กรกฎาคม 02, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว MITSUBISHI PAJERO SPORT 4WD GT-PREMIUM ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน | รีวิวรถใหม่ 2020 Drivingplace Featured

[ รีวิวรถยนต์ ] NEW MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นล่าสุดที่บุกตลาดรถอเนกประสงค์ในเวลานี้ ได้รับการปรับปรุง และพัฒนาให้ดีขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน ทั้งการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่เพิ่มความล้ำสมัย และภายในห้องโดยสารตกแต่งใหม่ เพิ่มเติมออฟชั่นจำเป็นในการใช้งานที่น่าสนใจหลายด้าน รวมถึงการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ให้นุ่มนวลขับสบายมากขึ้น

การทดลองขับครั้งนี้เรามีโอกาสสัมผัสกับ MITSUBISHI PAJERO SPORT 4WD GT-PREMIUM รุ่นท็อปออฟชั่นจัดเต็ม  ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,599,000 บาท ซึ่งรถรุ่นนี้มีการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่หลายจุด โดยเฉพาะมุมมองด้านหน้าโดดเด่นด้วยการออกแบบใหม่ Advanced Dynamic Shield เอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ ให้ความรู้สึกทรงพลังและสง่างามมากขึ้น ชุดไฟหน้ารูปทรงเรียวคมรับกับแนวเส้นของกระจังหน้า ระบบส่องสว่างเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED มีระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ และติดตั้งชุดไฟ Combination Lamps ที่มุมของกันชนช่วยเพิ่มการส่องสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน และเน้นย้ำรูปลักษณ์ที่บึกบึน พร้อมถ่ายทอดเส้นสายที่แข็งแกร่งด้วยการยกขอบฝากระโปรงให้สูงกว่าเดิม ช่วยป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม และสิ่งกีดขวางเมื่อต้องลุยในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย

มุมมองด้านท้ายแตกต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร เน้นความสดใหม่ด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่สีแดงสดโดดเด่นด้วยแนวเส้นส่องสว่างแบบ LED มองเห็นได้ชัดเจน ต่ำลงมาเป็นกันชนขนาดใหญ่ ดีไซน์แผงกันกระแทกด้านล่างใหม่แบบสปอร์ต พร้อมย้ายไฟทับทิมมาอยู่บริเวณมุมทั้งสองด้าน  ขณะที่ด้านข้างตัวรถมีการติดตั้งบันไดในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนเส้นทางออฟโรด เหนือขึ้นไปบนหลังคายังดีไซน์เสาอากาศแบบครีบฉลามใหม่เพิ่มความหรูหรา และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยลายใหม่สีทูโทน ขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมความหรูหรา สง่างามให้กับตัวรถ

ภายในห้องโดยสารยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิม แต่อัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมหลายรายการ เริ่มจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และควบคุมการใช้งานด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้วใหม่ที่ง่ายต่อการอ่านค่า มีการแสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์และข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถ พร้อมกับแสดงสถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอได้ 3 แบบ รองรับเมนูภาษาไทย และสามารถเชื่อมต่อ แสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA (Smartphone-link Display Audio) ขนาด 8 นิ้ว อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน     และแอปเปิลคาร์เพลย์ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และยังสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้อีกด้วย

ขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาด 12.1 นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายพื้นที่บริเวณหัวเข่า และข้อศอกกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งวัสดุบุนุ่มบริเวณมือจับประตูและคอนโซลกลางเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และมีการติดตั้งช่องเก็บของเพิ่มที่บริเวณหน้าคันเกียร์ และช่องวางของที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง พร้อมติดตั้งเพิ่มช่องจ่ายไฟ ช่องเสียบ USB 2 จุด และช่องเสียบ HDMI 1จุด

อีกหนึ่งออฟชั่นสำคัญที่เพิ่มเติมในรุ่นนี้ คือประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน โดยสามารถตั้งค่าให้เปิดหรือปิดอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เดินเข้ามาใกล้หรือเดินออกห่างจากตัวรถ นอกจากการสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้าย ระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ยังสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะตัวรถ ข้อมูลการใช้งาน การแจ้งเตือนระบบ และการสั่งงานอื่นๆ ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ผ่านสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์แวเรเบิล สามารถส่งคำสั่งได้จากทุกที่ในระยะของการเชื่อมต่อรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน โดยทำงานควบคู่กับระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS หรือเมื่ออยู่ในระยะสัญญาณบลูทูธ

ทางด้านสมรรถนะความแรง MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นนี้ยังคงให้ความแรง และประหยัดน้ำมันแบบสมเหตุสมผล ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร MIVEC VG Turbo Clean Diesel ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift พร้อมกันนี้ยังมีระบบช่วยควบคุม และตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และลดการสูญเสียเชื้อเพลิงในขณะรถหยุดนิ่ง

การขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยรวมอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกับรุ่นเดิม กำลังของเครื่องยนต์พอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซง การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวล ช่วงออกตัวลองกดหนักๆโดยฉับพลัน จากแรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร แสดงผลในรอบปานกลาง ที่ 2500 รอบ/นาที การไต่ระดับความเร็วจึงมาแบบเนียนๆเรื่อยๆตามสไตล์รถครอบครัว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้เพราะแรงม้าทั้ง 181 ตัวจะแสดงผลออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เรียกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง 100 -150 กม./ชม.  สามารถปรับลดความเร็วขึ้นลงได้อย่างทันใจ จึงหมดห่วงเรื่องความปลอดภัยในการเร่งแซง

ในด้านความประหยัดในการเดินทางไกลแบบใช้งานจริงตามสภาพการจราจรเราลองวัดผล ด้วยความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางตามกฏหมายกำหนดประมาณ 90-120 กม./ชม.ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองแสดงบนแผงหน้าปัดในหลายๆช่วงการเดินทางก็ทำได้ใกล้เคียงกัน ที่ 6.5-6.7 ลิตร / 100 กม. หรือประมาณ 14-15 กม./ลิตร ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ไม่ได้ประหยัดจนโดดเด่น แต่ก็ถือว่าให้ความคุ้มค่าในการใช้งานไม่แพ้คู่แข่งในคลาสเดียวกัน

ในขณะที่ช่วงล่างยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่เซ็ทค่าสปริงหลังใหม่ ความรู้สึกจากขับขี่ ก็ถือว่านิ่งขึ้น นุ่นขึ้น จึงนั่งได้สบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ส่วนพวงมาลัยการบังคับเลี้ยวช่วงความเร็วต่ำ หรือการถอยจอดค่อนข้างหนักมือต้องใช้แรงเยอะยังเป็นรองคู่แข่งบางรุ่นที่ใช้เพาเวอร์ไฟฟ้า แต่ช่วงความเร็วเกิน 40 กม/ชม.ขึ้นไปไม่มีปัญหาพวงมาลัยจะเริ่มเบาเลี้ยวได้ง่ายให้ความคล่องตัวในระดับที่น่าพอใจ

การทดลองขับครั้งนี้ เรายังได้สัมผัสกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบความปลอดภัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังในช่วงความเร็วตั้งแต่ 20 – 140 กม./ชม. และที่พิเศษว่ารถยนต์รุ่นอื่น ถ้าผู้ขับเปิดสวิทซ์สัญญาณไฟเลี้ยวเมื่อตรวจพบรถยนต์ในตำแหน่งจุดอับสายตาจะมีเสียงเตือนเพิ่มเข้ามาแจ้งให้ผู้ขับไม่ควรแซงโดยเด็ดขาด

ในช่วงถนนโล่งออกนอกเมืองจำนวนรถบนถนนไม่มาก เรายังมีโอกาสได้ทดลองระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม. โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีระบบจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยเบรคชะลอความเร็วมาช่วยเสริมความปลอดภัยให้อุ่นใจมากยิ่งขึ้น

การขับขี่ใช้งานในเมืองทั้งช่วงรถติด และการขับขี่ในพื้นที่จำกัด รวมถึงการถอยจอดยังมีตัวช่วยเสริมความปลอดภัย ด้วยกล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) ซึ่งจับภาพแบบ 360 องศารอบตัวรถ และแสดงภาพสิ่งกีดขวางจากมุมสูงพร้อมเส้นกะระยะ และเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของรถทั้งด้านหน้าและหลัง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นใหม่ เพิ่มเติมเข้ามาในรุ่นนี้ คือระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถคันอื่นอยู่ด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด โดยแสดงสัญลักษณ์ที่แผงหน้าปัด พร้อมเสียงเตือนให้ผู้ขับทราบอย่างทันท่วงที รวมถึงการได้ทดลองฟีเจอร์ใหม่ ระบบเบรกมืออัตโนมัติ Auto Parking Brake (APB) ซึ่งเบรคจะทำงานทันทีที่เข้าเกียร์ P และปลดเบรคเมื่อเข้าเกียร์ D พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ Brake Auto Hold ซึ่งทำงานได้ดีเวลารถติดช่วยให้รถไม่ไหลเวลาเผลอ ทำให้การขับขี่ทุกเส้นทางมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

MITSUBISHI PAJERO SPORT 4WD GT-PREMIUM ยังให้ความโดดเด่นกว่าคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ด้วยการใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Super Select 4WD-II ที่มาพร้อม 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) ,โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน  4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control , โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดแบบจัดหนักได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และฟีเจอร์ใหม่ๆที่ติดตั้งเพิ่มเติม MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นนี้ยังคงเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกัน และแบบปกป้องมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบปกป้อง ก็จัดเต็มทั้งถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ใช้เหล็กแรงดึงสูงเพื่อช่วยลดการยุบตัวของห้องโดยสารจากการชนทุกทิศทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุด รวมไปถึงการติดตั้งแอพพลิเคชั่น M-Connect รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลของตัวรถไปยังสมาร์ทโฟน โดยมี 4 เมนูหลัก ได้แก่ Roadside Assistance บริการช่วยเหลือบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อสั่งการผ่าน สมาร์ทโฟน และหน้าจอระบบสัมผัส (SDA)  Vehicle Information การรายงานข้อมูลทั้งสภาพรถ ประวัติการเข้ารับบริการ และแสดงข้อมูลตัวขณะขับขี่  Vehicle Health Report การแจ้งเตือนสถานะของตัวรถเพื่อการตรวจสอบและซ่อมบำรุง อาทิ ระบบกุญแจอัจฉริยะ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบเบรกเป็นต้น และ Emergency Call การประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบนี้ทำงานทันทีเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

โดยสรุป MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นล่าสุดนี้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะออฟชั่นอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่อัดแน่นเต็มคัน ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับครอบครัวได้อย่างครบถ้วน แถมยังมีระดับราคาค่าตัวที่สมเหตุสมผล นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้คู่แข่งที่อยู่ในคลาสเดียวกัน !

TEST DRIVE BY DRIVINGPLACE

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันจันทร์, 15 มิถุนายน 2563 21:25
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing