สิงหาคม 10, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ NISSAN KICKS e-POWER ท้าความแรงจากพลังงานไฟฟ้า ผ่านการขับขี่เต็มสมรรถนะ @ปทุมธานี สปีดเวย์ | ทดสอบรถ Drivingplace Featured

By กรกฎาคม 01, 2563 124

[ รีวิวรถยนต์ ] NISSAN KICKS e-POWER 2020 รถครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุด มาพร้อมเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ( e-POWER ) ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอก แต่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตพลังงานไฟฟ้าป้อนเข้าสู่มอเตอร์เพื่อใช้ขับเคลื่อนจึงต่างจากรถยนต์พลังไฟฟ้า 100% แท้ๆ หรือรถยนต์ไฮบริด ที่คนไทยคุ้นเคยมาก่อนหน้านี้

สำหรับการทดลองขับครั้งแรก นิสสัน ประเทศไทย ได้เชิญสื่อมวลชนร่วมทำความรู้จัก และทดสอบสมรรถนะเต็มรูปแบบของ NISSAN KICKS e-POWER บนสนามแข่งรถปทุมธานี สปีดเวย์ โดยเน้นลองของสมรรถนะความแรงจากพลังงานไฟฟ้า สมรรถนะการทรงตัว ฟิลลิ่งการควบคุมรถ ภายใต้โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย บนสนามจำลองรูปแบบต่างๆ ทั้งการเลนเชนจ์ สลาลอม และการขับขี่แบบเรซซิ่งผ่านโค้งต่างๆเต็มรอบสนาม เรียกว่าได้สัมผัสกับรถครอสโอเวอร์พลังงานทางเลือกใหม่รุ่นนี้กันอย่างเต็มที่

เริ่มทำความรู้จักเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ (e-POWER) หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนของ NISSAN KICKS  ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบอย่าง นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้า 100% มาผสมผสานการทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็ก 1.2 ลิตร ที่ใช้เป็นแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่มอเตอร์ และชาร์จสู่แบตเตอรี่ ลดความกังวลใจในเรื่องของการชาร์จพลังงานไฟฟ้าจากภายนอก ในขณะพละกำลังในการขับขี่ก็จะให้สมรรถนะเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100%

เทคโนโลยี e-POWER เป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ โดยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่กำลังสูงจะถูกส่งไปยังระบบขับเคลื่อนขนาดกะทัดรัด ซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) อินเวอร์เตอร์ (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้า (electric motor) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion battery) แตกต่างจากระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดทั่วๆไป ที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะมีกำลังไม่สูงมาก และจะทำงานคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อการขับเคลื่อนในขณะพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือน้อย (หรือรวมถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง) อย่างไรก็ตามในระบบ e-POWER เครื่องยนต์สันดาปภายในไม่ได้ถูกเชื่อมต่อกับล้อขับเคลื่อน ทำหน้าที่เพียงให้กำเนิดพลังงานไฟฟ้าสู่แบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์ ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% คือ ระบบ e-POWER ได้รับพลังงานไฟฟ้าจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่ใช่จากแบตเตอรี่ที่ต้องมีการชาร์จจากแหล่งพลังงานภายนอก

โดยทั่วไปโครงสร้างของระบบไฟฟ้าจะมีมอเตอร์ และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เนื่องจากมอเตอร์เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงที่ใช้ในการขับเคลื่อน และข้อจำกัดนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในการติดตั้งระบบนี้ในรถยนต์ขนาดคอมแพ็ค นิสสันจึงได้พัฒนาวิธีการลดขนาดและน้ำหนัก รวมทั้งพัฒนาวิธีการควบคุมมอเตอร์ให้ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานทำให้ e-POWER ใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังให้ประสิทธิภาพการขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ อย่างเช่น นิสสัน ลีฟ

เครื่องยนต์สันดาปภายในของระบบ e-POWER มีหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้า ทำให้ระยะในการเปิดและปิดลิ้นปีกผีเสื้อไม่สูงมาก เครื่องยนต์จึงสามารถทำงานได้ในสภาพที่ค่อนข้างเหมาะสมตลอดเวลา ส่งผลให้เครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างดีเยี่ยม (คาดว่าประหยัดกว่าอีโคคาร์ และรถยนต์ไฮบริด) และในโหมดการขับขี่เฉพาะของระบบ e-POWER ผู้ขับขี่จะได้รับประสบการณ์การแบบใหม่ล่าสุดผ่านเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ หรือ วัน-เพดัล (One-Pedal) ที่ผู้ขับสามารถเร่ง ลดความเร็วลง และหยุดรถ โดยใช้เพียงคันเร่งเดียว ช่วยลดความจำเป็นในการขยับเท้าเพื่อมาเหยียบแป้นเบรก คล้ายๆกับเครื่องยนต์ที่มีเอนจิ้นเบรคหนักๆมาช่วยชะลอความเร็วตลอดเวลาเมื่อยกคันเร่ง

สำหรับแหล่งผลิตพลังงานของเทคโนโลยี e-POWER จะใช้เครื่องยนต์ HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) 12 วาล์ว 3 สูบ ทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และยังมีส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่สำคัญ ๆ อาทิ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ EM57 ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (PS) มีแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร (Nm) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) มีจำนวน 4 โมดูล เทคโนโลยีนี้จะเน้นการเร่งความเร็วที่ราบรื่น การขับขี่ที่เงียบ และการประหยัดน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูง

การทดลองขับ NISSAN KICKS e-POWER เป็นครั้งแรกจะเน้นการขับขี่ผ่านสถานีต่างๆ ด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ซึ่งมีให้เลือกใช้งานทั้ง EV mode , S mode , Eco mode และ Normal mode รวมถึงการทดลองหยุด หรือชะลอความเร็วด้วยการยกคันเร่งจาก One-Pedal เช่นเดียวกับการเบรกในรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่ว ๆ ไป ซึ่ง One-Pedal จะทำงานในโหมด S mode หรือ Smart mode และ Eco Mode โดยจะช่วยลดความเร็วทันทีเมื่อยกคันเร่ง ขณะมอเตอร์หยุดทำงาน ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีในการขับผ่านสถานีต่างๆทั้งเลนเชนจ์ และการขับเข้าโค้งด้วยความเร็ว โดยที่ผู้ขับไม่ต้องแตะเบรก ทำการขับขี่มีความคล่องตัว ควบคุมรถง่ายแบบไหลลื่น ไม่ต้องละเท้าจากคันเร่ง จึงสามารถส่งต่อความเร็วจากการหักเลี้ยวได้ทันที ขณะเดียวกันก็ลองเปรียบเทียบกับการใช้ Normal mode เกียร์ D ปกติ One-Pedal จะไม่ทำงานเมื่อเร่งความเร็วไปเต็มที่ ก่อนเปลี่ยนเลน หรือเข้าโค้งก็ต้องแตะเบรคช่วยเพื่อรักษาความเร็วที่เหมาะทำให้ควบคุมรถผ่านสถานการณ์ต่างๆไปได้อย่างปลอดภัยไม่ชนกรวยยาง หรือหลุดออกนอกโค้ง

ส่วน EV mode เราไม่ได้ทดลองเพราะโหมดนี้เน้นใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อน 100% โดยที่เครื่องยนต์ไม่ติดเพื่อชาร์จไฟ สามารถกดสวิทซ์บริเวณด้านหน้าคันเกียร์เลือกใช้งานได้ขณะที่ปริมาณไฟฟ้าชาร์จสะสมในแบตเตอรี่ต้องมีมากกว่า 40 % (ถ้าต่ำกว่า 40%เครื่องยนต์จะติดเพื่อชาร์จไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบจะชาร์จไฟได้สูงสุด 95% ภายในเวลาประมาณ 5-10 นาที ) ระบบ EV mode จึงน่าจะเหมาะกับการขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำ หรือช่วงรถติด ไม่ใช้คันเร่งหนักจะทำให้ประหยัดน้ำมันได้มาก ไม่เหมาะกับการกดคันเร่งเต็มๆ แบบการทดสอบในสนามเพราะเครื่องยนต์จะติดและดับตลอดเวลาเพื่อส่งพลังงาน ผ่านอินเวอร์เตอร์ไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนลงสู่ล้อทันที พร้อมกับชาร์จไฟไปเก็บในแบตเตอรี่ทุกครั้งเมื่อยกคันเร่ง

ในสนามเรายังได้ทดลองสามรรถนะความแรงของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเต็มกำลัง ด้วยการลองอัตราเร่งเปรียบเทียบกันผ่าน 3 โหมดหลัก คือ Normal mode , Eco mode และ S mode โดยอัตราเร่งในทุกโหมดทำได้ดี ให้ความรวดเร็ว ว่องไว เนียนๆดึงๆแบบรถไฟฟ้าแท้ๆ แต่ที่ขัดใจคือเสียงเครื่องยนต์จะติดขึ้นทันทีเมื่อกดคันหนักจึงไม่เงียบสงบเมื่อรถไฟฟ้า 100% โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในทุกโหมดทำได้ใกล้เคียงกันประมาณ 9-10 วินาที ส่วนการขับขี่ด้วยความเร็วบนแทร็กโหมด S mode หรือ Smart mode จะให้อารมณ์การขับขี่สนุกที่สุด ทั้งจากการเร่งความเร็วก่อนเข้าและออกโค้ง สามารถเติมคันเร่งได้ทันใจกว่าโหมดอื่นพอสมควร

นอกจากนี้ในการควบคุมรถผ่านโค้งหลากหลายรูปแบบ NISSAN KICKS e-POWER ยังมีตัวช่วยในการขับขี่ที่ดี ทั้งจาก One-Pedal ช่วยชะลอความเร็วทันทีเมื่อยกคันเร่งก่อนเข้าโค้ง และถ้าลองเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินองศาของโค้ง ตัวรถมีอาการหน้าดื้อโค้ง หรือท้ายปัด ยังมีระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว หรือ ESP ที่ทำงานฉับไว แม่นยำ เข้ามาช่วยเบรกล้อที่ลื่นไถล จนแทบไม่ต้องแก้อาการของพวงมาลัยก็สามารถขับผ่านโค้งต่างๆ ในสนามแห่งนี้ได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัย

ในส่วนของรูปลักษณ์ของ NISSAN KICKS e-POWER เมื่อเจอตัวจริงต้องบอกว่าสวยกว่าในรูปเยอะ ภายใต้การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนิสสัน ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นทันสมัย ไล่ตั้งแต่กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้า และไฟท้ายแบบบูมเมอแรง หลังคาแบบลอยตัว (floating roof) พร้อมที่บังแดด (wrap-around visor) จากกระจกหน้าไปถึงกระจกข้าง เสาหลังคาท้ายถูกซ่อนพรางสายตาด้วยสีดำที่ผสมผสานเข้ากับกระจกประตูท้าย ในขณะที่หลังคาแบบลอยตัวที่ถูกขยายออก ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดทุกสายตา

ภายนอกยังให้ความโดดเด่นด้วยอุปกรณ์ที่น่าสนใจ ทั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบบูมเมอแรง LED Signature Light ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED รวมถึงการออกแบบใหม่เสริมให้ตัวรถดูปราดเปรียวกว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์แบบ“รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” ของนิสสัน

ภายในได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อรองรับแผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่ หน้าจออินโฟเทนเมนท์ (infotainment) พวงมาลัย และเบาะที่นั่งได้อย่างลงตัว ห้องโดยสารที่มีสไตล์ได้รับการออกแบบ และการปรับแต่งอย่างประณีต รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดด้วยลายเส้นของแนวปีกเครื่องร่อนหรือ Gliding Wing ที่เรียบง่าย และทันสมัย โดดเด่นด้วยจอสีแสดงผลบนหน้าปัดขนาด 7 นิ้ว ติดตั้งอยู่ภายในพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์เต็มรูปแบบ พร้อมตกแต่งลวดลายภายในแบบทูโทน สีดำและสีส้ม ซึ่งมีเฉพาะในรุ่น VL ส่วนการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) จัดการผ่านระบบข้อมูล และความบันเทิง Nissan Connect ระบบอินโฟเทนเมนท์ มาพร้อมหน้าจอสีระบบสัมผัสแบบ AIVI ขนาด 8 นิ้ว เพิ่มความทันสมัยด้วยการเชื่อมต่อสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง และความปลอดภัย ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว โดยผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วย Apple CarPlay (สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS)

พร้อมกันนี้ NISSAN KICKS e-POWER ยังมาพร้อม 14 เทคโนโลยีแบบจัดเต็มจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (NissanIntelligent Mobility)  อาทิ เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Intelligent Cruise Control) เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า (Intelligent Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉิน (Intelligent Emergency Braking) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning system) เทคโนโลยีเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีกระจกมองหลัง (Intelligent Rear View Mirror) ฯลฯ รวมถึงคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่จำเป็นในการขับขี่ ก็มีทั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (Anti-lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake Force Distribution System) ระบบเสริมแรงเบรก (Brake Assist) และติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เสริมความปลอดภัยในห้องโดยสารถึง 6 จุด

การทำตลาดในช่วงบุกเบิก ALL-NEW NISSAN KICKS e-POWER มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย

- 1.2 ลิตร รุ่น S ราคา 889,000 บาท

- 1.2 ลิตร รุ่น E ราคา 949,000 บาท

- 1.2 ลิตร รุ่น V ราคา 999,000 บาท

- 1.2 ลิตร รุ่น VL ราคา 1,049,000 บาท

NISSAN KICKS e-POWER ทุกรุ่น ยังให้ความมั่นใจในการใช้งาน ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เป็นเวลา 10 ปี และรับประกันระบบไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

โดยภาพรวมต้องถือว่าสมเหตุสมผล ทั้งระดับราคาค่าตัว และคุณภาพตัวรถในเบื้องต้นที่เราได้สัมผัสเป็นครั้งแรก สำหรับคนที่จดๆจ้องๆอยากใช้รถพลังไฟฟ้า แต่กลัวเรื่องการชาร์จไฟที่ยุ่งยาก NISSAN KICKS e-POWER ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความคุ้นเคย ก่อนก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างแท้จริงในอนาคต!!

TEST DRIVE : WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันพุธ, 01 กรกฎาคม 2563 13:17
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing