สิงหาคม 10, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ MG ZS X+ไมเนอร์เชนจ์ เปลี่ยนเกียร์ซีวีที มีดีที่ออฟชั่น | ทดสอบรถ 2020 Drivingplace Featured

By กรกฎาคม 02, 2563 114

[ รีวิวรถยนต์ ] บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มบุกเบิกตลาดรถยนต์ซับคอมแพคท์เอสยูวี NEW MG ZS ในปี 2560 ด้วยแนวคิดที่ต้องการพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ หรือ สมาร์ทคาร์ โดยสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ในเมืองไทยด้วยการติดตั้งระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ระบบเดียวในโลกที่รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมการดีไซน์รูปลักษณ์ที่ล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้รถยนต์รุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 30,000 คัน ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี

ก้าวเข้าสู่ปี 2563 ก็ถึงเวลาที่ MG ZS จะได้รับการปรับโฉมใหม่ตามกลไกตลาด ซึ่งค่ายเอ็มจี ทำการปรับโฉม หรือไมเนอร์เชนจ์เป็นครั้งแรกแบบจัดเต็มทั้งรูปลักษณ์ และสมรรถนะการขับเคลื่อน รวมถึงอัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบจัดเต็มเรียกว่าให้ของมากที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภายใต้คอนเซ็ปต์ “SMART UP” กับภาพลักษณ์ของการเป็น สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน เน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกด้านตามความต้องการของผู้ขับขี่ยุคใหม่

การปรับโฉมครั้งนี้ เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ดีไซน์ใหม่ของด้านหน้า และท้ายรถที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยมากขึ้น  ส่วนสมรรถนะยังคงใช้เครื่องยนต์บล็อคเดิมแต่เปลี่ยนระบบเกียร์อัตโนมัติมาเป็นแบบ CVT 8 สปีด ใหม่ ซึ่งให้การตอบสนองต่อการขับขี่ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Emergency Call ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อถุงลมนิรภัยในรถทำงาน ด้วยการโทรและส่งข้อความ  ระบุพิกัดรถไปยังเบอร์โทรที่ได้มีการตั้งค่าไว้ เพิ่มโอกาสการรับความช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉิน รวมทั้งการเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ในเมืองด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 360 องศา (Around View Monitor)

NEW MG ZS รุ่นปรับโฉม นอกจากนิยามใหม่ SMART UP สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน ในแง่ของการขับขี่ก็ยังคงยึดมั่นในแนวคิด BRIT DYNAMIC ให้ความสปอร์ต หรูหรา ตามแบบฉบับยนตรกรรมอังกฤษที่โดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะ (PERFORMANCE) การควบคุม (HANDLING)  การออกแบบ (DESIGN) ความสะดวกสบาย (COMFORT) และความปลอดภัย (SAFETY) โดยอัพเกรดให้ดีขึ้นทุกด้านเพื่อตอบสนองตามความต้องการของนักขับชาวไทย

รูปลักษณ์ภายนอก ในรุ่นปรับโฉมโดดเด่นด้วยกระจังหน้า และกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และการออกแบบเส้นสายด้านข้างแบบ British Shoulder Line ด้วยความโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี   เพิ่มความสมาร์ทด้วยไฟหน้าแบบ LED Projector ที่ควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHT) ขณะที่ด้านท้ายรถดูโดดเด่นยิ่งขึ้นจากชุดไฟท้ายใหม่แบบ LED สีสันสดใส รวมไปถึงการเสริมความลงตัวให้กับรูปลักษณ์ด้วยล้ออัลลอยด์ลายใหม่แบบทูโทนขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น X+ ที่เราทดลองขับในครั้งนี้

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ผสานความหรูหรา และสปอร์ตด้วยสีทูโทน และการใช้วัสดุ SOFT TOUCH บริเวณแผงแดชบอร์ดด้านบนจากรุ่นเดิมสีน้ำตาล เปลี่ยนเป็นสีดำเพื่อลดแสงสะท้อน สบายตามากขึ้นเมื่อขับขี่เวลากลางวัน ส่วนอุปกรณ์อื่นๆที่น่าสนใจก็มีทั้งพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ก้านด้านขวาเป็นสวิทซ์ควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานของแผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่เป็นจอขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi-Function Display) และก้านด้านซ้ายติดตั้งสวิทซ์ควบคุมเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย บริเวณคอนโซลกลางมาพร้อมหน้าจอ touch screen ขนาดใหญ่ 10 นิ้ว ดูคล้ายกับแท็บเล็ต รองรับภาคบันเทิงไว้อย่างครบถ้วน ทั้งการเชื่อมต่อโลกออนไลน์ฟังเพลงได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และสตรีมมิ่ง ระบบค้นหาร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ระบบนำทาง และรายงานการจราจรแบบ Real Time รวมทั้งการอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างทันเหตุการณ์ และความสามารถในการเชื่อมต่อระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay และระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดียกับสมาร์ทโฟนระบบ Android พร้อมติดตั้งช่องเชื่อมต่อ USB มากถึง 5 จุด คอนโซลกลางด้านหน้า 2 จุด สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 จุด และบริเวณข้างกระจกมองหลัง 1 จุดเหมาะสำหรับติดตั้งกล้องติดรถยนต์ด้านหน้าช่วยให้สายไฟไม่เกะกะสายตา

เมื่อเชื่อมต่อรถยนต์กับสมาร์ทโฟน ผ่าน MG Mobile Application Smart Check ยังช่วยเสริมความอุ่นใจในการใช้งาน สามารถตรวจสอบสถานะรถยนต์ และเตือนเมื่อมีสถานะผิดปกติ สั่งการล็อคหรือปลดล็อคประตูรถได้จากระยะไกล ค้นหารถด้วยระบบ Find My Car ช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน Application บนมือถือได้อย่างสะดวกสบาย

NEW MG ZS ยังทำการอัพเกรดระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลควบคุมการทำงานจากจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้วได้ง่าย แต่ไม่สามารถบอกอุณหภูมิเป็นตัวเลขได้ต้องประเมิณเองจากแถบกราฟิค พร้อมเพิ่มระบบกรองอากาศเพื่อกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ในด้านความสะดวกสบาย มาพร้อมเบาะนั่งมีขนาดใหญ่แบบทูโทน เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมเพิ่มที่พักแขนด้านหน้า รวมไปถึงระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม Push Start และรุ่นท็อป X+ ยังคงความเลิศหรูเกินหน้าคู่แข่งด้วยหลังคาซันรูฟขนาดใหญ่แบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) ควบคุมการเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ช่วยให้การขับขี่ยามเย็น หรือกลางคืนมีความผ่อนคลาย แต่กลางวันแดดจัดก็จะร้อนกว่าหลังคาแบบปกติสักหน่อย ถ้าติดฟิล์มหนาๆก็จะช่วยได้เยอะ และโชคดีที่ระบบปรับอากาศสามารถทำความเย็นได้ดีจึงไม่นับเป็นปัญหาในการขับขี่

 

NEW MG ZS รุ่นล่าสุด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินพื้นฐานเดิมขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุดเท่าเดิม 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ใหม่ 8 สปีด แทนที่เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ในรุ่นเดิม

จากการปรับเปลี่ยนมาใช้เกียร์ซีวีทีใหม่ เมื่อเทียบกับเกียร์อัตโนมัติทอร์คคอนเวอร์เตอร์แบบเดิม ใน MG ZS รุ่นใหม่จะเด่นกว่าที่ความนุ่มนวล ราบเรียบ ขับสบายมากขึ้น และการขับขี่เดินทางแต่ละช่วงความเร็วจะมีรอบการทำงานที่ต่ำลง  จากเดิมความเร็ว 100 กม./ชม. รอบการทำงานอยู่ที่ 2,500 รอบ/นาที  ความเร็ว 120 กม./ชม.อยู่ที่ 3,000 รอบ/นาที เมื่อเทียบกับเกียร์ซีวิทีใหม่แบบ 8 สปีด ความเร็ว 100 กม./ชม.ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,800 รอบ/นาที และความเร็ว 120 กม./ชม.อยู่ที่ 2,100 รอบ/นาที ซึ่งรอบเครื่องที่ลดต่ำลงทุกช่วงความเร็วมีผลดีทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ผ่อนคลายการทำงานลง และให้อัตราสิ้นเปลืองโดยรวมที่ดีขึ้น จากเดิมความเร็ว 100-120 กม./ชม.กินน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 14-15 กม./ลิตร ถ้าเป็นรุ่นใหม่เกียร์ใหม่จะวิ่งได้ระยะทางมากขึ้นเฉลี่ย 16 -18 กม./ลิตร

เมื่อเครื่องยนต์เดิมจับคู่กับเกียร์ซีวีทีใหม่ ยังส่งผลดีขึ้นเล็กน้อยในด้านสมรรถนะความแรงทั้งจังหวะออกตัวที่เร่งได้ดีขึ้นแบบเนียนๆ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม ทดลองแบบกดคันเร่งจมทันทีจากจุดหยุดนิ่งทำได้ประมาณ 16 วินาที ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมประมาณ 2 วินาที และการเร่งแซงในเมืองตั้งแต่ช่วงความเร็วต่ำ 60 กม./ชม.ขึ้นไปทำได้ดีขึ้น เร่งได้แรง ไปแบบเนียนๆ ราบเรียบตามสไตล์เกียร์ซีวีที รวมถึงช่วงออกนอกเมืองความเร็วสูงขึ้นมาหน่อยก็ยังวางใจได้ ช่วงความเร็วที่ใช้งานกันบ่อย 90-120 กม./ชม.ลองจับเวลาทำได้ประมาณ 10-11 วินาที ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน

ทางด้านการควบคุมรถใน MG ZS รุ่นนี้ ยังสามารถปรับน้ำหนักพวงมาลัยได้ถึง 3 โหมด ง่ายๆที่หน้าจอหลักบนคอนโซนกลาง โดยเลือกได้ทั้งแบบเบา โหมด City เหมาะกับผู้หญิงสำหรับการขับขี่ในเมือง , แบบมาตรฐาน โหมด Standard สำหรับการขับขี่ทั่วไป และแบบมั่นคง โหมด Sport สำหรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตเหมาะกับผู้ชาย รวมถึงผู้หญิงที่ชอบขับรถเร็ว ซึ่งการขับขี่ในแต่ละโหมดจะให้ความรู้สึกในการควบคุมรถต่างกันพอสมควร ถ้าปรับแบบเบาเหมือนระยะฟรีพวงมาลัยจะเยอะส่วนตัวผมว่าเบาไปหน่อย แบบมาตรฐานพวงมาลัยก็จะนิ่งขึ้นระยะฟรีในการบังคับเลี้ยวน้อยลงพอรับได้ และแบบหนักอันนี้ชอบสุด พวงมาลัยตึงมือมากขึ้นแทบไม่มีระยะฟรี บังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ และให้น้ำหนักพวงมาลัยกำลังดีไม่เบา หรือหนักจนเกินไป

ส่วนช่วงล่างยังคงความดีงามตามแบบฉบับ EURO TUNING SUSPENSION ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม การปรับจูนจะมุ่งเน้นให้ใกล้เคียงรถยุโรปมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การยึดเกาะถนนโดยรวมถือว่าใช้ได้ ให้อารมณ์หนึบไม่เด้ง พร้อมความนุ่มนวลพอดีๆ จัดว่าขับสบายตามสไตล์รถครอบครัว และยังให้ความมั่นใจด้วยระบบเบรกแบบดิสก์ทั้ง 4 ล้อ น้ำหนักในการเบรกพอดีๆ หยุดรถได้ตามสั่งทุกช่วงความเร็ว

NEW MG ZS ยังถือเป็นยนตรกรรมที่ให้ความปลอดภัยสูง ทั้งการใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF  (Full Space Frame) พร้อมอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM  ที่จะทำงานผสานกันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ประกอบด้วย ระบบป้องกันการไหลของรถ AVH (Auto Vehicle Hold) , ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System) , ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution) , ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) , ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) , ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) , ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) , ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) , ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control System) , ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) , ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) และระบบจำกัดความเร็ว ASL (Active Speed Limit)

นอกจากนี้ NEW MG ZS ยังมาพร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) และระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor) พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างรวม 6 จุด และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

การทำตลาด NEW MG ZS  มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย เริ่มจาก รุ่น C+ ราคา 689,000 บาท , D+ ราคา 739,000 บาท และรุ่นท็อป X+ ราคา 799,000 บาท  ช่วงประเดิมตลาดมาพร้อมโปรโมชั่น และแคมเปญพิเศษ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า  ในสถานการณ์ COVID-19 ถ้าสนใจลองสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีทั่วประเทศ

TEST DRIVE : WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันศุกร์, 03 กรกฎาคม 2563 21:49
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing