กรกฎาคม 02, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว MAZDA 2 ดีเซล ของดีราคาแรง แต่คุ้มค่าด้วยความประหยัดที่สุดในคลาส! | รีวิวรถใหม่ 2020 Drivingplace Featured

[ รีวิวรถยนต์ ] Mazda 2 โมเดลปัจจุบัน ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่ช่วยผลักดันให้มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์เมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในปีงบประมาณ 2019 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยอดขายรวมของมาสด้าทำได้กว่า 52,000 คัน โดย MAZDA 2 นำทัพกวาดยอดขายเกินครึ่งเกือบ 37,000 คัน ทำให้รถรุ่นนี้รั้งเบอร์หนึ่งรถเก๋งเล็ก หรือซิตี้คาร์ เมืองไทย 3 ปีติดต่อกัน

สำหรับ New Mazda 2 โมเดลปัจจุบัน ได้ทำการปรับโฉมใหม่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่งาน MOTOR EXPO 2019 การทำตลาดยังคงเน้นเปิดตัวสู้กับคู่แข่งในกลุ่มซิตี้คาร์ และอีโคคาร์ ด้วยทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์คลีนดีเซล 1.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ภายใต้ตัวถังทั้งแบบแฮตช์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู ที่เรามีโอกาสทดลองขับแบบใช้งานจริงในครั้งนี้ โดยโฟกัสไปที่รุ่นท็อป XDL ราคาจำหน่าย  799,000 บาท ซึ่งราคาระดับนี้ ถือว่าแพงที่สุดในคลาส แต่ก็จะได้ความแตกต่างเรื่องความคุ้มค่าในการใช้งานจากขุมพลังดีเซล ที่ขับสนุก และประหยัดน้ำมันดีที่สุด เรียกว่าดีกว่าอีโคคาร์ทุกรุ่นที่เราเคยสัมผัสมา

Mazda 2 รุ่นปรับโฉม เน้นการดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่ในสไตล์เดียวกับ All-New Mazda 3 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ความโดดเด่นต้องยกให้กับงานดีไซน์แบบ KODO เจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูเรียบง่าย แต่โฉบเฉี่ยวดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น พร้อมด้วยการอัพเกรดออฟชั่นใหม่ทั้งอุปกรณ์ตกแต่ง และอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ทั้งกล้องมองภาพ 360 องศารอบทิศทาง และติดตั้งระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ช่วยเพิ่มความโดดเด่นด้านสมรรถนะการขับขี่โดยรวมให้ดียิ่งขึ้น

การออกแบบภายใต้แนวคิด KODO design เจนเนอเรชั่นใหม่ มุ่งเน้นความเรียบง่ายแต่งดงามตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ไล่ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอก ที่เด่นชัดกับใบหน้าดีไซน์ใหม่หมด ทั้งกระจังหน้าขนาดใหญ่สีดำ โคมไฟหน้าใหม่แบบโปรเจคเตอร์ LED กันชนหน้าทรงใหม่ไร้ไฟตัดหมอก และด้านท้ายรถดีไซน์ลูกเล่นการส่องสว่างไฟท้ายใหม่ภายใต้กรอบเลนเดิม ต่ำลงมาบริเวณกันชนดีไซน์ใหม่เพิ่มความสปอร์ต และล้ออัลลอยในรุ่นที่ทดลองขับมีการปรับดีไซน์ใหม่เน้นความเรียบหรูขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารโดยรวมยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิม แต่อัพเกรดอุปกรณ์ตกแต่งใหม่ให้ดูหรูหราทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะแผงคอนโซนหน้า แผงประตูด้านข้าง และเบาะหุ้มหนังโทนสีใหม่เทาอ่อนดูสบายตา และในโซนควบคุมเมื่อล้มตัวลงนั่ง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ยังคงเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ Human-Machine Interface ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายจากถนน และไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเวลาขับรถ โดยติดตั้งอุปกรณ์สนับสนุนการขับขี่ที่น่าสนใจทั้ง Active Driving Display จอสกรีนใสแสดงข้อมูลการขับขี่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่ , Paddle Shift ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และ Cruise Control ระบบควบคุมควมเร็วอัตโนมัติ และเพิ่มความสะดวกสบายด้านการติดต่อสื่อสารด้วยระบบ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมด้วย Center Commander ปุ่มควบคุมอัจฉริยะ จัดวางในตำแหน่งที่ใช้งานสะดวกอยู่ด้านหลังชุดเกียร์ใกล้มือผู้ขับ

นอกจากรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป มาสด้า ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของ Mazda 2 รุ่นปรับโฉมให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสมรรถนะด้านการควบคุมรถ และยึดเกาะถนน โดยพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐานของ SKYACTIV-Vehicle Architecture ที่ช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการเพิ่มเติมระบบควบคุมขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงหรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ระบบเดียวกับที่ติดตั้งใน All-New Mazda 3 ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยในโค้งน้อยลง ควบคุมรถง่าย และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้าโค้ง และออกจากโค้งได้อย่างนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ

Mazda 2 รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังสกายแอคทีฟคลีนดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดแมนนวลสามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้เองทั้งจากคันเกียร์ และ Paddle Shift ที่พวงมาลัย ซึ่งเกียร์ชุดนี้ ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่ส่วนใหญ่จะใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT การตอบสนองของเกียร์ 6 สปีด ใน MAZDA 2 จะออกมาในแนวสปอร์ตมีความดิบนิดๆ เน้นความสนุกสนานในการขับขี่

การทำงานของเกียร์ จังหวะการสับเปลี่ยนตำแหน่งทำได้รวดเร็วมาก  รอยต่อระหว่างเกียร์แสดงให้ทราบเล็กน้อยไร้อาการกระตุก จากจุดหยุดนิ่งถ้ากดหนักออกตัวในทันทีด้วยแรงบิดระดับ 250 นิวตันเมตร แสดงผลแบบหนักแน่นตั้งแต่รอบต่ำ มีอาการดึงหลังติดเบาะเล็กๆ พร้อมความแรงพุ่งทะยานอย่างทันใจ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม ทำได้ประมาณ 11 วินาที และถ้าไม่ยกกดต่อเนื่องเข็มไมล์ขึ้นไปแตะ 150 กม./ชม.อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเลยช่วงนี้ไปแล้วมีแผ่วปลายบ้าง ตามสไตล์รถเครื่องเล็ก แรงม้าไม่มาก ถ้าอยากขึ้นไปสัมผัสกับย่านความเร็วสูงสุดระดับ 190 กม./ชม.ก็ต้องแช่คันเร่งวัดใจนานหน่อย แต่ก็ไม่ควรลองเพราะรถไซส์นี้เน้นขับใช้งานทั่วๆไป ความเร็วไม่เกิน 140 กม./ชม.ก็เพียงพอแล้ว ให้ได้ทั้งความสนุก เร่งแรง แซงมั่นใจ ปลอดภัยในทุกสภาพเส้นทาง

ในด้านการควบคุมรถก็ยังคงข้อดีของซิตี้คาร์ ที่ให้การขับขี่ที่คล่องตัว ควบคุมง่าย พวงมาลัยให้น้ำหนักที่ดีมีความนิ่ง มั่นคง แม่นยำ ไม่เบามากเกินไปแม้จะใช้ระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วยผ่อนแรง ขณะที่ช่วงล่างยึดพื้นฐานเดิม ด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม ค่อนข้างน่าพอใจกับสมรรถนะที่ตอบสนองการใช้งานได้พอดีอยู่ตรงกลางระหว่างความนุ่มนวล และการยึดเกาะถนน ในเมืองขับสบายไปแบบนุ่มๆแอบแข็งนิดๆ ส่วนช่วงความเร็วสูง หรือการขับเข้าโค้งก็ให้ความรู้สึกมั่นใจ ตัวรถค่อนข้างนิ่ง อาการโยนตัวน้อย จัดว่านุ่มหนึบตามสไตล์นิยมของมาสด้า และระบบเบรก ด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน ด้านหลังแบบดิสก์เบรก การหยุด และชะลอรถ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงความเร็ว

สำหรับการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันทั้งในเมือง และการเดินทางไกล นอกเหนือจากความแรงขับสนุก จุดเด่นที่น่าสนใจมากที่สุดคือความประหยัดน้ำมันตามมาตรฐานอีโคคาร์ ซึ่งมาสด้าเคลมไว้ที่ 26.3 กม./ลิตร สูงกว่าอีโคคาร์เครื่องยนต์เบนซินทุกรุ่นที่วางตลาดในขณะนี้ และจากการขับขี่ใช้งานจริง ผลลัพธ์ที่แสดงออกมาก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ เราทดลองขับใช้งานในหลายๆช่วงการเดินทางในเมืองตามสภาพจราจรตัวเลขเกิน 20 กม./ลิตร ทำได้ง่ายๆแบบไม่ต้องลุ้น ส่วนการเดินทางไกลความเร็วคงที่ ด้วยรอบเครื่องที่ค่อนข้างต่ำ 100 กม./ชม.ประมาณ 1,800 รอบ/นาที 120 กม./ชม ประมาณ 2,000 รอบ/นาที ความประหยัดก็ทำได้เกิน 25 กม./ลิตร สบายๆ และบางช่วงถ้าไม่รีบร้อนลองขับแบบสูงวัยตามกฎหมายกำหนด 80-90 กม./ชม.ค่าความประหยัดยังพุ่งทะลุอย่างเหลือเชื่อไปแตะ 30 กม./ลิตร สุดๆจริง!! และจากการลองขับครั้งนี้เมื่อเติมน้ำมันดีเซลเติมถัง 44 ลิตร ทั้งวิ่ง และจอดอยู่กับที่เป็นบางครั้ง ระยะทางที่ขับไปทั้งหมด 404 กม.ปริมาณน้ำมันยังเหลือครึ่งถัง และระยะทางวิ่งที่เหลือให้ไปต่อได้อีกแสดงบนแผงหน้าปัด 381 กม. ถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ ยืนหนึ่งเรื่องความประหยัดอย่างไม่มีข้อสงสัย!! 

ด้วยราคาค่าตัวของ Mazda 2 รุ่นท็อป XDL 799,000 บาท ณ.ปัจจุบันจัดว่าแพงที่สุดในกลุ่มซิตี้คาร์ หรืออีโคคาร์ หลายคนอาจมองว่าสูงไปหน่อย แต่ต้องก็ยอมรับตามความเป็นจริงว่าเครื่องยนต์ดีเซลมีต้นทุนสูงกว่าเครื่องยนต์เบนซิน แต่สมรรถนะที่ได้ทั้งความแรง ทนทาน และประหยัดน้ำมันก็เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า ทำให้รถรุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มิอาจมองข้าม ถ้าคุณต้องการพรีเมี่ยมอีโคคาร์ดีๆสักคัน !!!

New Mazda2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบค 5 ประตู

- New Mazda2 รุ่น 1.3 E ราคา 546,000 บาท

- New Mazda2 รุ่น 1.3 C ราคา 602,000 บาท

- New Mazda2 รุ่น 1.3 S ราคา 627,000 บาท

- New Mazda2 รุ่น 1.3 S LEATHER ราคา 648,000 บาท

- New Mazda2 รุ่น 1.3 SP ราคา 690,000 บาท

New Mazda2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบค 5 ประตู

- New Mazda2 รุ่น XD ราคา 782,000 บาท

- New Mazda2 รุ่น XDL ราคา 799,000 บาท

TEST DRIVE By Drivingplace.com

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันจันทร์, 15 มิถุนายน 2563 21:18
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing