กรกฎาคม 02, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ NISSAN ALMERA 2020 แรง ประหยัด คุ้มค่า ตามมาตรฐานอีโคคาร์ขนานแท้!?! | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

By กุมภาพันธ์ 06, 2563 419

[ รีวิว ทดสอบรถ ] ALL-NEW NISSAN ALMERA อีโคคาร์ซีดาน โมเดลที่ 2 สำหรับตลาดประเทศไทย เปิดตัวด้วยรูปลักษณ์ใหม่หมด ยกระดับความสวยงาม โฉบเฉี่ยว หรูหรา สะดวกสบาย ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้นทุกด้านจากเครื่องยนต์บล็อคใหม่ 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้ความแรงเพิ่มขึ้น แต่กินน้ำมันน้อยลง! ตามมาตรฐานอีโคคาร์เฟส 2 พร้อมอัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และอุปกรณ์เสริมความปลอดภัย ภายใต้ราคาที่คุ้มค่า น่าตัดสินใจ เริ่มต้น 499,000 - 639,000 บาท

สำหรับการทดลองขับ ALL-NEW NISSAN ALMERA ครั้งแรกในประเทศไทย นิสสัน ได้เชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบขับขี่แบบใช้งานจริงรวมระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร บนเส้นทางผ่านอุทยานแห่งชาติทั้งสามแห่งในเขตจังหวัดภูเก็ต และพังงา เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ใหม่ พร้อมตรวจสอบคุ้มค่าความสะดวกสบายในการใช้งาน และความปลอดภัยในการขับขี่จากเทคโนโลยีขั้นสูงจากนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่ใส่มาเต็มคันแบบไม่เกรงใจคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

การดีไซน์รูปลักษณ์ต้องบอกว่าใหม่หมดจดของแท้ มิติภายนอกดูใหญ่โตบึกบึนมากกว่ารุ่นเดิม ทั้งความกว้างของตัวถังมากขึ้น 45 มม. ฐานล้อยาวขึ้น 20 มม. และลดความสูงลง 40 มม. มุมมองด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าทรงบูมเมอแรง แบบ LED พร้อม LED Signature Light เพิ่มเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะรุ่น ด้านข้างตัวถังมีความยาวกว่ารุ่นเดิม 70 มม.เน้นการดีไซน์ที่โค้งมนตัดกับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยลายสวยเรียบขนาด 15 นิ้ว ประกบกับยางหน้ากว้าง แก้มสูงเน้นความนุ่มขนาด 195/65R15 เลยไปด้านท้ายรถเด่นที่เสาด้านหลังตัวรถถูกออกแบบให้กลมกลืน เสมือนหลังคาลอยตัว ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ให้สง่างามยิ่งขึ้น พร้อมด้วยซุ้มล้อที่มีเหลี่ยมสันชัดเจน ช่วยเสริมความเฉียบคมกับตัวรถ และไฟท้ายแบบ Signature Light ทรงบูมเมอแรงในสไตล์เดียวกับชุดไฟหน้า พร้อมไฟเบรกแบบ LED เพิ่มการมองเห็นที่ชัดเจนจากระยะไกล

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยรวมต้องบอกว่าสวยงาม หรูหรากว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน ทั้งแง่ของสไตล์การออกแบบ และวัสดุที่มีคุณภาพดีขึ้น ในรุ่นท็อป VL ที่เน้นทดลองขับในครั้งนี้ ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ และเสริมด้วยวัสดุตกแต่งคอนโซลกลางสีเปียโน แบล็ค และวัสดุสีเงิน เพิ่มความสปอร์ตและหรูหรา คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อได้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยี NissanConnect บนหน้าจอแสดงผลใหม่พร้อมช่องเชื่อมต่อ Bluetooth, USB และ AUX IN สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง พร้อมลำโพงคุณภาพดี 6 จุด และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอย่าง Apple CarPlay การทดลองขับเราเน้นใช้งานแอพพลิเคชั่น Google Map แสดงภาพขึ้นจอใหญ่นำทางไปสู่หมายต่างๆที่นิสสันเซ็ทได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องมีรถนำทางก็ไม่กลัวหลง

 

ในโซลควบคุมน่าชื่นชมกับพวงมาลัย 3 ก้านรูปทรงสปอร์ต แบบ D-Shape จับถนัดมือ สามารถปรับสูงต่ำได้ตามสรีระ พร้อมระบบมัลติฟังก์ชัน สามารถควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียง และระบบเชื่อมต่ออื่นๆ ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยที่ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ มองทะลุไปที่แผงหน้าปัด มาตรวัดออกแบบใหม่เป็นแบบเรืองแสง Fine Vision Meter แบบ Digital ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว มองเห็นชัดเจนดี แสดงผลข้อมูลการขับขี่ที่เป็นประโยชน์ไว้อย่างครบถ้วน

 

ALL-NEW NISSAN ALMERA ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ใหม่ ภายใต้รหัส HRA0 แบบ 3 สูบ แถวเรียง DOHC ขนาด 1.0 ลิตร กระตุ้นพลังด้วยเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 100 พีเอส (Ps) พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 152 นิวตันเมตร (Nm) แสดงผลตั้งแต่รอบ 2,400 ถึง 4,000 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับชุดเกียร์อัตโนมัติ XTRONIC CVT พร้อม D-Step Logic ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล รวดเร็ว ส่งผลให้อัตราเร่งต่อเนื่อง และทันใจ ทั้งช่วงออกตัว และเร่งแซงที่ดีขึ้น ช่วยให้การขับขี่โดยรวมมีประสิทธิภาพ และประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้นกว่าเดิม 

จุดเด่นเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ใหม่ ยังเต็มไปด้วยนวัตกรรมทางเทคนิคมากมายเช่น ลูกสูบแบบ Delta Cylinder Head , หัวฉีดแบบ Central Injector และ Turbocharger ที่ควบคุมไอเสียด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเทคโนโลยีเคลือบบนกระบอกสูบแบบ Mirror Bore Coating เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง Nissan GT-R ช่วยเพิ่มความทนทาน ช่วยลดการสึกหรอ รวมถึงปรับปรุงเรื่องการระบายความร้อน และการเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทดลองขับครั้งนี้ ผมรับหน้าที่ขับเป็นคนแรก จากภูเก็ต มุ่งหน้าสู่พังงา ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร เริ่มต้นด้วยเส้นทางการขับขี่ที่หลากหลาย ทั้งในเมืองรถหนาแน่น มุ่งหน้าขึ้นทางเหนือของเกาะภูเก็ตเลียบชายฝั่งอันดามันที่สวยงามสู่เขาหลัก ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ การขับขี่ช่วงนี้ค่อนข้างน่าพอใจกับความคล่องตัวในการขับขี่ช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยไฟฟ้าเซ็ทมาเหมาะสมกับการเป็นรถอีโคคาร์ หรือซิตี้คาร์ เบาแรง เลี้ยวง่าย ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ทั้งการเลี้ยวในพื้นที่แคบตามแยกต่างๆ และการเปลี่ยนเลนทำได้ฉับไวตามใจต้องการ ขณะที่ช่วงล่างภายใต้พื้นฐานเดิมที่คุ้นเคย ด้านหน้าเป็นแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง การปรับเซ็ทออกมาได้ดีเมื่อขับขี่ในเมืองด้วยความเร็วต่ำ ทางเรียบ ให้ความนุ่มนวล นั่งสบาย และเมื่อเจอพื้นถนนเป็นหลุมขุขระ หรือรอยต่อถนนต่างๆ การซับแรงกระแทกก็ทำได้ดี แม้ว่าจะแอบแข็งนิดๆ แต่แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นสู่ห้องโดยสารอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ส่วนการขับขี่ย่านความเร็วสูง หรือการขับผ่านทางโค้งด้วยความเร็ว ก็ยังควบคุมรถได้สบายๆ ช่วงล่างยึดเกาะพื้นถนนได้ดี ออกแนวนุ่ม เด้งนิดๆ แต่ไม่ถึงกับย้วยให้ขาดความมั่นใจ

ช่วงถนนโล่งออกนอกเมืองได้ลองอัตราเร่งช่วงออกตัวเล็กน้อยตามสภาพการจราจร การเร่งความเร็วแม้เครื่องจะเล็ก แต่ได้เทอร์โบมาช่วยอัดไอดีเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้เร็วขึ้น จึงรีดความเร็วออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เร่ง เร็ว แรง กว่าอีโคคาร์ยุคแรกๆที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่าอย่างชัดเจน ลองกดหนัก 0-100 กม./ชม.จับเวลาเล่นๆอยู่ที่ประมาณ 13-14 วินาที และช่วงส่งต่อความเร็วของเกียร์ซีวีที เมื่อขับใช้งานปกติยังเด่นที่ความนุ่มนวล ราบเรียบ แต่ถ้ากดหนัก หรือคิกดาวน์แบบฉับพลันมีอาการรอบเครื่องตวัดสูงนำหน้าเข็มไมล์อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่มากเท่าเกียร์ซีวีทีของเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ในรุ่นเดิม ขณะเดียวกันถ้าลองเติมคันเร่งพอดีๆไม่ว่าจะเป็นรอบต่ำ หรือ รอบกลางๆเวลาเร่งแซงตั้งแต่ 100 กม./ชม.เป็นต้นไป ถือว่าทันใจ เร่งความเร็วได้อย่างมั่นใจ ตรงนี้วางใจได้เลยในเรื่องการแซงที่ปลอดภัยไม่แพ้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ โดยมีความเร็วสูงสุดรองรับการใช้งานที่ประมาณ 190 กม./ชม.!

ในส่วนของการเบรค หรือ ชะลอความเร็ว จากระบบเบรกหน้าดิสก์ หลังดรัม โดยรวมจัดว่าทำงานได้ดีในทุกจังหวะความเร็ว เบรคไม่จับไวจนหน้าทิ่ม ช่วงความเร็วต่ำแตะเบาๆเอาอยู่ให้น้ำหนักเบรคพอดีๆ แต่ช่วงความเร็วสูง หรือการเบรคกระทันหัน ต้องลงน้ำหนักเท้าลึกหน่อย เมื่อเบรคจับแล้วค่อนข้างหนึบ หยุดไว ในระดับที่อุ่นใจได้

การเดินทางช่วงแรกต้องบอกว่าเราใช้ความเร็วแบบต่อเนื่องไม่คงที่ ประมาณ 100-140 กม./ชม. มีการเร่ง และปรับลดความเร็วตลอดเวลา รวมถึงสภาพเส้นทางมีความหลากหลายทั้งทางตรงยาว และทางโค้งค่อนข้างเยอะ ซึ่งการทดลองขับเราลองวัดค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองบนแผงหน้าปัดตั้งแต่ออกจากภูเก็ต ลัดเลาะไปจนถึง พังงา ระยะทาง 100 กม.แรกตัวเลขที่ออกมาน่าพอใจอยู่ที่ 15.2 กม./ลิตร ส่วนช่วงขากลับลองเซ็ทใหม่ พร้อมขอร้องให้ผู้ขับไม้สองใจเย็นๆในช่วง 50 กม. สุดท้ายก่อนถึงโรงแรมที่พักในภูเก็ต ด้วยการขับขี่แบบใช้งานจริงความเร็วคงที่เป็นส่วนใหญ่ เน้นขับไปเรื่อยๆสบายๆเหมือนเราเป็นเจ้าของรถ ค่าเฉลี่ยความประหยัดเมื่อถึงจุดหมายทำได้ 21.6 กม./ชม.ใกล้เคียงตัวเลข 23.3 กม./ลิตร ที่นิสสันเคลมไว้ ซึ่งถือว่าประหยัดคุ้มค่าสอบผ่านตามมาตรฐานอีโคคาร์ยุคใหม่

ในส่วนของเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ จากนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่ใส่มาเต็มๆในรถรุ่นนี้ เราได้สัมผัสการใช้งานจริงจากการขับขี่ในบางช่วง โดยระบบที่แสดงประสิทธิภาพให้เห็น และช่วยเสริมความปลอดภัยได้อย่างชัดเจน คือ ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) ช่วยเตือนเวลาเปลี่ยนช่องทางการขับขี่ ทันทีที่พบรถอยู่ในตำแหน่งจุดอับสายตา และเมื่อสัญญาณไฟเลี้ยวถูกเปิดระบบจะส่งเสียงสัญญาณพร้อมไฟกระพริบเตือนให้รู้ล่วงหน้าว่ามีรถคันอื่นอยู่ในช่องทางด้านข้างซึ่งผู้ขับอาจมองไม่เห็น และอีกระบบที่ได้ลองใช้งานจริงๆคือ เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นพื้นที่ข้างรถได้รอบทิศทางผ่านกล้อง 4 จุด รอบคัน กล้องทุกตัวจะจับภาพขณะเคลื่อนไหวจริง และนำไปประมวลผล จากนั้นแสดงผลเป็นภาพจากมุมสูงผ่านหน้าจอบนคอนโซลให้เห็นระยะที่ปลอดภัยรอบตัวรถ พร้อมทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน Moving Object Detection ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อใกล้วัตถุต่างๆช่วยเพิ่มความปลอดภัยของตัวรถรอบคัน ส่วนเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยด้านอื่นๆที่ไม่มีโอกาสได้ลองของจริงในครั้งนี้ ก็มีทั้ง เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning ) ,เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking ) และเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert ) โดยรวมถือว่าระบบความปลอดภัยต่างๆจัดสรรมาให้เยอะเกินหน้าเกินตารถยนต์รุ่นอื่นๆที่อยู่ในคลาสเดียวกัน

โดยสรุปต้องบอกว่าการก้าวสู่ยุคใหม่ของอีโคคาร์เฟส 2 ALL-NEW NISSAN ALMERA 1.0 TURBO มีความคุ้มค่าในตัวเองค่อนข้างสูง ทั้งด้านการดีไซน์รูปลักษณ์ที่สวยงาม ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย เพียบพร้อมด้วยออฟชั่นมากมายตามยุคสมัย และให้สมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์ได้ครบทั้งความแรงและประหยัด แถมยังมีราคาค่าตัวที่สมเหตุสมผล สอบผ่านตามมาตรฐานอีโคคาร์ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง!

ราคาจำหน่าย ALL-NEW NISSAN ALMERA 1.0 TURBO

- รุ่น S ราคา 499,000 บาท

- รุ่น E ราคา 509,000 บาท

- รุ่น EL ราคา 559,000 บาท

- รุ่น V ราคา 599,000 บาท

- รุ่น VL ราคา 639,000 บาท

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันจันทร์, 17 กุมภาพันธ์ 2563 01:51
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing