กรกฎาคม 09, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ FORD EVEREST 2.0 Bi Turbo Titanium Plus 4×4 อัพความหรูด้วยเบาะหนังสีคอนยัค ใหม่ | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ รีวิวรถยนต์ ] FORD EVEREST โมเดลล่าสุดเริ่มทำตลาดเป็นครั้งแรกในปี 2558 ผ่านมาจนถึงปัจจุบันรถอเนกประสงค์รุ่นนี้ มีการอัพเกรดรูปลักษณ์ใหม่ให้ทันสมัยดึงดูดใจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงสมรรถนะการขับเคลื่อนที่เป็นหัวใจสำคัญ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่มีขนาดเล็กลงแต่ให้กำลังมากขึ้น พร้อมเสริมระบบความปลอดภัยในการขับขี่ยุคใหม่อัดแน่นเต็มคัน

ล่าสุดยังเพิ่มทางเลือกใหม่ เอาใจคนชอบรถลุยสไตล์หรูภูมิฐาน ด้วยการเพิ่มทางเลือกในรุ่น EVEREST 2.0 Bi TURBO Titanium+ 4×4 ยกระดับความหรูหราด้วยสีภายในใหม่สีน้ำตาลคอนยัค (Cognac) บริเวณเบาะนั่ง และแผงข้างประตู ซึ่งมีให้เลือกเฉพาะภายนอกสีขาวอาร์กติก ไวท์ เน้นสร้างความแตกต่างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น

FORD EVEREST 2.0 Bi TURBO Titanium+ ถือเป็นรุ่นท็อป ออฟชั่นจัดเต็ม พร้อมให้สมรรถนะการขับขี่จากขุมพลังดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อฟลูไทม์ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีช่วยเสริมสมรรถนะ และความปลอดภัยในการขับขี่ที่รองรับการใช้งานได้ดีทั้งทางเรียบ และทางลุยแบบออฟโรดทุกรูปแบบ

การดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอก โดยพื้นฐานก็จะเหมือนกับรุ่น Titanium+ ขนาดมิติตัวถังใหญ่โตบึกบึนมีความยาว 4,893 มม. ความกว้าง 1,862 มม. ความสูง 1,836 มม. ความยาวฐานล้อ 2,850 มม. พร้อมให้ความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์หรูทันสมัย รับกับชุดไฟหน้าแบบ HID ปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมไฟเดย์ไทม์แบบ LED ที่กรอบไฟหน้าทั้ง 2 ด้าน บริเวณกันชนแต่งสีบรอนซ์เงินตัดกับสีตัวรถ ด้านข้างตัวถังในรุ่น Titanium+ จะเด่นที่ล้ออัลลอยลายหรู เป็นแบบ 6 ก้านสีทูโทน (Split-Spoke) ขนาด 20 นิ้ว และป้ายแต่งสีโครเมี่ยมบริเวณซุ้มล้อหน้าในรุ่นเทอร์โบคู่จะโชว์คำว่า Bi-turbo ส่วนด้านท้ายรถยังคงเป็นดีไซน์ที่คุ้นตามแบบเดียวกับรุ่นปกติ แต่จะโดดเด่นด้วยออฟชั่นอำนวยความสะดวกในการข่นถ่ายสัมภาระด้วยประตูท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี เพียงใช้เท้ายื่นไปใต้กันชนท้าย ประตูก็จะเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ

ภายในห้องโดยสาร ออฟชั่นพื้นฐานก็จะเหมือนกับ FORD EVEREST Titanium+ รุ่นปกติ จากเดิมตกแต่งด้วยโทนสีดำเทา ทั้งแผงแดชบอร์ด แผงข้างประตู และเบาะนั่ง ในรุ่นนี้ก็จะปรับเปลี่ยนสีสันของหนังหุ้มเบาะ และแผงข้างประตูเป็นสีเบาะสีน้ำตาลคอนยัค (Cognac) ดูหรูหราขึ้นชัดเจน แต่ก็ต้องระวังเพราะเลอะง่ายกว่าโทนสีดำเทาเข้มแบบเดิม ส่วนออฟชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ถือว่าจัดให้ครบไม่แพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็น กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็ว และขึ้นลงรถได้สะดวกสบาย  และภาคบังเทิงมาพร้อมระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบบลูทูธ แสดงผลผ่านจอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว พร้อมระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียม และติดตั้งกล้องมองหลังเพิ่มความปลอดภัยเวลาถอยจอด นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ระบบ SYNC ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ทางด้านความกว้างขวางสะดวกสบาย รองรับการใช้งานได้ดีจากขนาดตัวถังที่ใหญ่โต  เบาะแถว 1 แถว 2 นั่งสบายหายห่วง ติดแค่เบาะแถว 3 พื้นที่ช่วงหยืดแข่งขาจะค่อนข้างแคบนั่งนานๆเมื่อยพอสมควร แต่ก็ยังดีที่นั่งแล้วไม่ร้อน เพราะให้ความเย็นสบายอย่างทั่วถึงจากช่องแอร์แยกทั้งแถว 2 และ 3 พร้อมออฟชั่นอำนวยความสะดวกในยุคโซเชียลด้วยช่องเสียบชาร์จไฟหลายจุดแบบทั่วถึงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

สมรรถนะความแรงก้าวสู่ยุคเครื่องยนต์ขนาดเล็กลง แต่มีกำลังมากขึ้น ส่งผลดีทั้งด้านความแรง และประหยัดม้ำมันที่คุ้มค่า ใน FORD EVEREST รุ่น 2.0 Bi TURBO Titanium+ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เราทดลองขับ ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลพิกัด 2.0 ลิตร Bi-Turbo เสริมกำลังด้วยระบบอัดอากาศประสิทธิภาพสูง ทั้งเทอร์โบแรงดันสูง (HP) และเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ พร้อมด้วยฟังก์ชันการเปลี่ยนตำแหน่งในสไตล์เกียร์ธรรมดาแบบ Select Shift ซึ่งการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ บวก/ลบ สวิทซ์จะอยู่ที่บริเวณคันเกียร์ ต่างจากรุ่นเดิมที่ใช้วิธีผลักคันเกียร์ขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ แรกๆใช้งานก็ยังไม่คุ้นเคยกับวิธีกดปุ่มเท่าไหร่ แต่ใช้ไปสักพักเริ่มสนุก คุ้นมือ ถือว่าใช้งานง่ายสะดวกสบาย แถมยังมีลูกเล่นการล็อกตำแหน่งเกียร์ให้ใช้งาน อยากใช้แค่เกียร์ไหนก็ได้เพียงกดปุ่ม บวก/ลบ จะมีตัวเลขแสดงตำแหน่งเกียร์ขึ้นโชว์ที่แผงหน้าปัด ซึ่งเวลาขับขึ้นลง-เขา ด้วยความเร็วต่ำสามารถล็อคให้ใช้แค่เกียร์ 1-3 ได้เลย ช่วยเสริมความปลอดภัยในการคุมรถได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

ในการควบคุมรถต้องบอกว่าเป็นจุดเด่นสำคัญที่นักขับชื่นชอบ เพราะพวงมาลัยจะเป็นแบบปั้มเพาเวอร์พร้อมระบบไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง ให้น้ำหนักในการเลี้ยวกำลังดีมีความแม่นยำสูง สามารถบังคับเลี้ยวได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงความเร็ว ส่วนระบบช่วงล่างพื้นฐานเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ในด้านหน้า และแบบคอยล์สปริง พร้อมวัตต์ลิงก์ และเหล็กกันโคลง ในด้านหลัง การปรับเซ็ทจะเน้นความนุ่มนวลขับสบายเป็นหลัก จึงรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล นั่งสบายกว่ารถยนต์รุ่นอื่นที่อยู่ในคลาสเดียวกัน การขับขี่ตามสภาพท้องถนนปกติถือว่าดีเยี่ยมนุ่มนวล ไม่กระด้าง อารมณ์คล้ายกับขับรถเอสยูวีแท้ๆ แต่การขับด้วยความเร็วสูง หรือเข้าโค้งด้วยความเร็ว เนื่องจากเครื่องยนต์มีขนาดเล็กและเบาลง จะรู้สึกเบา หน้าลอยนิดๆ และเลี้ยวได้ไวขึ้น ต้องปราณีตในการขับขี่มากกว่ารุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร

ทางด้านสมรรถนะความแรง จากเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 213 แรงม้า ในช่วงออกตัวเร่งได้แรงทันใจ แต่ก็ไม่ได้แรงถึงขั้นดิบดุดัน เป็นการเร่งเร็วแรงแบบนุ่มนวล ราบเรียบ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที โดยอัตราเร่งถูกส่งผ่านจากเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำได้ราบเรียบ ไหลลื่น รอยต่อระหว่างเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์เกิดขึ้นน้อย ส่วนช่วงความเร็วสูงในทุกรอบความ ถือว่าขับสนุก มีความจัดจ้าน ตามน้ำหนักเท้า การเร่งแซงเรียกว่าหายห่วงทันใจในทุกสถานการณ์ โดยมีความเร็วสูงสุดรองรับไว้ที่ประมาณ 180 กม./ชม.

นอกจากสมรรถนะความแรง ขับสนุก ข้อดีอีกจุดของเครื่องยนต์บล็อคนี้เมื่อผสานกับชุดเกียร์ 10 สปีด คือการขับเดินทางไกลด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์จะค่อนข้างต่ำ ความเร็ว 100 - 120 กม/ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 1,400 – 1,800 รอบ/นาที ซึ่งส่งผลดีในเรื่องความประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่ามากกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ การทดลองขับเราลองจับค่าความประหยัดหลายๆครั้งที่ความเร็วประมาณ 100 - 120 กม./ชม. ค่าเฉลี่ยแปรผันตามสภาพการจราจรอยู่ที่ประมาณ 14 - 16 กม./ลิตร และถ้าลองใช้ความเร็วคงที่ต่อเนื่อง 80-90 กม./ชม.ทำได้เกิน 18 กม./ลิตร สบายๆ ส่วนช่วงรถติดหนักในเมืองใช้เกียร์ต่ำเป็นส่วนใหญ่ต้องทำใจตัวเลขลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 10 -11 กม./ลิตร

FORD EVEREST Titanium+  รุ่นท็อปยังอัดแน่นด้วยระบบช่วยเสริมความปลอดภัยยุคใหม่ให้อุ่นใจเต็มเพียบ ที่โดดเด่นสุดๆคือ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถเพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้าย และการชนคนเดินถนนให้น้อยลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ส่วนเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ ก็มีทั้งระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) , ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) , ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) , ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System , ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control) , ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) , ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) และติดตั้งกล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

นอกจากนี้ยังให้ความเพลิดเพลินในการขับขี่ ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation) ช่วยให้ห้องโดยสารเงียบขึ้น เสียงรบกวนจากภายนอกน้อยลง โดยออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ และระบบเกียร์ พร้อมพัฒนาซีลกันเสียง และวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น และเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่ด้วยระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) คอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

สำหรับการทำตลาด NEW FORD EVEREST 2.0 Bi TURBO Titanium+ รุ่นพิเศษภายนอกสีขาวอาร์กติก ไวท์  พร้อมสีสันภายในใหม่ เบาะสีน้ำตาลคอนยัค (Cognac) เคาะราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,799,000 บาท สนใจลองไปยลโฉมของจริงได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ!!

TEST DRIVE : DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันอังคาร, 07 มกราคม 2563 03:34
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing