กรกฎาคม 02, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ ALL NEW HONDA CITY TURBO 2020 แรงเกินพิกัด ประหยัดเกินตัว! / รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ รีวิว รถใหม่2020 ] เส้นทางความสำเร็จของ HONDA CITY ในฐานะผู้บุกเบิกรถซีดานขนาดเล็ก หรือ ซับคอมแพ็คท์คาร์ สู่ตลาดประเทศไทย เริ่มต้นมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 700,000 คัน นับตั้งแต่โมเดลแรกถือกำเนิดมาในปี 1996 จนถึงโมเดลที่ 4 ในปี 2019 ก่อนที่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญกับ ALL-NEW HONDA CITY ปี 2020 โมเดลที่ 5 ที่ผันตัวเองตามกลไกตลาดกลายมาเป็นรถอีโคคาร์ซีดาน ขุมพลังขนาดเล็ก 1.0 ลิตร เทอร์โบ เน้นสมรรถนะตามมาตรฐานอีโคคาร์ยุคใหม่ ให้ทั้งความแรงขับสนุก ประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.8 กม./ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาตรฐานไอเสียยูโร 5   

หลังจาก ALL-NEW HONDA CITY โมเดลล่าสุด เปิดตัวทำตลาดอย่างจริงจังในช่วงปลายปี 2019 ผ่านมาถึงปัจจุบันระยะเวลาประมาณ 2 เดือน มีการยืนยันยอดจองของรถรุ่นนี้อย่างสวยหรูทะลุ 8,000 คัน กลบกระแสที่ลือ ( คนบ่นไม่ซื้อ คนซื้อไม่บ่น ) ว่ารถรุ่นนี้มีราคาแพงเกินกว่ารถอีโคคาร์ลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะยอดจองที่เกิดขึ้นเป็นรุ่นบน RS ราคา 739,000 บาท คิดเป็น 35% รุ่น SV ราคา 665,000 บาท มากถึง 40% อีก 25%ที่เหลือเป็นรุ่นล่าง V และ S ราคา 579,500- 609,000 บาท

สำหรับการทดลองขับใช้งานจริงบนท้องถนนเมืองไทยเป็นครั้งแรก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทยร่วมทดสอบ ALL-NEW HONDA CITY ภายใต้เส้นทางจากอำเภอเมือง จ.เชียงราย มุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงของ  บนสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งทางตรงยาว และทางคดโค้งขึ้นลงเขา รวมระยะทางไป-กลับ ประมาณ 200 กิโลเมตร

ก่อนการทดลองขับ ตามธรรมเนียมของฮอนด้า ก็ต้องมีการบรรยายถึงแนวทางการพัฒนาของรถยนต์รุ่นนี้อย่างละเอียดในทุกๆด้านนำทีมโดย มร. ซาโตรุ อะซุมิ หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา HONDA CITY ใหม่ บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี จำกัด ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการเผยแนวทางเกี่ยวกลยุทธ์ด้านการตลาดต่างๆ จาก คุณณัฏฐ์ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

แรกสัมผัสรูปลักษณ์ภายนอกยังมีรูปทรงที่คุ้นเคย แบบ 4 ประตูซีดานเช่นเดียวกับรุ่นเดิม แต่เพิ่มความใหญ่โต บึกบัน พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวดูสปอร์ตมากขึ้น โดยตัวถังยาวขึ้น 113 มม.และลดความสูงลง 10 มม. มุมมองด้านหน้าในรุ่น RS ที่เราเน้นทดลองขับในครั้งนี้ โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED สุดล้ำพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED ผสานกับกระจังหน้าสีดำเงาแบบ Gloss Black ผนึกสัญลักษณ์ RS ต่ำลงมาจะเป็นกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ซึ่งมองผิวเผินจะดูคล้ายๆกับรุ่นพี่อย่าง HONDA CIVIC TURBO รุ่นล่าสุด  เมื่อมองไปรอบๆตัวถังยังเพิ่มความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน และล้ออัลลอยแบบทูโทนลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 185/55/R16 ส่วนรุ่น SV ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเวลานี้ดีไซน์พื้นฐานก็จะเหมือนกัน แต่ชุดไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED เหมือนกัน ขณะที่กระจังหน้าดูแตกต่างชัดเจนด้วยสีโครเมียมเน้นความหรู และล้ออัลลอยมาในขนาด 15 นิ้ว สีทูโทนลายสวยเรียบ

ภายในห้องโดยสารถ้าเทียบกับรุ่นเดิมต้องบอกว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้วยการดีไซน์ใหม่หมด อุปกรณ์ต่างๆดูดีมีความทันสมัยตามเทรนด์ของรถยนต์ฮอนด้ายุคใหม่ พร้อมขยับขยายความกว้างขวางเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น ในรุ่น SV เน้นความหรูหราด้วยเบาะหนัง และภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ คอนโซลหน้าแบบ Piano Black  มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม ส่วนรุ่น RS เน้นเพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ด้านในตัวเบาะแอบเสริมวัสดุเพิ่มความหนานุ่มอีก 10 มม. บริเวณหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ เด่นด้วยมาตรวัดเรืองแสงสีแดง ขณะที่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้ง 2 รุ่นก็จัดเต็มตามยุค พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครอบคุม ทั้งมาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI คอนโซลกลางดีงามมีช่องเสียบ USB 2 ช่วง พร้อมเว้าช่องวางของ สามารถวางโทรศัพท์ได้ในตำแหน่งใกล้กัน พวงมาลัย 3 ก้าน ทรงสปอร์ตจับถนัดมือ เป็นแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติควบคุมการใช้งานง่ายผ่าน 3 ปุ่มขนาดใหญ่บริเวณคอนโซลกลาง และบริเวณหน้าจอบนคอนโซลกลางเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังยังให้ความปลอดภัยด้วยการแสดงภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) นอกจากนี้ในรุ่น RS มีการนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่ และรถยนต์ Honda CONNECT เจเนอเรชันล่าสุดมาใช้กับรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้ผู้ขับสามารถเชื่อมต่อและสั่งการทำงานต่างๆของรถยนต์ได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ

มาถึงสมรรถนะการขับเคลื่อน ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของ HONDA CITY รุ่นนี้ที่บอกลาเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร อย่างถาวร เข้าสู่ยุคของอีโคคาร์เฟส 2 ด้วยเครื่องยนต์ยุคใหม่ ที่มีขนาดเล็กลง ให้กำลังสูงขึ้น และประหยัดน้ำมันมากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซินบล็อคเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน HONDA CIVIC โมเดลที่จำหน่ายในยุโรปและจีน แต่ปรับปรุงใหม่หลายด้านให้เหมาะกับการใช้งานในเมืองไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบระบายความร้อนของอินเตอร์คูลเลอร์ด้วยอากาศมาเป็นแบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่ทำงานได้ดีกว่าในทุกสภาพการขับขี่ทั้งช่วงรถติด และการใช้ความเร็วสูง

พื้นฐานเครื่องยนต์จะเป็นแบบ 3 สูบ ขนาดความจุ 1.0 ลิตร 12 วาล์ว DOHC VTEC TURBO มาพร้อม Turbo Charger ที่ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้เร็วขึ้น (เทอร์โบปรับบูสต์ไว้ 2 บาร์) ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 - 4,500 รอบต่อนาที สมรรถนะการขับขี่ยืนยันว่าเหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ในรุ่นเดิม และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.8 กม./ลิตร พร้อมเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด และให้ความสะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และเครื่องยนต์บล็อคนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร พร้อมรองรับน้ำมันได้ถึง E20

สำหรับสมรรถนะการขับขี่ผมมีโอกาสได้ทดลองขับเป็นไม้ที่สอง ช่วงขากลับจากอำเภอเชียงของ มุ่งหน้ากลับสู่ตัวเมืองเชียงราย สัมผัสแรกต้องบอกว่าเจอกับเส้นทางคดโค้งเต็มพิกัดในการขึ้นลงเขาในทันที  สิ่งที่น่าชื่นชมในช่วงนี้ คือพวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันตามความเร็วได้ดี มีความนิ่ง ให้น้ำหนักดีกว่ารุ่นเดิมมากทีเดียว ช่วงความเร็วต่ำคุมรถง่ายเลี้ยวคล่อง ช่วงความเร็วสูงหรือการขับเข้าโค้งด้วยความเร็วไม่รู้สึกเบายังบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ และการส่งต่อกำลังจากชุดเกียร์ซีวิที ให้สัมผัสที่ราบเรียบ ไหลลื่น ความเร็วปรับลดขึ้นลงสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ได้ดี สามารถลากรอบได้สุดทุกเกียร์รับรู้ได้ถึงรอยต่อเกียร์เล็กน้อย อารมณ์คล้ายๆเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์  ส่วนช่วงล่างยังมาในสไตล์ซิตี้คาร์ เน้นความนุ่มนวล นั่งและขับสบายเป็นหลัก เมื่อผ่านสภาพเส้นทางโค้งด้วยความเร็วจึงมีอาการนุ่ม เด้ง โยนพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับเสียการควบคุม ยังบังคับเลี้ยวผ่านทุกโค้งได้อย่างมั่นใจ

ผ่านช่วงโค้งขึ้นลงเขา เจอทางโล่งๆได้ลองสมรรถนะความแรงแบบจรวดทางเรียบกันบ้าง เริ่มกดหนักๆตั้งแต่ออกตัว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับพละกำลังของเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบบล็อคนี้ ที่รีดพลังได้ร้อนแรงเกินพิกัด อัตราเร่ง 0-100 กม/ชม. เร่งแรงแบบนวลๆทันใจภายในเวลาเพียง 10 วินาที ถ้าไม่ยกก็ไหลต่อเนื่องไปสู่รอบสูงๆจาก 100 เร่งต่อไปถึงช่วงความเร็วปลายเฉียด 200 กม./ชม. ได้อย่างว่องไว ความแรงตรงนี้จึงเป็นผลดีในเรื่องการขับขี่ทางไกล โดยเฉพาะการเร่งแซง ที่มั่นใจ และปลอดภัยในทุกรอบความเร็ว!

เมื่อเครื่องแรงคำถามตามมา คือเบรคเอาอยู่ไหม? เท่าที่ลองทั้งจังหวะแตะเบาๆเพื่อชะลอความเร็ว และการเบรคหนัก หลายๆช่วง ถือว่าเบรคนุ่มจับไว แรงเบรกหนักแน่นสอดคล้องกับน้ำหนักเท้าได้ดี วางใจได้ในเรื่องความปลอดภัย

เมื่อขยับเข้าสู่คลาสรถอีโคคาร์ สิ่งที่ฮอนด้าต้องการสื่อสารเพิ่มเติมนอกจากความแรงของขุมพลังเทอร์โบ คือความประหยัดน้ำมันที่ไม่ได้เดินสวนทางกับความแรงที่มากขึ้น พูดง่ายๆก็คือรถรุ่นนี้มีความแรงและประหยัดผสมผสานกันอย่างลงตัวแบบที่หาได้ยากจากอีโคคาร์รุ่นอื่นๆ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยการทดลองขับใช้งานแบบเดินทางไกลด้วยความเร็วสูงเทอร์โบติดบูส์ตหนักๆจากการปรับลดและเพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่องตัวเลขแสดงค่าเฉลี่ยทั้งขาไปและกลับค่อนข้างน่าพอใจอยู่ที่ 13-14 กม./ลิตร และในช่วงทางตรงยาว เปลี่ยนแนวมาทดลองขับแบบใช้งานจริงตามกฎหมายกำหนดในหลายๆช่วงการเดินทางที่ความเร็วประมาณ 90-100 กม./ชม ค่าเฉลี่ยความประหยัดถือว่าทำได้ดีเกินขนาดตัวถัง อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนใน HONDA CITY ทุกรุ่นที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21-22 กม./ลิตร คิดเล่นๆว่าถ้าลองลดเพดานความเร็วมาประมาณ 70-80 กม./ชม. วิ่งยาวๆตัวเลข 23.8 กม./ลิตร ตามที่ฮอนด้าเคลมไว้มีโอกาสเป็นจริงได้อย่างแน่นอน!!

ในแง่ของการขับขี่ใช้งานทางฮอนด้า ยืนยันเพิ่มเติมว่า HONDA CITY TURBO มีการบำรุงรักษาง่าย และมีค่าใช้จ่ายไม่ต่างจาก CITY รุ่นเดิม เพราะเทอร์โบมีการออกแบบ และติดตั้งมาจากโรงงาน ผ่านการทดสอบมาอย่างเข้มข้น เรื่องความทนทาน ตามคุณภาพมาตรฐานฮอนด้า พร้อมการรับประกันตัวเทอร์โบที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษมากกว่าเครื่องยนต์ปกติที่ไม่มีเทอร์โบ 

ย้อนประวัติ HONDA CITY สำหรับตลาดประเทศไทย ปี 1996-2019

HONDA CITY เจเนอเรชันที่ 1 ก้าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่บุกเบิกและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย ด้วยการสร้างเซ็กเมนต์ยนตรกรรมซับคอมแพคท์เป็นครั้งแรก นับเป็นการขยายฐานตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้นด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่าย พร้อมเปิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ในสไตล์ซิตี้คาร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 HONDA CITY เจเนอเรชันที่ 2 ได้เข้ามาพลิกค่านิยมและทลายกรอบความคิดที่ลูกค้ามีต่อซิตี้คาร์ ด้วยการรังสรรค์แพลตฟอร์มที่กว้างขวาง มอบความสะดวกสบายแก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้วย Global Honda Quality Standard โดยการส่งออกไปจำหน่ายในหลากหลายประเทศรวมทั้งประเทศญี่ปุ่น ต่อเนื่องด้วย HONDA CITY เจเนอเรชันที่ 3 เปิดตัวในปี พ.ศ. 2551 มาพร้อมการปรับโฉมรูปลักษณ์ที่โดดเด่น พร้อมเครื่องยนต์ที่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทำให้  HONDA CITY ในเจเนอเรชั่นนี้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวไทย และต่างประเทศทั่วโลกเป็นอย่างมาก และในปี พ.ศ. 2557-2562 กับ HONDA CITY เจเนอเรชันที่ 4 ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมซับคอมแพคท์ ที่ได้พลิกโฉมและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ยนตรกรรมเซ็กเมนต์นี้ในทุกด้าน ทั้งด้านดีไซน์ที่สะท้อนความสปอร์ตพรีเมี่ยมมาพร้อมเครื่องยนต์ที่ตอบสนองทุกการขับขี่ได้ดีขึ้น และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอันล้ำสมัย ครองตำแหน่งยนตรกรรรมอันดับ 1 ในเซ็กเมนต์ ด้วยสัดส่วนยอดขาย 28% จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 - กันยายน 2562!


ราคาจำหน่าย  ALL NEW HONDA CITY TURBO 2020  มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น

- รุ่น RS  ราคา 739,000 บาท

- รุ่น SV  ราคา 665,000 บาท

- รุ่น  V   ราคา 609,000 บาท

- รุ่น  S   ราคา 579,500 บาท

รีวิว ทดสอบรถใหม่ by Drivingplace.com

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันจันทร์, 27 มกราคม 2563 20:57
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing