กรกฎาคม 07, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ MERCEDES-BENZ C300e ปลั๊กอินไฮบริด แรงเกินพิกัด ประหยัดสมเหตุสมผล! | รีวิวรถยนต์ Drivingplace Featured

[ รีวิว รถใหม่2020 ] New Mercedes-Benz C 300 e ซีดานหรู ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ( EQ Power ) เจนเนอเรชันที่ 3 ภายใต้แบรนด์ EQ รุ่นประกอบในประเทศไทย เปิดตัวทำตลาดด้วย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ C 300 e Avantgarde ราคา 2,699,000 บาท และ C 300 e AMG Dynamic ราคา 3,215,000 บาท รุ่นที่เรามีโอกาสทดลองขับใช้งานจริงในครั้งนี้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย  มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะตอบโจทย์ของความยั่งยืน ด้วยสมรรถนะความแรง ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 ยอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มากกว่าครึ่งหนึ่งจะมาจากกลุ่มรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร

ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอเทคโนโลยีภายใต้แบรนด์ EQ ทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ EQ เทคโนโลยีในรถยนต์ Battery Electric Vehicles หรือ BEV , EQ Power ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ เทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ (EQ Power) และเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต  กลุ่มเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และรถยนต์สมรรถนะสูง (EQ Power+) และ EQ Boost เทคโนโลยี 48 โวลต์ที่ช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนให้กับรถยนต์ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี

สำหรับตลาดในประเทศไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเน้นบุกเบิกตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยแบรนด์ EQ ที่นำเสนอผ่านรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) หลากหลายรุ่น เรียกว่าโมเดลยอดนิยมที่จำหน่ายในเวลานี้ มีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดให้เลือกสรรแทบทั้งสิ้น  รวมถึง Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ ซึ่งเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่ผสมผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของรถยนต์ในตระกูล C-Class และเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไว้ได้อย่างลงตัว เน้นตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบสมรรถนะอันทรงพลัง ประหยัดพลังงาน และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Mercedes-Benz C 300 e โดดเด่นในเรื่องสมรรถนะจากเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดผสานพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดีของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจเนอเรชั่นก่อนหน้าถึง 30% และช่วยให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมาพร้อมการดีไซน์รูปลักษณ์อันหรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์ของรถยนต์ตระกูล C-Class และผสานด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล S-Class อีกทั้งยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น Vehicle status ที่จะบอกสถานะความพร้อมของอะไหล่รถยนต์ และคอยประสานงานแจ้งเตือนทั้งทางลูกค้า และโชว์รูม , Remote Service ฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล , Accident Recovery and break down management ปุ่มรูปโทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว ทั้งในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ รถเสีย หรือสอบถามข้อมูลทั่วไปผ่านคอลเซ็นเตอร์

การดีไซน์รูปโฉมภายนอกของ C 300 e AMG Dynamic ที่เราทดลองขับก็จะคล้ายกับ C 220 d AMG Dynamic ที่เราเคยรีวิวการขับขี่ไปก่อนหน้านี้ โดยรวมจะดูหรูหรา ล้ำสมัยผสานความปราดเปรียว เร้าใจแบบสปอร์ต มุมมองด้านหน้าสะดุดตาด้วยกระจังหน้าแบบ diamond grille สีเงินพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกึ่งกลาง ชุดโคมไฟหน้า และหลังได้รับการออกแบบโดยใช้เส้นโค้งเป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมใช้วัสดุคุณภาพสูง โดยไฟหน้าในรุ่น C 300 e AMG Dynamic เป็นแบบ MULTIBEAM LED ซึ่งประกอบด้วยหลอดไฟ LED  ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสงให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ โดยระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED มีคุณสมบัติพิเศษมากมาย เช่น ระบบไฟส่องสว่างขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง และระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย นอกจากนี้ยังมีระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ทำงานอัตโนมัติหากระบบตรวจจับได้ว่า ไม่มีรถยนต์สวนมาในถนนข้างหน้าเป็นทางตรง ขณะผู้ขับขี่ใช้ความเร็วตั้งแต่ 40 กม./ชม.ขึ้นไป ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ยังช่วยให้ไฟหน้าของรถมีความสว่างในระดับที่สูงขึ้นตามความเร็วของรถโดยสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร

ส่วนการอุปกรณ์การตกแต่งอื่นๆในรุ่นนี้ ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่เลื่อนเปิด-ปิด  ได้ด้วยระบบไฟฟ้า กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling และติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว จัดว่าสวยลงตัวรับกับภาพรวมของตัวรถ

ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบให้มีความหรูหราสไตล์สปอร์ต และมีโครงสร้าง ที่ดูต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว C 300 e AMG Dynamic โดดเด่นด้วยพวงมาลัย 3 ก้าน พิมพ์นิยมสไตล์ AMG ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมกับระบบมัลติฟังก์ชัน มีปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ที่ก้านพวงมาลัยด้านซ้ายควบคุมจอบริเวณคอนโซนกลาง และที่ก้านพวงมาลัยด้านขวา ควบคุมการใช้งานเฉพาะที่แผงหน้าปัด โดยหน้าจอมัลติมีเดียบริเวณกลางคอนโซลเป็นแบบ MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว สามารถควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยระบบ Touch pad บริเวณคอนโซนกลางระหว่างเบาะคู่หน้า ไม่ว่าจะเป็นระบบ Apple CarPlay ระบบถอยจอดแบบอัตโนมัติ หรือระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ อีกทั้งยังเพิ่มสีสันในการเดินทางด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และยังนำเทคโนโลยีระดับเทพมาจากรุ่นพี่ S-Class ด้วยระบบ All-Digital instrument display หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic , Sporty และ Progressive ส่วนการตกแต่งจุดอื่นที่น่าสนใจ ก็มีทั้งเบาะหุ้มหนังรูปทรงสปอร์ต ตัวเบาะปรับไฟฟ้าได้ละเอียดรองรับสรีระได้ดีทั้งแผ่นหลัง และช่วงต้นขา พร้อมกับ Memory Seat Package นอกจากนี้ยังเพิ่มความอเนกประสงค์ด้วยเบาะด้านหลังสามารถพับลงได้แบบ 1/3 และ 2/3 ช่วยเพิ่มพื้นที่บรรจุสัมภาระได้อย่างหลากหลาย

Mercedes-Benz C 300 e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน แบบ 4 สูบ แถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,200 – 1,400 รอบ/นาที ซึ่งเมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า ทำให้ได้ System Output สูงสุดถึง 320 แรงม้า ที่ 4,500 – 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดถึง 700 นิวตันเมตร ส่งผ่านกำลังจากเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบใหม่ (9G-TRONIC) ที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้นจากรอบการทำงานของแต่ละเกียร์ตามช่วงความเร็วที่ต่ำลง พร้อมการตัดต่อกำลังในแต่ละเกียร์ที่ราบเรียบนุ่มนวลขับสบาย ขณะเดียวกันเมื่อต้องการเรียกกำลังแบบจัดหนัก กดคันเร่งจมในทันทีระบบเกียร์ก็ค่อนข้างฉลาดปรับเปลี่ยนต่ำแหน่งเกียร์ขึ้น-ลงได้ว่องไว รีดกำลังความแรงได้อย่างสะใจใกล้เคียงรถสปอร์ตยุคใหม่ ดึงตึงหลังติดเบาะกันเลยทีเดียว โดยการันตีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 5.4 วินาที เร่งได้ไวกว่า C220d ขุมพลังดีเซลที่ทำได้ 6.9 วินาที ส่วนอัตราเร่งแซงของ Mercedes-Benz C 300 e ในช่วงความเร็วที่เราใช้กันบ่อย 80-120 กม./ชม. เราลองขับทั้งในโหมด Comfort และEco จับเวลาได้ประมาณ 6 วินาที ถือว่าความเร็วพุ่งขึ้นไว วางใจได้เรื่องความปลอดภัย  ขณะเดียวกันยังมีความเร็วสูงสุดรองรับไว้มากถึง 250 กม./ชม.!!!

ด้วยความที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด สามารถเสียบปลั๊กชาร์จเพื่อขับเคลื่อนจากพลังงานไฟฟ้าเพียวๆได้ ยังมีส่วนช่วยรักษ์โลกด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบผสมที่ต่ำกว่า 45 กรัม/กิโลเมตรเท่านั้น โดยการขับขี่ใช้งานจริงเมื่อลองชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100 % แผงหน้าปัดจะแสดงระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียวๆ 35 กิโลเมตร เราลองขับด้วยโหมด HYBRID ปกติไม่ได้เลือกไปที่ E-MODE เพื่อบังคับใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานเพียงอย่างเดียวได้สบายๆ โดยขับขี่ด้วยการเดินคันเร่งปกติไม่กดหนักแบบดุดันเครื่องยนต์หลักก็จะไม่ทำงานเลย สังเกตได้จากมาตรวัดรอบที่แผงหน้าปัดด้านขวาจะนอนสงบนิ่งที่ 0 รอบ/นาที โดยตลอดเท่ากับว่าเครื่องยนต์ไม่ติดให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง (สังเกตด้วยเสียง หรือแรงสั่นสะเทือนยากมากถ้าเครื่องยนต์ติดจะมีการทำงานที่เงียบและราบเรียบต้องดูที่รอบเครื่องถึงจะทราบ) ซึ่งเราลองใช้พลังงานไฟฟ้าเพียวๆขับขี่แบบต่อเนื่องจากใจกลางเมืองย่านสาทรฝ่ารถติดเล็กน้อย ขับขึ้นทางด่วนวิ่งยาวๆไปถึงทางลงกาญจนาภิเษก บางปะอินที่จะมุ่งหน้าไปสระบุรี ตลอดทางใช้ความเร็วประมาณ 100-120 กม./ชม.ก็ยังใช้ไฟฟ้าเพียวได้ยาวๆ ไปจนถึงระยะทาง 45 กิโลเมตร สถานะไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่แผงหน้าปัดก็จะเหลือ 5 % ถือว่าวิ่งได้ไกลกว่าตัวเลข 35 กิโลเมตร ที่โชว์หลังชาร์จแบตเตอรี่เต็มก่อนออกเดินทาง

ส่วนกรณีที่ไม่สะดวกในการเสียบปลั๊กชาร์จไฟบ่อยๆ แนะนำให้ใช้โหมดขับเคลื่อน HYBRID ปกติยาวๆได้เลย ระบบก็จะเลือกแหล่งพลังงานขับเคลื่อนให้เองแบบผสมผสานการทำงานที่เหมาะสมระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ พร้อมกับชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ เมื่อถอนคันเร่ง และเบรค แต่เท่าที่ขับขี่ใช้งานทั่วๆไปทั้งในเมือง และนอกเมือง ไฟฟ้าที่ชาร์จสะสมไว้จะไม่เยอะเท่าไหร่ ปรับลดขึ้นลงอยู่ที่ประมาณ 5-18 % (สังเกตสถานะการทำงานระบบไฮบริดได้ที่หน้าจอหลักบนคอนโซนกลางฝั่งขวา) ในโหมดนี้เมื่อพลังไฟฟ้าต่ำกว่า 10 % เครื่องยนต์จะทำงานตลอดเมื่อกดคันเร่ง และจะดับเมื่อยกคันเร่งเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยเสริมความประหยัด และลดมลพิษ ส่วนช่วงเดินทางไกลถนนโล่ง เมื่อแบตเตอรี่มีพลังงานเกิน 10 % ขึ้นไปก็สามารถเดินคันเร่งเนียนๆบังคับให้ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้เรื่อยๆ ตามปริมาณแบตเตอรี่ที่มีการจ่าย และชาร์จไฟตลอดเวลา ซึ่งก็เหมือนกับการทำงานของรถยนต์ไฮบริดทั่วๆไปที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

สำหรับการเดินทางด้วยโหมด HYBRID บวกกับการใช้โหมด Eco เพิ่มความประหยัด เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วลอยตัวประมาณ 90-110 กม./ชม ตำแหน่งเกียร์ D8 ,D9 รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 1400 -1,600 รอบ/นาที ลองรีเซ็ทวัดผลดูค่าความประหยัดที่แผงหน้าปัดในหลายๆ ช่วงการเดินทาง ทำได้ประมาณ 14-15 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดไม่ธรรมดา เมื่อเทียบความแรง เร้าใจ ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ

การทดลองขับครั้งนี้ สิ่งที่น่าประทับใจนอกจากสมรรถนะที่เร้าใจของเครื่องยนต์ไฮบริด คือการตอบสนองที่ดีของช่วงล่างให้ความมั่นใจในทุกช่วงความเร็ว ออกแนวนุ่มหนึบ ไม่แข็งกระด้าง พร้อมการทรงตัวที่ดีในช่วงความเร็วสูง ตัวรถนิ่งไม่มีอาการโยนตัว หรือ ยวบยาบ  และการเซ็ทพวงมาลัยในการบังคับเลี้ยวทำได้เนียนกริ๊ป มีความแม่นยำสูง เลี้ยคม น้ำหนักดี ขับขี่ได้อย่างคล่องตัวทั้งช่วงความเร็วต่ำในเมือง และให้ความมั่นคงเมื่อโลดแล่นด้วยความเร็วสูง

ทางด้านเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัย C 300 e AMG Dynamic ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ในรถยนต์ S-Class โดยเน้นที่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system) ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator) ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) แสดงภาพรอบตัวรถที่จอภาพขนาดใหญ่บนคอนโซลกลาง ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ในเมืองได้ดียิ่งขึ้น

การทำตลาด New Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ ในปัจจุบันยังคงทางเลือกด้วย 2 รุ่นย่อย!

- C 300 e Avantgarde รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 2,699,000 บาท

- C 300 e AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 3,215,000 บาท

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ หรือติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่เว็บไซต์  www.mercedes-benz.co.th หรือ www.facebook.com/MercedesBenzThailand

TEST DRIVE by Drivingplace.com

Rate this item
(2 votes)
Last modified on วันจันทร์, 15 มิถุนายน 2563 21:41
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing