กรกฎาคม 07, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ HONDA CIVIC HATCHBACK TURBO RS 5 ประตู สายหล่อ แต่งซิ่งมาตั้งแต่เกิด! | ทดสอบรถ 2020 Drivingplace Featured

By มิถุนายน 02, 2563 115

[ รีวิวรถยนต์ ] HONDA CIVIC ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญของฮอนด้าที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์เมืองไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบัน HONDA CIVIC เดินทางไกลมาจนถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 ซึ่งมีให้เลือกทั้งตัวถังยอดนิยมแบบซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ที่เรามีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้ กับรุ่นท็อป HONDA CIVIC HATCHBACK 1.5 TURBO RS โมเดลปี 2020 ที่มีการอัพเกรดรูปลักษณ์ และออฟชั่นใหม่ๆ พร้อมเสริมความมั่นใจในการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)

HONDA CIVIC HATCHBACK โดยพื้นฐานจะใช้ตัวถังส่วนหน้า และมีระยะฐานล้อเดียวกันกับ CIVIC ซีดาน แต่ระยะตัวถังตั้งแต่เสากลาง หรือ B-Pillar ไปจนถึงด้านท้ายของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ โดยแนวเส้นหลังคาด้านท้ายจะมีความสูงมากกว่ารุ่นซีดาน เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายให้กว้างขวางขึ้น ในขณะที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านท้ายของตัวรถสั้นลงเพื่อให้อารมณ์ความสปอร์ตคล่องตัว นอกจากนี้ฝากระโปรงหน้ายังถูกปรับให้ลดต่ำลง และออกแบบให้เสากระจกบังลมหน้า หรือ A-Pillar บางขึ้น ช่วยลดปัญหาการบดบังทัศนวิสัยบริเวณด้านหน้าทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายยิ่งขึ้น

HONDA CIVIC HATCHBACK 1.5 TURBO RS โมเดลปี 2020 เน้นเพิ่มความสปอร์ตโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่ให้ความโฉบเฉี่ยวทั้งภายนอก และภายในห้องโดยสาร ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน ทั้งกระจังหน้าสีดำเงาโชว์โลโก้ RS และสิ่งที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมชัดเจนคือ กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ดูสปอร์ตทันสมัยมากขึ้น ซึ่งดูเข้าชุดกับรูปทรงของไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ขณะที่ด้านท้ายรถนอกจากรูปทรงแบบ 5 ประตู ที่เป็นเอกลักษณ์ในรุ่น HATCHBACK ยังโดดเด่นด้วยชุดไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED สีแดงสดที่สวยงามลงตัวรับกับตัวรถ มองต่ำลงมาโชว์ท่อไอเสียโครเมี่ยมคู่ตรงกลางชายกันชนแบบสปอร์ตเพิ่มความดุดัน และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบ 5 ก้านขนาด 17 นิ้ว สีทูโทน เรียกว่ารูปลักษณ์โดยรวมดูหล่อเข้ม ให้ความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวลงตัวมาจากโรงงาน แทบไม่ต้องแต่งเพิ่มเติมอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าอยากแตกต่างไม่เหมือนใครก็แค่หาล้อแม็กซิ่งญี่ปุ่นลายยอดฮิตมาใส่เท่านี้ก็หล่อไม่แพ้ใครบนท้องถนน

ภายในห้องโดยสารยังคงพื้นฐานการดีไซน์อุปกรณ์ต่างๆเช่นเดียวกับรุ่นเดิม เน้นความกว้างขวางสะดวกสบายใกล้เคียงซีดานหรู แต่ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียม ด้วยการตกแต่งเทรนด์สปอร์ตใหม่แบบ RS ด้วยเบาะหนังสีดำเดินด้ายสีแดง พร้อมกับการตกแต่งคอนโซลสีดำแบบ Piano Black และแผงหน้าปัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT รุ่นเดิมเป็นสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเพิ่มความเร้าใจ ซึ่งแผงหน้าปัดควบคุมการทำงานจากสวิทซ์ที่ก้านพวงมาลัยด้านซ้าย แสดงผลทั้งมาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ มาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง สถานะการทำงานของเทอร์โบ ซึ่งล้อมกรอบด้วยมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ พร้อมมาตรวัดความเร็วแสดงผลเป็นตัวเลขดิจิตอล ขณะที่พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านหุ้มหนังสีดำเดินด้ายสีแดงเพิ่มความเร้าใจ แป้นเหยียบคันเร่ง และเบรกแต่งโครเมี่ยมแบบสปอร์ต และด้านท้ายในโซนผู้โดยสารแม้ตัวถังจะดูสั้นกว่ารุ่นซีดาน แต่ก็ยังนั่งได้กว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่วางขาเพียงพอ แถมด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ เบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ช่วยเพิ่มพื้นที่ความจุในการเก็บสัมภาระได้อย่างหลากหลาย

ส่วนออฟชั่นอินเทรนด์ ก็สามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อมคอนโซลกลางออกแบบภายใต้แนวคิด “Tech Center” เปรียบเสมือนศูนย์กลางเทคโนโลยี สามารถแยกออกเป็น 2 ชั้น ด้านล่างติดตั้งช่องเชื่อมต่อ USB พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังมีออฟชั่นน่าสนใจที่รถยนต์ยุคใหม่ควรมี ทั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบกดปุ่ม พร้อมระบบสตาร์ทเครื่องยนต์เปิดเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท สามารถสั่งการได้จากระยะไกล , เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง และติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ในจังหวะที่เกียร์ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง ช่วยเสริมความปลอดภัยในการถอยจอดได้มากทีเดียว

ในโซนควบคุมเด่นที่พวงมาลัยทรงสปอร์ต 3 ก้าน พร้อมแพ็ทเดิ้ลชิฟ และระบบมัลติฟังก์ชั่น ที่สามารถสั่งการระบบต่างๆได้อย่างครบถ้วน โดยที่ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ก้านด้านซ้ายติดตั้งปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง , ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ , ปุ่มควบคุมข้อมูลการขับขี่ และก้านด้านขวาติดตั้งปุ่มควบคุมระบบความปลอดภัยยุคใหม่ ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และระบบช่วยเตือนรถให้อยู่ในช่องทางจราจร

HONDA CIVIC HATCHBACK 1.5 TURBO RS ท้าท้ายทุกความเร้าใจด้วยขุมพลัง ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-5,500 รอบต่อนาที พร้อมเทคโนโลยีไดเรคอินเจคชั่น (Direct Injection) ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแม่นยำยิงตรงสู่ห้องเผาไหม้ ให้สมรรถนะการขับขี่เทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

การส่งกำลังขับเคลื่อนทำได้ฉับไว และต่อเนื่องด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ยุคใหม่ ซึ่งชุดขับเคลื่อนทั้งหมดได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ที่สามารถรองรับกำลังในรอบสูงๆ ได้ดี มีความเร็วที่สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ ทำให้ขับขี่ได้สนุกสนาน ไหลลื่น ตั้งแต่จังหวะออกตัว ไปจนถึงความเร็วปลายที่สามารถเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ หรือถ้าใครเป็นสายซิ่งนานๆทีอยากหยืดเส้นสายช่วงถนนโล่งด้วยการลากรอบสูงกระชากความเร็วแบบสุดๆก็เข้าโหมดเกียร์ S พร้อมจัดการเปลี่ยนเกียร์เองด้วยแพ็ทเดิ้ลชิฟ ก็ให้ความสนุกเร้าใจ อารมณ์มาเต็มน้องๆรถสปอร์ต

สมรรถนะความแรง โดยภาพรวมก็ต้องบอกว่าให้อารมณ์เช่นเดียวกับรุ่นซีดานที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ บล็อคเดียวกัน โดยมีทั้งลูกหนักและลูกเบา คือถ้าจะเอาแรงแบบดึงกระชากก็มีให้เห็นตั้งแต่จังหวะออกตัว ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ภายในเวลา 9 วินาที รวมไปถึงการเร่งแซงที่ทันใจในช่วงความเร็วสูงก็วางใจได้ แต่ถ้าเป็นลูกเบาขับแบบเรื่อยๆใช้งานทั่วๆไป ความนุ่มนวลราบเรียบของเครื่องยนต์ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ขับสบายควบคุมง่าย เราลองขับใช้งานนอกเมืองที่ความเร็วประมาณ 80-100 กม./ชม รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 1,300-1,600 รอบ/นาที ตัวเลขความประหยัดหลังจากลองหลายๆครั้ง หลายๆสภาพเส้นทาง ค่าเฉลี่ยที่แสดงบนแผงหน้าปัดใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ18-20 กม./ลิตร (ขับแบบใช้คันเร่งเรื่อยๆตามจังหวะความเร็วไม่ได้กดคันเร่งคิกดาวน์หนักให้เทอร์โบทำงาน) ซึ่งการขับขี่ทางยาวๆด้วยความเร็วคงที่ถือว่าทำได้ใกล้เคียงกับอีโคคาร์ แต่ช่วงรถติดใช้ความเร็วต่ำในเมืองจะกินน้ำมันมากกว่าชัดเจนที่ระดับ 9-11 กม./ลิตร

ส่วนการควบคุมรถทั้งทางตรง และการขับเข้าโค้งรู้สึกได้ชัดเจนกับระบบพวงมาลัยที่เซ็ทน้ำหนักอย่างเหมาะสม พร้อมให้ความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวสูง สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวทั้งช่วงความเร็วต่ำ และการใช้ความเร็วสูงก็ยังให้ความมั่นใจ รวมไปถึงความหนึบของช่วงล่างจะให้อารมณ์แบบสปอร์ตเล็กๆ แข็งแต่ไม่กระด้าง เรียกว่าช่วงล่างปรับเซ็ทได้อย่างลงตัวเหมาะสมกับรถแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ที่ขับสบาย และซิ่งได้ไปพร้อมๆกัน

ในส่วนของเทคโนโลยีความปลอดภัยยุคใหม่ Honda SENSING ที่ติดตั้งเพิ่มเติมใน HONDA CIVIC HATCHBACK ซึ่งระบบนี้จะเป็นการผสานการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือน และช่วยควบคุมรถในทุกสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

Honda SENSING ประกอบด้วย ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow : ACC with LSF) , ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System : LKAS) , ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW) และติดตั้งระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam - AHB)

เริ่มการทดลองขับด้วยระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนน พร้อมระบบช่วยเบรก เป็นระบบที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วของรถเมื่อมีรถคันข้างหน้า หรือคนเดินถนนอยู่ในระยะที่ไม่ปลอดภัย ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลบนแผงหน้าปัด และส่งสัญญาณเสียงเตือน รวมถึงมีการสั่นเตือนของพวงมาลัยในกรณีที่มีรถสวนทาง ซึ่งหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนองหรือในกรณีที่อยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ระบบช่วยเบรกให้อัตโนมัติ จนผู้ขับตื่นตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ เป็นระบบช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติ โดยมีกล้องและเรดาร์ตรวจจับรถคันหน้า เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม โดยระยะห่างสามารถปรับตั้งได้ 4 ระดับที่ปุ่มบริเวณพวงมาลัย และในการขับขี่เมื่อรถคันหน้าลดความเร็ว รถเราก็จะลดความเร็วตาม เมื่อเพิ่มความเร็วก็จะเพิ่มตามแต่ไม่เกินความเร็วที่ตั้งไว้ ระบบนี้เราได้ทดลองหลายๆช่วงความเร็ว ถือว่าใช้งานได้ดีมากๆ สามารถเซ็ทให้ระบบทำงานตั้งแต่ช่วงความเร็วต่ำ 30 กม./ชม.ขึ้นไป โดยกดปุ่ม MAIN ที่ก้านพวงมาลัยด้านขวา บริเวณแผงหน้าปัดจะขึ้นคำว่า ACC แสดงว่าระบบพร้อมทำงานเมื่อเร่งความเร็วเกิน 30 กม./ชม.ขึ้นไปก็สามารถกดปุ่มคำว่า SET - ล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติให้ทำงานได้ทันที ถ้าอยากเพิ่มความเร็วตามสภาพเส้นทางก็สามารถกดปุ่มRES+ ได้เลยโดยไม่ต้องกดคันเร่ง จุดสังเกตเมื่อระบบ ACC ทำงานสมบูรณ์ เรดาห์ตรวจจับรถคันหน้าได้จะมีรูปรถเป็นกราฟฟิกแสดงอยู่ด้านบนตัวเลขที่เราล็อคความเร็วไว้ และในกรณีที่ผู้ขับเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วเอง ACC จะตัดการทำงานชั่วคราว และจะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อความเร็วลดลงมาตามที่เราล็อคไว้ แต่ถ้าผู้ขับจำเป็นต้องเหยียบเบรครถเองระบบจะตัดการทำงานทันที ต้องกดล็อคความเร็วใหม่ให้ระบบกลับมาทำงานอีกครั้ง ระบบนี้ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในเรื่องความปลอดภัยจากการชนท้าย

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ ทำงานโดยใช้กล้องด้านหน้า ทำหน้าที่ตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ และระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อช่วยผู้ขับขี่ให้ควบคุมรถอยู่ภายในช่องทางปกติรวมทั้งช่วยลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่จากการขับขี่

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ เป็นระบบที่ใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจรเช่นเดียวกัน หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัยเพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง หากรถยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางอย่างไร้การควบคุมจนอาจเกิดอุบัติเหตุ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อชะลอความเร็ว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร จากการทดลองระบบนี้ถือว่าทำงานได้ดี ถ้าเส้นการจราจรมีความชัดเจน บางช่วงผู้ขับแทบไม่ต้องจับพวงมาลัย ระบบจะดึงพวงมาลัยให้รถอยู่ในช่องทางจราจรตลอดเวลา พร้อมมีสัญลักษณ์ขึ้นเตือนที่แผงหน้าปัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ขับก็ต้องมีสมาธิในการควบคุมรถตลอดเวลา ระบบเป็นเพียงตัวช่วยเสริมเท่านั้น

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ เป็นระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทาง หรือมีรถยนต์ด้านหน้า ช่วยเสริมทัศนวิสัยยามค่ำคืนได้ดีขึ้น โดยที่ผู้ขับไม่ปรับไฟสูงเอง

นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยเพิ่มเติม ทั้งระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera ) ครบครันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น พร้อมด้วยนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เพื่อช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกการเดินทาง

สำหรับการทำตลาด HONDA CIVIC รุ่น HATCHBACK TURBO RS ปี 2020 เคาะราคา 1,229,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงแรลลี่ , สีขาวแพลทินัม (มุก) , สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) , สีดำคริสตัล (มุก) และสีใหม่ล่าสุดสีเทาโซนิค (มุก) สนใจลองของจริงด้วยตัวคุณเอง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

TEST DRIVE : WWW.DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันจันทร์, 15 มิถุนายน 2563 20:57
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing