่างทันใจ อีกสิ่งที่น่าชื่นชมคือระบบส่งกำลังจากชุดเกียร์ CVT ใหม่ สามารถรองรับเครื่องยนต์กำลังสูงๆ ได้ดีมีความเร็วที่สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ ทำให้ขับขี่ได้สนุกสนาน ตั้งแต่จังหวะออกตัว ไปจนถึงความเร็วปลายที่สามารถเร่งแซงได้อย่างอุ่นใจ หรือถ้าใครเป็นสายซิ่งนานๆทีอยากหยืดเส้นสายช่วงถนนโล่ง ด้วยการลากรอบสูงกระชากความเร็วแบบสุดๆก็เข้าโหมดเกียร์ S พร้อมจัดการเปลี่ยนเกียร์เองด้วย Paddle Shift ก็ช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจน้องๆรถสปอร์ต

การทดลองขับครั้งนี้เรายังมีโอกาสได้ทดลองเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ซึ่งระบบนี้จะเป็นการผสานการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในทุกสถานการณ์ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

เริ่มด้วยระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System - CMBS) เป็นระบบที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วของรถเมื่อมีรถคันข้างหน้า หรือคนเดินถนนอยู่ในระยะที่ไม่ปลอดภัย ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมถึงมีการสั่นเตือนของพวงมาลัยในกรณีที่มีรถสวนทาง หากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนองหรือในกรณีที่อยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกให้อัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

ต่อด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow - ACC with LSF) เป็นระบบช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติ โดยมีกล้องและเรดาร์ตรวจจับรถคันหน้า เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม โดยระยะห่างสามารถปรับตั้งได้ 4 ระดับที่ปุ่มบริเวณพวงมาลัย  และในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้า รวมถึงเบรกและหยุดตามรถคันหน้าอัตโนมัติ ระบบนี้เราได้ทดลองหลายๆช่วงความเร็ว ถือว่าใช้งานได้ดีสามารถเซ็ทให้ระบบทำงานตั้งแต่ช่วงความเร็วต่ำ 30 กม./ชม.ขึ้นไป โดยกดปุ่ม MAIN ที่ก้านพวงมาลัยด้านขวา บริเวณแผงหน้าปัดจะขึ้นคำว่า ACC แสดงว่าระบบพร้อมทำงานเมื่อเร่งความเร็วเกิน 30 กม./ชม.ขึ้นไปก็สามารถกดปุ่มคำว่า SET - ล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติให้ทำงานได้ทันที ถ้าอยากเพิ่มความเร็วตามสภาพเส้นทางก็สามารถกดปุ่ม RES+ ได้เลยโดยไม่ต้องกดคันเร่ง จุดสังเกตเมื่อระบบ ACC ทำงานสมบูรณ์ เรดาห์ตรวจจับรถคันหน้าได้จะมีรูปรถเป็นกราฟฟิกแสดงอยู่ด้านบนตัวเลขที่เราล็อคความเร็วไว้ และในกรณีที่ผู้ขับเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วเอง ACC จะตัดการทำงานชั่วคราวและจะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อความเร็วลดลงมาตามที่เราล็อคไว้ แต่ถ้าผู้ขับจำเป็นต้องเหยียบเบรครถเองระบบจะตัดการทำงานทันที ต้องกดล็อคความเร็วใหม่ให้ระบบกลับมาทำงานอีกครั้ง ระบบนี้ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในเรื่องความปลอดภัยจากการชนท้าย

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System - LKAS) ทำงานโดยใช้กล้องด้านหน้า ทำหน้าที่ตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ และระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อช่วยผู้ขับขี่ให้ควบคุมรถอยู่ภายในช่องทางปกติรวมทั้งช่วยลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่จากการขับขี่

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning - RDM with LDW) เป็นระบบที่ใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจรเช่นเดียวกัน หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย  และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัยเพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง หากรถยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางอย่างไร้การควบคุมจนอาจเกิดอุบัติเหตุ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อชะลอความเร็ว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร จากการทดลองระบบนี้ถือว่าทำงานได้ดี ถ้าเส้นการจราจรมีความชัดเจน บางช่วงผู้ขับแทบไม่ต้องจับพวงมาลัย ระบบจะดึงพวงมาลัยให้รถอยู่ในช่องทางจราจรตลอดเวลา พร้อมมีสัญลักษณ์ขึ้นเตือนที่แผงหน้าปัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ขับก็ต้องมีสมาธิในการควบคุมรถตลอดเวลา ระบบเป็นเพียงตัวช่วยเสริมเท่านั้น

นอกจากนี้ก็ยังมีระบบแสดงภาพในมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda Lane Watch) เมื่อผู้ขับเปิดให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายหรือกดปุ่มที่ปลายก้านไฟเลี้ยว จอบริเวณคอนโซนกลางจะแสดงภาพจากด้านข้างรถโดยอัตโนมัติ ที่มักจะเป็นมุมอับที่กระจกข้างอาจมองไม่เห็น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากรถที่แซงมาจากด้านข้างฝั่งซ้าย และรถรุ่นนี้ยังมาพร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam - AHB) เป็นระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทางหรือมีรถยนต์ด้านหน้า

นอกเหนือจากติดตั้งระบบความปลอดภัยยุคใหม่ Honda SENSING ซีดานระดับท็อปรุ่นนี้ ยังให้ความอุ่นใจในทุกการขับขี่ ทั้งในเชิงปกป้องและป้องกัน ไล่ตั้งแต่ การติดตั้งถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้า i-Side Airbag และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags , เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง ปรับระดับสูง-ต่ำได้ และเข็มขัดนิรภัยด้านหลังแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง , ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) , ระบบ Auto Brake Hold , ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) , ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD) โดยระบบป้องกันล้อล็อกจะช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกในระหว่างที่มีการเบรกกะทันหัน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถและหักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวาง ขณะที่ระบบกระจายแรงเบรกถูกควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ให้ความสมดุลกับน้ำหนักบรรทุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก , ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ช่วยป้องกันการลื่นไถล และให้ความมั่นใจในระหว่างการขับ การเลี้ยว หรือการหยุด และให้การทรงตัวที่ดีของรถยนต์ในทุกทิศทาง , ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) เมื่อรถยนต์จอดอยู่บนทางลาดชัน ระบบจะทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก และติดตั้งสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ทำงานทันทีเมื่อมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลังป้องกันการถูกชนท้าย

สำหรับการทำตลาดในปัจจุบัน NEW HONDA CIVIC โมเดลนี้ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ รุ่น TURBO RS ราคา 1,219,000 บาท , รุ่น TURBO ราคา 1,104,000 บาท , รุ่น 1.8 EL ราคา 964,000 บาท และรุ่น 1.8 E ราคา 874,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะในรุ่น TURBO RS สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) และสีขาวแพลทินัม (มุก) ถ้าสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือลองของจริงด้วยตัวคุณเองได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ!

*ผู้สนับสนุนบทความทดลองขับรถใหม่ ประกันภัยรถยนต์ GoBear Thailand

TEST DRIVE  By WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันเสาร์, 03 ตุลาคม 2563 03:09
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing