กรกฎาคม 02, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ MERCEDES-BENZ E300e ซีดานหรู คู่ความแรง และประหยัดจากขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด! | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

By พฤษภาคม 20, 2563 150

[ รีวิว รถใหม่ 2020 ] MERCEDES-BENZ E-CLASS ถือเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการทำตลาดรถยนต์เมืองไทยมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ โดย E-CLASS รุ่นซีดานโมเดลล่าสุดที่ทำตลาดในเวลานี้ แบ่งเป็น 4 รุ่นย่อยหลัก คือ E 220 d Sport , E 300 e Avantgarde , E 300 e Exclusive และ E300e AMG Dynamic รุ่นท็อปสุดที่เรามีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้

MERCEDES-BENZ E 300 e AMG Dynamic มาพร้อมความโดดเด่นด้วยสมรรถนความแรงจากเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ผสานกับพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าถึง 60% และช่วยให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดเพิ่มมากขึ้นด้วย

การดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอก ให้ความหรูหรา ผสมผสานความสปอร์ตสไตล์ AMG ได้อย่างลงตัว ด้านหน้าสง่างามด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่สีเงินเสริมโครเมียม พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถัดมาเป็นชุดไฟหน้าสุดล้ำแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ซึ่งชุดไฟหน้าของรถรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีส่องสว่างขั้นสูง ประกอบด้วยหลอดไฟ LED ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มของแสง ช่วยให้ระบบไฟหน้าเข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ดี ขณะที่ไฟท้ายดูเรียบหรูรูปทรงรับกับความโค้งมนของตัวถังเป็นแบบ LED สีแดงสดเน้นการมองเห็นที่ชัดเจน นอกจากนี้ในรุ่น E 300 e AMG Dynamic ยังเพิ่มความหรูหราไฮโซ ด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟบานใหญ่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า และยังตกแต่งเสริมความพิเศษเฉพาะรุ่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 19 นิ้ว และด้านท้ายตกแต่งเร้าใจด้วยปลายท่อไอเสียโครเมียม 2 ท่อรับกับรูปทรงของชายกันชนได้อย่างกลมกลืน

ภายในห้องโดยสารให้ความหรูหรา ล้ำสมัย พร้อมความสะดวกสบาย ตามสไตล์ซีดานหรูยุคใหม่จากค่ายดาวสามแฉกได้อย่างสมบูรณ์แบบ บริเวณแผงแดชบอร์ดสุดล้ำด้วยจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital widescreen cockpit ระบบ Audio 20 GPS ขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อระหว่างแผงหน้าปัด TFT กับจอภาพหลักบนคอนโซลกลางเสมือนเป็นจอเดียวกัน โดยสามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยระบบ Touch pad บริเวณคอนโซนกลางระหว่างเบาะคู่หน้า พร้อมปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบริเวณก้านพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย โดยฝั่งซ้ายใช้ควบคุมจอคอนโซลกลาง และฝั่งขวาควบคุมชุดแผงหน้าปัด ซึ่งร่วมฟังก์งานทำงานที่หลากหลาย และสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic , Sport และ Progressive ส่วนการตกแต่งจุดอื่นที่น่าสนใจ ก็มีทั้งเบาะทรงสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง nappa เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าได้ละเอียดรองรับสรีระได้ดีทั้งแผ่นหลัง และช่วงต้นขา พร้อมกับ Memory Seat เบาะสามารถเลื่อนเข้าออกอัตโนมัติทำให้ขึ้น-ลงรถได้สะดวกเวลาสตาร์ท หรือดับเครื่องยนต์ และห้องโดยสารสามารถสร้างบรรยากาศความมีชีวิตชีวาด้วยโหมดปรับสีได้ถึง 64 สี นอกจากนี้รถรุ่นนี้ยังอัพเลเวลเรียบร้อย ด้วยบริการยุคใหม่ Mercedes me connect ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า กับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการได้อย่างง่ายดาย (ผมลองเล่นระบบต่างๆเผลอกดผิดครั้งหนึ่งคอลเซ็นเตอร์โทรกลับไวมาก 55)

MERCEDES-BENZ E300e AMG Dynamic ให้สมรรถนะการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี ให้พละกำลังสูงถึง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200 – 4,000 รอบ/นาที เมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า ทำให้ได้ System Output สูงสุดถึง 320 แรงม้าที่ 4,500 – 5,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตัน-เมตร นอกจากความแรงยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยเพียง 46 กรัม/กิโลเมตรเท่านั้น และรถรุ่นนี้ยังมีจุดเด่นที่การใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ที่มีขนาดความจุ 13.5 kWh มากกว่าเดิมถึง 110% ผสานกับประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ชนิดใหม่ ซึ่งมีส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10 % จนเต็ม 100 % ได้ภายในระยะเวลา 5 ชั่วโมง (ชาร์จด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด)

หลังจากชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100 % เราเริ่มทดลองขับด้วยโหมด HYBRID แผงหน้าปัดจะแสดงระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุดถึง 53 กิโลเมตร การขับขี่จะเน้นขับแบบใช้งานจริงตามสภาพจราจร ด้วยการเดินคันเร่งปกติไม่กดหนักแบบรีบร้อน ถ้าขับลักษณะนี้เครื่องยนต์หลักก็จะไม่ทำงานเลย สังเกตได้จากมาตรวัดรอบที่แผงหน้าปัดด้านขวาจะนอนสงบนิ่งที่ 0 รอบ/นาที โดยตลอดเท่ากับว่าเครื่องยนต์ไม่ติดให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเราลองขับขี่แบบต่อเนื่องด้วยพลังไฟฟ้าเพียวๆ จากใจกลางเมืองย่านสาทรในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากปลดล็อกดาวน์จากโควิด-19 ระยะแรก จำนวนรถบนท้องถนนไม่มากค่อนข้างโล่ง จากนั้นขับขึ้นทางด่วนรามอินทราฯวิ่งยาวๆไปถึงทางลงกาญจนาภิเษก มุ่งหน้าบางปะอิน ตลอดทางใช้ความเร็วประมาณ 100-120 กม./ชม.ก็ยังใช้ไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง ไปจนถึงจุดหมายระยะทาง 45 กิโลเมตร สถานะไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่แผงหน้าปัดจะเหลือประมาณ 4 ขีด หรือประมาณ 15-25 % พร้อมระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าที่เหลือให้ไปได้อีก 4 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าวิ่งด้วยไฟฟ้า 100 % ได้ระยะทางที่ไกลมากกว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นก่อนหน้านี้

เมื่อลองขับต่อเนื่องจนไฟฟ้าที่สะสมในแบตเตอรี่หมด 0 % การขับขี่ใช้งานต่อจากนี้ ถ้าไม่สะดวกในการเสียบปลั๊กชาร์จไฟก็สามารถขับขี่ด้วยโหมด HYBRID ปกติได้เลย ระบบก็จะเลือกแหล่งพลังงานขับเคลื่อนให้เองแบบผสมผสานการทำงานที่เหมาะสมระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ พร้อมกับชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ เมื่อถอนคันเร่ง และเบรค แต่เท่าที่ขับขี่ใช้งานทั่วๆไป ไฟฟ้าที่ชาร์จสะสมไว้จะไม่เยอะเท่าไหร่ ในเมืองปรับลดขึ้นลงอยู่ที่ประมาณ 10 - 20 % ซึ่งโหมดนี้เมื่อพลังไฟฟ้าต่ำกว่า 10 % เครื่องยนต์หลักจะติดขึ้นทันที หรือเมื่อกดคันเร่งหนักเครื่องยนต์ก็ทำงานตลอดช่วยให้เร่งความเร็วได้ทันใจ และเครื่องยนต์จะดับเมื่อยกคันเร่งเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยเสริมความประหยัด และลดมลพิษ ส่วนช่วงเดินทางไกลถนนโล่ง เมื่อแบตเตอรี่มีพลังงานเกิน 10 % ขึ้นไปก็สามารถเดินคันเร่งเนียนๆบังคับให้ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้เรื่อยๆ ตามปริมาณแบตเตอรี่ที่มีการจ่าย และชาร์จไฟตลอดเวลา ซึ่งก็เหมือนกับการทำงานของรถยนต์ไฮบริดทั่วๆไป

สำหรับการขับเคลื่อนซีดานรุ่นนี้ ยังมีจุดเด่นอยู่ที่เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) ที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้น และทำให้การขับเคลื่อนมีความนุ่มนวล ราบเรียบ และลดเสียงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถลดระดับเกียร์ลงได้หลายระดับในกรณีที่ต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว ตามสเปกระบุว่าสามารถทำอัตราเร่ง 0-100  กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 5.7 วินาที และความเร็วปลายสามารถพุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดได้ถึง 250 กม./ชม. เมื่อขับขี่ใช้งานจริงจึงหมดห่วงเรื่องความแรง สามารถตอบสนองความสนุกสนานในการขับขี่ได้ดีในทุกช่วงความเร็ว ต้องบอกว่าถูกอกถูกใจพ่อบ้านเท้าหนักแน่ๆ

MERCEDES-BENZ E 300 e AMG Dynamic ยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ Eco, Comfort, Sport และ Sport+ โดยค่ากลางทุกครั้งที่เริ่มสตาร์ทจะอยู่ในโหมด C  หรือ Comfort เน้นการขับขี่ที่นุ่มนวล พวงมาลัย และช่วงล่าง ปรับน้ำหนักพอดีๆ ขับสบาย ให้ความนุ่มนวล และหนึบกำลังดี เหมาะกับคนไม่เน้นขับรถเร็ว หรือขับใช้งานปกติในชีวิตประจำวัน  และถ้าต้องการความประหยัดก็เปลี่ยนมาใช้โหมด Eco ฟิลลิ่งการขับขี่ก็คล้ายๆกับโหมด Comfort แต่จะได้เรื่องความประหยัดน้ำมันจากการบริหารจัดการของเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดสูงสุดในทุกช่วงความเร็ว ด้วยรอบการทำงานที่ต่ำลง ความเร็ว 100 - 110 กม./ชม ที่เกียร์ D9 ใช้รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 รอบ/นาที ได้ความประหยัดประมาณ 13 - 14 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดใช้ได้เมื่อเทียบกับความแรงของเครื่องยนต์

ส่วนผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เร้าใจแบบรถสปอร์ต ลองของกับโหมด Sport หรือ Sport+ ได้เลย สองโหมดนี้รอบเครื่องยนต์จะจัดจ้านขึ้นมาทันที ซึ่งขยับสูงกว่าโหมด Comfort และ Eco ประมาณ 500 รอบ/นาที เรียกว่ารอบจัดจ้านมากขึ้น พร้อมคันเร่งเบาลงกดนิดเดียวความเร็วก็พุ่งทะยานทันใจ จนเห็นความแตกต่างจากโหมดอื่นได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงพวงมาลัยจะหนักแน่น เลี้ยวคมแม่นยำมากขึ้น และช่วงล่วงก็จะออกแนวแข็ง หนึบ นิ่งมากขึ้น ถือว่าเหมาะมากๆกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง และการเข้าโค้ง ช่วยให้ผู้ขับสนุกสนาน ควบคุมรถมั่นใจมากขึ้น แต่ช่วงการขับขี่ในเมืองความเร็วต่ำเจอสภาพถนนแย่ๆ โหมดนี้จะรู้สึกแข็งกระด้างนิดๆ ขับไม่สบายเท่าที่ควร

ถ้ามองโดยภาพรวม การรองรับแรงสั่นสะเทือน และการยึดเกาะถนนของช่วงล่าง ต้องบอกว่า E300e คันนี้ปรับเซ็ทออกมาได้ดีตามสไตล์ซีดานหรูขนาดกลางที่สมบรูณ์แบบ สัมผัสได้สองอารมณ์บนความพอดี ทั้งความนุ่มนวล นั่งสบาย  และการยึดเกาะถนนที่หนึบแน่น ทรงตัวเยี่ยม ตอบสนองได้ดีในทุกสไตล์การขับขี่!

MERCEDES-BENZ E 300 e AMG Dynamic ยังอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย มีประโยชน์ต่อการใช้งาน ทั้ง ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) , โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) , ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) , ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist , ระบบรักษาความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) , ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) , เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) พร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ

ราคาจำหน่าย MERCEDES-BENZ E-CLASS โมเดลล่าสุด..

- E 220 d Sport ราคา 3,399,000 บาท

- E 300 e Avantgarde ราคา 3,190,000 บาท

- E 300 e Exclusive ราคา 3,440,000 บาท

- E 300 e AMG Dynamic ราคา 3,770,000 บาท

สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ แว่วๆ ว่าช่วงนี้มีแคมเปญพิเศษให้คุณจับจองเป็นเจ้าของ E-CLASS ทุกรุ่นได้ง่ายขึ้น !!!

TEST DRIVE by Drivingplace.com

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันจันทร์, 15 มิถุนายน 2563 21:21
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing