กรกฎาคม 02, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว CHEVROLET CAPTIVA ขับนุ่ม คุมง่าย สะดวกสบาย สไตล์รถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่! | รีวิว ทดลองขับ Drivingplace Featured

By กุมภาพันธ์ 14, 2563 291

[ รีวิว รถใหม่2020 ] NEW CHEVROLET CAPTIVA โมเดลล่าสุด จัดอยู่ในคลาสรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยความกว้างขวาง สะดวกสบาย รองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมการดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่หมดในเทรนด์ของรถยนต์เชฟโรเลตยุคใหม่ที่แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน และสมรรถนะการขับเคลื่อนก็ปรับเปลี่ยนสู่ยุคของเครื่องยนต์ขนาดเล็กแต่เสริมความแรงด้วยเทอร์โบ!

การทดลองขับครั้งนี้ เรามีโอกาสได้สัมผัสกับรุ่นท็อป CHEVROLET CAPTIVA PREMIER ออฟชั่นครบๆ ภายใต้ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท รูปลักษณ์ภายนอก ต้องบอกว่าเน้นความใหญ่โตบึกบึนในสไตล์รถเอสยูวี ตัวถังดูอวบแต่ไม่อ้วน ผสานกับเส้นสายเหลี่ยมสันที่เฉียบคมมีมิติ มุมมองด้านหน้าหล่อเข้มด้วยชุดไฟหน้าที่ออกแบบเป็นไฟโปรเจ็กเตอร์ทรงเรียวยาวที่มีไฟเลี้ยวในตัว และมีเส้นขอบโครเมี่ยมยาวต่อเนื่องรับกับกระจังหน้า พร้อมเส้นสีโครเมี่ยมตัดกับสีดำเพิ่มความดุดัน ส่วนด้านท้ายดูบึกบึน ชุดไฟท้ายดีไซน์รับกับตัวรถได้ดีสีแดงสดเป็นแบบ LED พร้อมตกแต่งด้วยสปอยเลอร์หลัง และเสาอากาศแบบครีบฉลาม บริเวณหลังคายังมาพร้อมออฟชั่นขั้นเทพ เป็นแบบพาโรนามิก ซันรูฟขนาดใหญ่ ยาวไปถึงผู้โดยสารแถวกลาง สามารถเปิดปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า

ภายในห้องโดยสาร ถือเป็นหัวใจสำคัญของ NEW CHEVROLET CAPTIVA โดยเน้นความ กว้างขวาง สะดวกสบาย ตอบโจทย์ได้ครบถ้วนตามสไตล์รถอเนกประสงค์ขนานแท้ และยังอัดแน่นด้วยออฟชั่นใหม่ๆที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ทันสมัยของคนเมืองยุคนี้ได้ดีทีเดียว ในรุ่น PREMIER เป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง เน้นรองรับผู้โดยสารครอบครัวใหญ่ และสามารถใช้งานบรรทุกสิ่งของได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยพื้นจัดเก็บสัมภาระสูงสุดถึง 587 ลิตร ซึ่งเบาะที่นั่งแถวสองสามารถพับแบนราบแยกส่วนแบบ 60:40 และเบาะที่นั่งแถวสามพับแบนราบแยกส่วนแบบ 50:50 เพื่อการบรรทุกสัมภาระทุกรูปแบบ

บริเวณที่นั่งแถวสอง ถือว่ามีความกว้างขวางของพื้นที่ช่วงขา และพื้นที่เหนือศีรษะที่ปลอดโปร่ง และยังสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าไปนั่งเบาะแถวสามได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังมีระบบปรับอากาศ ที่วางแก้ว ช่องชาร์จ USB ในทุกแถวที่นั่ง และใส่ใจความปลอดภัยได้มาตรฐานด้วยจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX บริเวณเบาะผู้โดยสารแถวสอง

ทางด้านการดีไซน์อุปกรณ์ต่างๆ ให้ความหรูหราตามคลาสรถ เน้นการตกแต่งด้วยหนังโทนสีเทาเข้มทั่วห้องโดยสาร พร้อมวัสดุที่ให้สัมผัสที่นุ่มนวลดูสบายตา โดยรุ่น Premier มาพร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง ปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ Push Start จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลที่ สามารถอ่านค่าต่างๆได้ง่ายและเห็นชัดเจน แผงคอนโซลกลางโดดเด่นด้วยหน้าจออินโฟเทนเมนท์ระบบสัมผัสขนาด 10.4 นิ้ว รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งภาคบันเทิง ฟังเพลง การควบคุมระบบปรับอากาศ การปรับแต่งระบบการทำงานของรถ ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแรงดันลมยาง พร้อมการเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่าน บลูทูธ/USB/AUX ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร และความบันเทิงเชฟโรเลต ลิงค์ (Chevrolet Link) สามารถแสดงผลจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีระบบการใช้งานโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี และทำให้ผู้ขับขี่สามารถพูดคุยโทรศัพท์โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน

บริเวณหน้าจอระบบสัมผัสของ NEW CHEVROLET CAPTIVA ยังเป็นจุดดึงความสนใจได้ดีสุดเมื่อเข้าสู่ห้องโดยสาร เพราะมีรูปทรงเหมือนแท็บเล็ต นอกจากรองรับการทำงานต่างๆที่กล่าวไปแล้ว ยังช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยการแสดงผลจากกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา แสดงภาพรอบตัวรถแบบเรียลไทม์ รวมทั้งภาพมุมสูง ด้วยการใช้กล้องหลายจุดรอบคันเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถเข้าจอดได้อย่างปลอดภัย ในพื้นที่ลานจอดรถ หรือซอยที่คับแคบ เมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 20 กม./ชม. จึงเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง

การออกแบบรถอเนกประสงค์รุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบล่องหน โดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงระดับเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน อาทิ เหล็กที่มีความแข็งแกร่งพิเศษ ทนความร้อนสูง และน้ำหนักเบา มั่นใจด้วยการทดสอบเครื่องยนต์มากกว่า 10,000 ชั่วโมง ผ่านการทดสอบในสภาวะที่ร้อนจัดและเย็นจัด ไปจนถึงการทดสอบการขับขี่ในสภาวะจำลองกว่า 300,000 กิโลเมตร ให้ความมั่นใจในด้านความแข็งแกร่งทนทาน

ผลลัพท์ที่ได้ คือเครื่องยนต์เบนซิน แบบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จเจอร์ พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่ ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 2,400 รอบ/นาที ผสานการทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ แบบซีวีที 8 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า เครื่องยนต์รุ่นนี้เน้นประสิทธิภาพสูงให้แรงบิดได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบเผาไหม้ที่สมบูรณ์ รวมถึงระบบไอเสียที่ปรับความดันอย่างเหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดียิ่งขึ้น

การทดลองขับ เริ่มจับอาการตั้งแต่การขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำ สังเกตได้ว่าพวงมาลัยมีน้ำหนักเบา ควบคุมรถในพื้นที่แคบๆทั้งการเลี้ยว และการเปลี่ยนเลนได้อย่างคล่องตัว ไม่รู้สึกถึงความอุ้ยอ้ายจากตัวถังขนาดใหญ่ แต่ช่วงขับด้วยความเร็วสูงออกนอกเมืองจะรู้สึกเบาไปหน่อย แต่ไม่ถึงกับวูวาบจนขาดความมั่นใจ ส่วนการขับเข้าโค้งเร็วๆด้วยน้ำหนัก และความสูงใหญ่ของตัวรถ อาการโยนตัวมีให้เห็นบ้าง ต้องแต่งพวงมาลัยด้วยความปราณีต และลดระดับความเร็วให้เหมาะสมก่อนเข้าโค้ง พูดง่ายๆก็คืออย่าวู่วามในโค้งมากเกินไป เพราะการเซ็ทรถคันนี้ ออกแนวรถอเนกประสงค์ขนานแท้ เน้นความนุ่มนวล ขับสบาย เป็นจุดขายหลักสำหรับครอบครัว

สำหรับสมรรถนะความแรง แม้ว่าจะใช้เทอร์โบเข้ามาช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อนในทุกรอบความเร็ว แต่กำลังที่รีดเค้นออกมาอยู่ในระดับปานกลาง  จังหวะเร่งความเร็วมาเรื่อยๆเนียนๆ ไม่เน้นดิบแบบหลังติดเบาะ 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 13 วินาที ใครเท้าหนักอาจมองว่าอืดไปหน่อย แต่สำหรับผมถือว่ารับได้มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานทั้งจังหวะออกตัว หรือการเร่งแซงในระยะที่เหมาะสม ปลอดภัยกับสภาพการจราจรเมืองไทย  ขณะที่ระบบเบรกเป็นแบบดิสค์เบรกทั้ง 4 ล้อ การหยุด หรือชะลอความเร็วทำได้ดี เบรคจับไว แต่หน้าไม่ทิ่ม น้ำหนักการเบรคถือว่าเซ็ทมาได้เหมาะสมกับน้ำหนัก และขนาดตัวรถ

การขับขี่เดินทางไกลด้วยความเร็วคงที่ 100 กม./ชม. รอบเครื่องอยู่ที่ประมาณ 1,900 รอบ/นาที  ถือว่ารอบต่ำใช้ได้ โดยค่าเฉลี่ยความประหยัดอยู่ในระดับกลางๆความเร็ว 90-100  กม./ชม.ทำได้ประมาณ 13-14 กม./ลิตร และในเมืองช่วงรถติดลองวัดหลายๆช่วงตามสภาพการจราจรอยู่ที่ 9-11 กม./ลิตร

เมื่อขับด้วยความเร็วลอยตัวเกิน 120 กม./ชม. ถ้าจะเร่งแซงก็อาจจะต้องเผื่อระยะไว้หน่อย เพราะความเร็วปลายจะไหลมาแบบเรื่อยๆ ตามสไตล์เกียร์อัตโนมัติ CVT เน้นความนุ่มนวล ราบเรียบ ต้องค่อยๆเดินคันเร่งอย่างเหมาะสม ซึ่งความเร็วสุดลองกดดูช่วงถนนโล่งมากๆทำได้เฉียดๆ 180 กม./ชม. ส่วนระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ ในช่วงเดินไกล เซ็ทมานุ่มหนึบ รองรับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนได้ดี เดินทางไกลกันได้สบายๆ

จากการทดลองขับ NEW CHEVROLET CAPTIVA คงต้องบอกว่ารถอเนกประสงค์รุ่นนี้มีความโดดเด่นเรื่องความกว้างขวางของห้องโดยสาร พร้อมออฟชั่นที่รองรับการใช้งานต่างๆได้ดี คุณภาพวัสดุที่เป็นรถนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียก็จัดว่าดีกว่ารุ่นก่อนๆ มากทีเดียว ส่วนสมรรถนะโดยรวมถ้ามองในมุมของการเป็นรถครอบครัวแท้ๆ เน้นการขับขี่ที่นุ่มนวล ควบคุมง่าย ก็ถือว่าใช้ได้ มีความน่าสนใจพอสมควร แต่รุ่นท็อปที่เราทดลองขับถ้าขยับราคาลงมาอีกหน่อย ก็น่าจะเพิ่มแรงดึงดูดในการตัดสินใจซื้อได้ดีกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา!!

ราคาจำหน่าย NEW CHEVROLET CAPTIVA 2020 (ยังไม่รวมส่วนลดพิเศษตามโปรโมชั่นต่างๆ)

- รุ่น LS ราคา 999,000 บาท (เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับรุ่น 7 ที่นั่ง)

- รุ่น LT ราคา 1,099,000 บาท

- รุ่น  Premier ราคา 1,199,000 บาท

ล่าสุดเชฟโรเลตจัดข้อเสนอพิเศษกระตุ้นยอดขาย Chevrolet Lucky Deal ตั้งแต่วันนี้ – 29 ก.พ. 63 เฉพาะ NEW CHEVROLET CAPTIVA รุ่น LS 5 ที่นั่ง ราคาพิเศษ 869,000 บาท (ข้อเสนอราคาพิเศษ 869,000 บาท จากราคาขายปลีกปกติ 999,000 บาท จำนวนจำกัด 300 คัน สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรกที่จองและรับรถภายใน 1 กุมภาพันธ์ 2563 – 29 กุมภาพันธ์ 2563)

TEST DRIVE By Drivingplace.com

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันจันทร์, 15 มิถุนายน 2563 21:49
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing