ตุลาคม 30, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว HONDA CR-V 2020 ปรับโฉม เพิ่มออฟชั่น เน้นขับสบาย สไตล์เอสยูวีหรูที่คุ้นเคย! | ทดลองขับ Drivingplace Featured

By สิงหาคม 20, 2563 240

[ REVIEW ] NEW HONDA CR-V เจเนอเรชั่นที่ 5 ได้รับการปรับโฉมเป็นครั้งแรก พร้อมเปิดตัวทำตลาดในไทยเป็นประเทศแรกของภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ที่งานบางกอก มอเตอร์ โชว์ 2020 ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเน้นการปรับดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตหรูหรามากขึ้น พร้อมเสริมความพรีเมียมด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา และไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential และเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) แต่ติดตั้งมาให้อุ่นใจเฉพาะรุ่นท็อปเท่านั้น

การเปิดตัวทำตลาด ยังคงวางทางเลือกที่หลากหลาย เน้นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานทั้งรุ่นเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง และรุ่นเบาะ 2 แถว 5 ที่นั่ง พร้อมขุมพลังขับเคลื่อนมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ด้วยราคาเริ่มต้น 1,369,000 - 1,759,000 บาท

สำหรับแนวทางการพัฒนา HONDA CR-V รุ่นล่าสุดนี้ จะเน้นการยกระดับทั้งรูปลักษณ์ภายนอก และอัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงเอกลักษณ์ของ HONDA CR-V เช่นเดียวกับรุ่นเดิม โดยเฉพาะสไตล์ของรถเอสยูวีในเมืองที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ และที่สำคัญต้องขับขี่ได้อย่างคล่องตัวไม่ต่างจากรถเก๋ง

การทดลองขับครั้งนี้ เรามีโอกาสสัมผัสกับ NEW HONDA CR-V รุ่น 2.4 ES 4WD ห้องโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ราคา 1,529,000 บาท จัดว่าราคาค่าตัวขยับขึ้นสูงกว่ารุ่นเดิม 30,000 บาท ซึ่งผมมองว่าคุ้มค่าพอสมควร เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้เพิ่มเติมเข้ามาทั้งการปรับอุปกรณ์ภายนอกใหม่ และเพิ่มออฟชั่นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)พร้อมระบบเปิด-ปิดแบบ One-Touch และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ที่ติดตั้งเพิ่มบริเวณคอนโซนกลางสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องเสียบต่อสายให้ยุ่งยาก แต่น่าเสียดายนิดหน่อยที่รุ่นนี้ยังไม่ได้ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง มาให้คงจะเป็นเพราะข้อจำกัดด้านราคาที่ไม่อยากขยับเพิ่มสูงเกินไป

รูปลักษณ์ภายนอกของ HONDA CR-V รุ่น 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตัวถังยังคงเน้นความบึกบึน ในสไตล์เอสยูวีแท้ๆพร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งแบบสปอร์ต และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องให้ลุยได้มากขึ้น อีกทั้งยังออกแบบซุ้มล้อให้กว้าง และขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น มีส่วนช่วยเพิ่มความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลัง เอื้อประโยชน์ให้ห้องโดยสารกว้างนั่งสบาย และบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น โดยรุ่นปรับโฉมใหม่นอกจากความโดดเด่นของหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) มุมมองด้านหน้าเสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าใหม่สีดำแบบ Gloss Black พร้อมแถบโครเมี่ยนเพิ่มความหรู และปรับดีไซน์กันชนหน้า-หลังพร้อมตกแต่งลูกเล่นโครเมี่ยม เพิ่มความทันสมัยดูสะดุดตามากขึ้น  ขณะที่ชุดไฟหน้าเป็นแบบ FULL LED ทำการออกแบบไฟเลี้ยวใหม่ในกรอบเดียวกันเป็นแบบ LED Sequential ลักษณะเป็นเส้นวิ่งมองเห็นได้เด่นชัด พร้อมด้วยไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟตัดหมอกบริเวณกันชนก็เป็นแบบ LED เช่นเดียวกัน

ส่วนชุดไฟท้ายใหม่เป็นแบบ FULL LED รมดำดูเข้มรับกับใบหน้า พร้อมไฟเลี้ยวที่ออกแบบเป็นเส้นวิ่งขนานไปกับแนวเสาหลังทั้ง 2 ด้าน และฝากระโปรงท้ายยังตกแต่งใหม่ด้วยแถบโครเมียมรมดำดูเข้าชุดกันได้ดี นอกจากนี้ในรุ่นปรับโฉมก็ขาดไม่ได้กับการติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ออกแนวหรู ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 235 /60R/18

ภายในห้องโดยสารยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิม ที่โดดเด่นด้วยความกว้างขวาง หรูหรา สะดวกสบาย แผงคอนโซลมีขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยลายไม้ และวัสดุสีดำ Piano Black ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย อาทิ อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) กระจกมองข้างแบบพับเก็บอัตโนมัติ (ควบคุมด้วยรีโมท) , ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat) เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง , กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Rear View Mirror) , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา i-Dual Zone และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวสอง ส่วนภาคบันเทิงเด่นที่เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออันล้ำสมัย อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วแบบเดิม Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ระบบสั่งการด้วยเสียง Siri ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ และมาพร้อมนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)

นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ช่วยตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ผ่านการควบคุมพวงมาลัยและแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT พร้อมการสั่นเตือนที่พวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับมีสมาธิในการขับขี่ตลอดเวลา

โซนควบคุมแผงหน้าปัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ควบคุมทุกการสั่งงานได้อย่างง่ายดายผ่านพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน ระบบมัลติฟังก์ชันพร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ รวมถึงการตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และการใช้งานที่สะดวกสบาย ด้วยฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) และควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท และปรับระดับความสูงของการเปิดฝากระโปรงท้ายได้ตามต้องการ และเบาะนั่งแบบ 2 แถว สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับผู้โดยสาร และการบรรทุกสัมภาระได้อย่างหลากหลาย

สมรรถนะการขับเคลื่อนในรุ่น 2.4 ES 4WD มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินที่คุ้นเคย เป็นแบบ 4 สูบ ขนาดความจุ 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ให้กำลังสูงถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือกได้ถึง E85

โดยรวมสมรรถนะการขับขี่จัดอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งาน กำลังของเครื่องยนต์รองรับตัวถังขนาดใหญ่ได้สบาย อัตราเร่งช่วงออกตัวมีความกระฉับกระเฉงพอตัว แม้จะใช้รอบค่อนข้างสูงในการเร่งความเร็วแบบกระทันหันไปบ้างก็อยู่ในระดับที่รับได้ ส่วนช่วงความเร็วลอยตัว หรือช่วงความเร็วสูง ถือเป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์รุ่นนี้ เพราะสามารถเร่งได้แรง ไปได้เร็ว ทันใจมากทีเดียว แต่ทั้งนี้ผู้ขับก็ต้องรู้จักจังหวะการเติมคันเร่งอย่างเหมาะสมกับลักษณะนิสัยของเกียร์ CVT ถ้ากดคันเร่งหนักๆโดยไม่จำเป็นก็ต้องทำใจกับรอบที่พุ่งสูงพร้อมเสียงคำรามของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น แค่เติมคันเร่งพอดีๆ ความเร็วก็พุ่งทะยานได้อย่างทันใจรองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาพการขับขี่

ระบบช่วงล่างก็ยังคงใช้พื้นฐานเดิม ด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบมัลติลิงค์ อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง  การควบคุมรถผ่านสภาพเส้นทางหลากหลายรูปแบบ จุดเด่นของช่วงล่างยังคงเป็นเรื่องความนุ่มนวล คนขับเพลิน คนนั่งก็สบาย ไม่เด้งหรือแข็งกระด้าง ตรงนี้ถือเป็นข้อดีที่เหนือกว่ารถอเนกประสงค์แบบ PPV ที่มีระดับราคาใกล้เคียงกัน ส่วนการทรงตัวช่วงความเร็วสูง ถือว่าใช้ได้ ตัวรถนิ่ง ยังควบคุมได้อย่างมั่นใจ  แต่ช่วงเข้าโค้งด้วยความเร็วอาจมีอาการโยนตัวบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ ตัวรถยังไม่ถึงกับเสียการทรงตัว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นข้อดีของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบเรียลไทม์ (REAL TIME) ที่จะเปลี่ยนเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ เมื่อเติมคันเร่งต่อเนื่อง และล้อหน้าเกิดการลื่นไถล ระบบจะส่งกำลังไปยังล้อคู่หลังช่วยเพิ่มสมรรถนะการทรงตัวโดยที่ผู้ขับไม่รู้ตัว ขณะที่จังหวะเบรก หรือชะลอความเร็ว ระบบเบรคเป็นดิส์กทั้ง 4 ล้อ ต้องบอกว่าเอาอยู่ทุกจังหวะความเร็ว เบรคค่อนข้างจับไว ถ้ายังไม่คุ้นเคย ช่วงขับในเมืองลงน้ำหนักเท้ามากเกินไปเบรคจับไวจนหน้าทิ่มตรงนี้ต้องอาศัยความคุ้นเคย แต่ช่วงออกนอกเมืองใช้ความเร็วสูงการเซ็ทเบรคลักษณะนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม สามารถสกัดความเร็วได้อย่างมั่นใจ

การทดลองขับครั้งนี้ เรายังได้ลองวัดผลอัตราสิ้นเปลืองหลายๆช่วงการเดินทาง ทั้งการขับขี่ใช้งานทั่วๆไปในเมืองด้วยความเร็วต่ำสลับรถติดบางช่วงค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9-11 กม./ลิตร และช่วงเดินทางด้วยความเร็วนอกเมืองประมาณ 100-120 กม/ชม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยแสดงบนหน้าปัดทำได้ 13 - 15 กม./ลิตร ถือว่าความประหยัดอยู่ในมาตรฐานที่รับได้เมื่อเทียบกับขนาดตัวถังที่ใหญ่โตแบบเอสยูวีแท้ๆ พร้อมเครื่องยนต์เบนซินที่มีขนาดใหญ่ และแรงถึง 173 แรงม้า !!

การทำตลาด NEW HONDA CR-V 2020 ไมเนอร์เชนจ์ มีให้เลือก 5 รุ่นย่อย!

- รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 S ราคา 1,369,000 บาท

- รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 E ราคา 1,419,000 บาท

- รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ES 4WD ราคา 1,529,000 บาท

- รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 EL 4WD ราคา 1,579,000 บาท

- รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล DT-EL 4WD ราคา 1,759,000 บาท

TEST DRIVE: WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(3 votes)
Last modified on วันพฤหัสบดี, 20 สิงหาคม 2563 16:48
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing