ตุลาคม 21, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว HONDA CITY TURBO RS แต่งหล่อ เครื่องแรง ออฟชั่นแบบพอเพียง | ทดสอบรถใหม่ 2020 Drivingplace Featured

By พฤษภาคม 07, 2563 507

[ รีวิว รถยนต์ ] ALL-NEW HONDA CITY ปี 2020 เจเนอเรชั่นที่ 5 ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ กับการผันตัวเองตามกลไกตลาดมาเป็นรถอีโคคาร์ซีดาน ที่ปรับเปลี่ยนขุมพลังจาก 1.5 ลิตร มาเป็นขนาดเล็กลง 1.0 ลิตร 3 สูบ พ่วงเทอร์โบ เน้นสมรรถนะตามมาตรฐานอีโคคาร์ยุคใหม่ (เฟส 2 ) ให้ทั้งความแรง ผสานความประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.8 กม./ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5  

ปัจจุบัน HONDA CITY โมเดลล่าสุดนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญ ในการผลักดันยอดขายของฮอนด้าในปี 2563 โดยสถิติยอดจำหน่ายรถยนต์ ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม ที่ผ่านมา ฮอนด้าสามารถยืนหนึ่งในส่วนของตลาดรถยนต์นั่งด้วยยอดขายเฉียด 24,000 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 30 % ซึ่งยอดของ HONDA CITY ณ.เวลานี้น่าจะพุ่งทะลุเกิน 1 หมื่นคันไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าตลาดรถยนต์ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19

สำหรับยอดขายที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของการทำตลาดได้รับการยืนยันว่า HONDA CITY รุ่นท็อป RS ที่เรามีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้ได้รับการตอบรับที่ดี แม้ว่าจะมีราคาค่าตัวสูงถึง 739,000 บาท แต่ด้วยการตกแต่งรูปลักษณ์ที่สวยงาม ในแนวสปอร์ตเข้ม ให้ความแตกต่างจากรุ่นย่อยรุ่นอื่นอย่างชัดเจน ทำให้ระยะห่างด้านราคาไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่ต้องจ่ายแพงขึ้น มากกว่ารุ่นอื่นประมาณ 70,000 – 150,000 บาท

การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก HONDA CITY ยังมีรูปทรงที่คุ้นเคย แบบ 4 ประตูซีดานเช่นเดียวกับรุ่นเดิม แต่เพิ่มความใหญ่โต บึกบึน พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวดูสปอร์ตมากขึ้น โดยตัวถังยาวขึ้น 113 มม.และลดความสูงลง 10 มม. ถือว่ามีขนาดตัวถังโดยรวมใหญ่ที่สุดในคลาส!

มุมมองด้านหน้าในรุ่น RS โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED สุดล้ำพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟตัดหมอกแบบ LED ผสานกับกระจังหน้าสีดำเงาแบบ Gloss Black ผนึกสัญลักษณ์ RS สีแดง มองต่ำลงมาจะเป็นกันชนหน้า และแผงกระจังหน้าลายตาข่ายสีดำดูสปอร์ตดุดัน เมื่อมองไปรอบๆตัวถังยังเพิ่มความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน ทั้งกระจกมองข้าง และสปอยเลอร์หลังขนาดเล็กสีดำเงา รวมถึงล้ออัลลอยแบบทูโทนลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 185/55/R16

ภายในห้องโดยสารดีไซน์ใหม่หมด อุปกรณ์ต่างๆ มีความทันสมัยตามเทรนด์ของรถยนต์ฮอนด้ายุคใหม่ พร้อมขยับขยายความกว้างขวางเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น รุ่น RS เน้นเพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ด้านในตัวเบาะแอบเสริมวัสดุเพิ่มความหนานุ่มอีก 10 มม.จึงนั่งได้นุ่มสบายมากขึ้น บริเวณหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ มาพร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดงแบบอนาล็อกปกติ ยังไม่ขยับไปใช้จอ TFT ตามยุคสมัย ขณะที่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ก็จัดมาอย่างพอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI คอนโซลกลางติดตั้งช่องเสียบ USB 2 ช่อง พร้อมเว้าช่องวางของ สามารถวางโทรศัพท์ได้ในตำแหน่งใกล้กัน พวงมาลัยเป็น 3 ก้าน ทรงสปอร์ตจับถนัดมือ เป็นแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติควบคุมการใช้งานง่ายผ่าน 3 ปุ่มขนาดใหญ่บริเวณคอนโซลกลาง และบริเวณหน้าจอบนคอนโซลกลางเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังยังให้ความปลอดภัยด้วยการแสดงภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) แต่ยังไม่มีกล้องรอบคันพร้อมภาพมุมสูงแบบคู่แข่งหลักที่เปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ในรุ่น RS ยังมีการนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่ และรถยนต์ Honda CONNECT เจเนอเรชันล่าสุดมาใช้กับรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้ผู้ขับสามารถเชื่อมต่อ และสั่งการทำงานต่างๆของรถยนต์ได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ

HONDA CITY รุ่นล่าสุดนี้ ก้าวเข้าสู่ยุคของอีโคคาร์เฟส 2 ด้วยเครื่องยนต์ยุคใหม่ ที่มีขนาดเล็กลง ให้กำลังสูงขึ้น และประหยัดน้ำมันมากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซินบล็อคเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน HONDA CIVIC โมเดลที่จำหน่ายในยุโรปและจีน แต่ปรับปรุงใหม่หลายด้านให้เหมาะกับการใช้งานในเมืองไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบระบายความร้อนของอินเตอร์คูลเลอร์ด้วยอากาศมาเป็นแบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่ทำงานได้ดีกว่าในทุกสภาพการขับขี่ทั้งช่วงรถติด และการใช้ความเร็วสูง พื้นฐานเครื่องยนต์เป็นแบบ 3 สูบ ขนาดความจุ 1.0 ลิตร 12 วาล์ว DOHC VTEC TURBO มาพร้อม Turbo Charger ที่ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้เร็วขึ้น (เทอร์โบปรับบูสต์ไว้ 2 บาร์) ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 - 4,500 รอบต่อนาที สมรรถนะการขับขี่ยืนยันว่าเหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ในรุ่นเดิม และให้แรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT พร้อมเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด และให้ความสะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และเครื่องยนต์บล็อคนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร รองรับน้ำมันได้ถึง E20

สมรรถนะการขับขี่สิ่งที่น่าชื่นชมอันดับแรก คือพวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันตามความเร็วได้ดี มีความนิ่ง แม่นยำ ให้น้ำหนักดีกว่ารุ่นเดิมมากทีเดียว ช่วงความเร็วต่ำเมื่อขับขี่ในเมืองควบคุมรถง่ายเลี้ยวคล่องตามสไตล์ซิตี้คาร์ขนานแท้ ส่วนช่วงความเร็วสูงไม่เกิน 150 กม./ชม. หรือการขับเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เหมาะสมก็ไม่รู้สึกเบายังบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำวางใจได้

ด้วยกำลังและแรงบิดที่ค่อนข้างสูง ถูกส่งถ่ายกำลังลงสู่พื้นถนนได้อย่างลงตัวจากชุดเกียร์ซีวีที ที่ให้สัมผัสราบเรียบ ไหลลื่น ความเร็วปรับลดขึ้นลงสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ได้ดี แม้ว่าจะเป็นเกียร์แบบซีวีที แต่ก็สามารถลากรอบได้สุดทุกเกียร์รับรู้ได้ถึงรอยต่อเกียร์เล็กน้อย อารมณ์คล้ายๆเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์  อัตราเร่งมาดีตั้งแต่ออกตัว รีดพลังได้ร้อนแรงเกินพิกัด 0-100 กม/ชม. เร่งแรงแบบราบเรียบภายในเวลาเพียง 10 วินาที ถ้าไม่ยกก็ไหลยาวต่อเนื่องไปถึงช่วงความเร็วปลายเฉียดๆ 200 กม./ชม. ได้อย่างทันใจ ซึ่งความแรงระดับนี้ ไม่ได้รองรับความมันส์ขับสนุกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเร่งแซงที่มั่นใจ และปลอดภัยในทุกช่วงความเร็ว (อัตราเร่งแซงที่ใช้บ่อย 80 – 120 กม./ชม.ภายในเวลา 8 วินาที )

ส่วนช่วงล่างยังมาในสไตล์ซิตี้คาร์ เน้นความนุ่มนวล นั่งและขับสบายเป็นหลัก ในเมืองขับสบายๆชิลๆไม่ต่างจากรุ่นเดิม แต่ช่วงออกนอกเมืองใช้ความเร็วสูง รวมถึงการขับเข้าโค้งด้วยความเร็วออกอาการนุ่ม เบา โยนเล็กน้อย แต่ก็เป็นอาการปกติของซิตี้คาร์ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการขับขี่ ขณะที่การเบรคเบาๆเพื่อชะลอความเร็ว และการเบรคหนัก เราทดลองในหลายๆช่วง ถือว่าเบรคนุ่มจับไว สอดคล้องกับน้ำหนักเท้าได้ดี ตรงนี้วางใจได้ว่าเอาอยู่ในทุกช่วงความเร็ว

นอกจากความแรงขับสนุก ความประหยัดน้ำมันก็จัดอยู่ในระดับที่คุ้มค่าตามมาตรฐานอีโคคาร์ยุคใหม่  การทดลองขับใช้งานทั่วๆไปในเมืองด้วยความเร็วต่ำสลับหยุดนิ่ง ทำได้ดีกว่าเครื่องยนต์เดิม 1.5 ลิตร อย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ยแปรผันเกิน 10 ไปจนถึง 16 กม./ลิตร ตามสภาพการจราจร แต่ช่วงเดินทางในเมือง โดยส่วนตัวต้องบอกว่าความประหยัดยังเป็นรองอีโคคาร์ไร้เทอร์โบ และอีโคคาร์รุ่นอื่นที่มีขนาดตัวถังเล็กกว่าพอสมควร แต่ในช่วงเดินทางไกล ถือเป็นจุดเด่นที่ทำได้ดีไม่แพ้กัน บางช่วงลองขับด้วยความเร็วสูงเทอร์โบติดบูส์ตหนักๆจากการปรับลดและเพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่องยังทำได้เกิน 13 กม./ลิตร ส่วนช่วงทางตรงยาวถนนโล่ง เดินทางตามกฏหมายกำหนดที่ความเร็วประมาณ 90 - 100 กม./ชม ค่าเฉลี่ยความประหยัด ถือว่าทำได้ดีทะลุ 20 กม./ลิตร สบายๆ แบบไม่ต้องลุ้น หรือใช้เทคนิคขับประหยัดใดๆทั้งสิ้น โดยรวมจึงถือว่าการปรับเปลี่ยนตัวเองของ HONDA CITY สู่การเป็นอีโคคาร์ซีดาน ทำได้ดีตอบโจทย์ได้ครบถ้วน ทั้งความแรง และประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่า น่าคบหามากกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน!

ALL NEW HONDA CITY TURBO 2020  มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย

- รุ่น RS  ราคา 739,000 บาท

- รุ่น SV  ราคา 665,000 บาท

- รุ่น  V   ราคา 609,000 บาท

- รุ่น  S   ราคา 579,500 บาท

TEST DRIVE by Drivingplace.com

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันจันทร์, 15 มิถุนายน 2563 21:15
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing