กรกฎาคม 09, 2563

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ MAZDA 2 MY2020 โฉมใหม่! โชว์ของดี GVC Plus บนแทร็กสนามช้าง! | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ รีวิว รถใหม่2020 ] MOTOR EXPO 2019 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา มาสด้าเปิดแนวรุกสู้ศึกตลาดรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ด้วยการเปิดตัว New Mazda 2 MY2020 รุ่นปรับโฉมใหม่ ในสไตล์เดียวกับรุ่นพี่อย่าง All-New Mazda 3 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยเน้นความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ใหม่แบบ KODO design เจนเนอเรชั่นใหม่ พร้อมด้วยการอัพเกรดออฟชั่นใหม่ทั้งอุปกรณ์ตกแต่ง และอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ทั้งกล้องมองภาพ 360 องศารอบทิศทาง และติดตั้งระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ในทุกรุ่น ช่วยเพิ่มความโดดเด่นด้านสมรรถนะการขับขี่โดยรวมให้ดียิ่งขึ้น

New Mazda 2 รุ่นปรับโฉมใหม่ ยังคงเน้นทำตลาดด้วยทางเลือกที่หลากหลายทั้งเครื่องยนต์คลีนดีเซล 1.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ภายใต้ตัวถังทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแฮตช์แบค 5 ประตู เน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าตามคอนเซ็ปต์ “ไม่หยุด แค่ความธรรมดา” เพราะความธรรมดาใครๆ ก็เป็นได้! พร้อมเคาะราคาจำหน่ายวัดใจกับคู่แข่งหน้าใหม่ทั้งหลาย เริ่มต้นเพียง 546,000 บาท !!

สำหรับเส้นทางการทำตลาดของ Mazda 2 ต้องยกให้เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เคียงคู่กับบริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ตลอดช่วงเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา นับตั้งแต่โฉมแรก เริ่มทำตลาดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 มียอดขายสะสมมากกว่า 120,000 คัน ต่อเนื่องสู่เจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2558 ก็ประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยการก้าวขึ้นครองอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่รวมทั้งอีโค คาร์ และซิตี้  คาร์ ด้วยยอดขายสะสมสูงกว่า 160,000 คัน และคาดว่าความสำเร็จยังไม่หยุดยั้งเพียงเท่านี้ หลังจากการเปิดตัว New Mazda 2 รุ่นปรับโฉมใหม่ ไม่ถึง 1 เดือน ยอดจองพุ่งทะลุอย่างรวดเร็วเกิน 2,500 คัน ไปเรียบร้อยแล้ว! 

New Mazda 2 ได้รับออกแบบภายใต้แนวคิด KODO design เจนเนอเรชั่นใหม่ที่มุ่งเน้นความเรียบง่ายแต่งดงามตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ไล่ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอก ได้รับการออกแบบใหม่ โดยเน้นใบหน้าดีไซน์ใหม่หมด ทั้ง กระจังหน้าขนาดใหญ่สีดำ โคมไฟหน้าใหม่แบบโปรเจคเตอร์ LED กันชนหน้าทรงใหม่ไร้ไฟตัดหมอก โดยรวมจะดูคล้ายกับหน้าตา All-New Mazda 3 นำมาย่อส่วน และด้านท้ายรถดีไซน์ลูกเล่นการส่องสว่างไฟท้ายใหม่ภายใต้กรอบเลนเดิม และบริเวณกันชนดีไซน์ใหม่ เพิ่มลูกเล่นการตกแต่งโครเมี่ยมบริเวณชายล่างให้ความหรูหรามากขึ้น และล้ออัลลอยในรุ่นบนมีการปรับดีไซน์ใหม่เน้นความเรียบหรูขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิม แต่อัพเกรดอุปกรณ์ตกแต่งใหม่ให้ดูหรูหราทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะแผงคอนโซนหน้า แผงประตูด้านข้าง และเบาะดีไซน์ด้วยสีสันใหม่ให้สัมผัสที่ต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร และในโซนควบคุมเมื่อล้มตัวลงนั่ง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ยังคงเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ HMI (Human-Machine Interface) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายจากถนน และไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเวลาขับรถ โดยติดตั้งอุปกรณ์สนับสนุนการขับขี่ที่น่าสนใจทั้ง Active Driving Display จอสกรีนใสแสดงข้อมูลการขับขี่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่ , Sports Paddle Shift ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และ Cruise Control ระบบควบคุมควมเร็วอัตโนมัติ และเพิ่มความสะดวกสบายด้านการติดต่อสื่อสารด้วยระบบ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมด้วย Center Commander ปุ่มควบคุมอัจฉริยะ จัดวางในตำแหน่งที่ใช้งานสะดวกอยู่ด้านหลังชุดเกียร์ใกล้มือผู้ขับ

จุดเด่นนอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป มาสด้า ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของ New Mazda 2 รุ่นปรับโฉมให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสมรรถนะด้านการควบคุมรถ และยึดเกาะถนน โดยพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐานของ SKYACTIV-Vehicle Architecture ที่ช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการเพิ่มเติมระบบควบคุมขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงหรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ระบบเดียวกับที่ติดตั้งใน All-New Mazda 3 ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยในโค้งน้อยลง ควบคุมรถง่าย และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้าโค้ง และออกจากโค้งได้อย่างนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากขึ้น

และเพื่อเป็นการยืนยันถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ได้รับการยกระดับขึ้นใหม่ โดยเฉพาะการเพิ่มเติมระบบ  GVC Plus การทดลองขับรถอีโคคาร์ หรือ ซิตี้คาร์ ครั้งแรกในเมืองไทย บนแทร็กสนามแข่งรถระดับโลก ช้าง อินเตอร์เนชั่นนอล เซอร์กิต จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงของมาสด้า เพื่อชี้ชัดให้เห็นถึงสมรรถนะการขับขี่ของ New Mazda 2 ที่มีดีแตกต่างจากคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

เมื่อมาถึงสนามช้าง ก่อนการทดลองขับตามธรรมเนียม ก็ต้องเรียนรู้ถึงข้อมูลตัวรถเพิ่มเติม และรับทราบถึงแนวทางการทำตลาดของรถรุ่นนี้  โดยมี คุณธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ และคุณวัชระ เจียรบุญ ผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์  บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วน ต่อด้วย อ.อุทัย เรืองศักดิ์ แม่ทัพฝ่ายประชาสัมพันธ์ มาสด้า พร้อมด้วยคุณสิรคุปต์ เมทะนี ผู้ดูแลการทดสอบครั้งนี้ ร่วมกันแนะนำรูปแบบการทดสอบภายในสนามโดยละเอียดทั้งหมด

เริ่มต้นสถานีแรก ด้วยการลองของจริง New Mazda 2 รุ่นเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล (SKYACTIV-D) พิกัด 1.5 ลิตร เทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูง 250 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เริ่มทดลองอัตราเร่งกดหนักตั้งแต่ช่วงออกตัวไปที่ความเร็วประมาณ 70-80 กม./ชม. พร้อมการบังคับเลี้ยวกระทันหันแบบเลนเชนจ์ โดยแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกยกคันเร่งหมดปล่อยรถไหลเข้าเลนเชนจ์ ตรงนี้ระบบ GVC Plus จะไม่ทำงานเพราะยกคันเร่งหมดจึงรับรู้ถึงแรงเหวี่ยง และอาการท้ายสบัดให้ทราบชัดเจน ต่อด้วยรอบสองออกตัวด้วยความเร็วเท่ากัน แต่จังหวะที่ทำเลนเชนจ์มีการเลี้ยงคันเร่งแบบคงที่เข้าไปเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างต่างกันชัดเจน เมื่อเราไม่ยกคันเร่งหมด GVC Plus จะแอบมาช่วยเสริมการควบคุมรถ โดยลดแรงบิดเมื่อเริ่มหักเลี้ยว และช่วยเบรคเบาๆที่ล้อหน้าด้านนอกโค้ง หรือล้อที่อยู่ตรงข้ามกับการหักเลี้ยว เพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายเป็นธรรมชาติมากขึ้น การขับทั้งสองรอบยังต้องวนกลับเข้าจุดสตาร์ท ผ่านพื้นผิวถนนขรุขระ พร้อมเชือกพาดขวางถนน เพื่อสัมผัสแรงสั่นสะเทือนจากพื้น และการเก็บเสียงรบกวนต่างๆที่มาสด้ายืนยันว่านิ่งเงียบกว่ารุ่นเดิม จากการเพิ่มวัสดุดูดซับเสียงบริเวณจุดสำคัญรอบห้องโดยสาร

เสร็จจากสถานีแรก ต่อด้วยการทดสอบ  New Mazda 2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน (SKYACTIV-G) พิกัด 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า แรงบิดสูง 123 นิวตัน-เมตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยเน้นการขับควบคุมรถผ่านโค้งที่ยากที่สุดในสนามช้าง เริ่มจากโค้ง 7-8-9-10 โดยทำความเร็วแบบต่อเนื่องคนละ 3 รอบ ตรงนี้ก็จะชี้ชัดให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของระบบ GVC Plus ตัวช่วยที่ทำให้การควบคุมรถผ่านโค้งลักษณะต่างๆมีความราบรื่นเป็นธรรมชาติ โดยรอบแรกขับเข้าโค้งแบบยกคันเร่งหมดที่ความเร็วประมาณ 90 กม./ชม. ระหว่างเลี้ยวรู้สึกทันทีว่าคุมรถยากมีอาการเบาลอยๆ พอควบคุมรถได้แต่ต้องใช้แรงแต่งพวงมาลัยเยอะ ส่วนอีก 2 รอบขับเข้าโค้งด้วยความเร็วเท่าๆกัน แต่กดคันเร่งเลี้ยงความเร็วคงที่ไว้ตั้งแต่เข้าจนออกโค้ง เมื่อไม่ยกคันเร่งหมดแน่นอน GVC Plus จะเข้ามาช่วยเสริมการควบคุมรถ จึงรู้สึกได้ว่าเข้าโค้งง่ายขึ้น เบาแรงในการเลี้ยว เป็นความรู้สึกที่ต่างจากการขับรอบแรกที่ยกคันเร่งเข้าโค้งอย่างชัดเจน

ปิดท้ายด้วยการขับที่เร้าใจ Hot Lab แบบเต็มรอบสนามช้าง ได้ควบ New Mazda 2 ครบทีมทั้งเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน คนละ 2 รอบ โดยมีรถสปอร์ตระดับตำนาน MAZDA MX-5 นำขบวนความแรง เริ่มขับ 2 รอบแรก ผมได้ขับรุ่นซีดาน เครื่องยนต์เบนซิน กดหนักจัดเต็มตั้งแต่ช่วงออกตัว อัตราเร่งมาแบบเรื่อยๆเนียนๆช่วงทางตรงยาวก่อนเข้าโค้ง 2 ทำได้ประมาณ 120 กม./ชม.จากนั้นต้องเบรคเบาๆก่อนเข้าโค้ง พร้อมกดเลี้ยงคันเร่งผ่านโค้ง เพื่อให้ GVC Plus เข้ามาช่วยเสริมที่ความเร็วประมาณ 90-100 กม./ชม. ก็สามารถขับผ่านไปได้ด้วยดีไร้อาการดื้อดึง และทำความเร็วแบบต่อเนื่องเข้าโค้งลักษณะเดียวกันจนครบทั้ง 12 โค้ง การควบคุมรถจัดว่าง่าย นิ่ง แม่น เอาตัวรอดจากโค้งระดับเทพได้อย่างปลอดภัยไม่เครียด ต่อด้วยการลองของรุ่นดีเซล โชคดีได้ขับรุ่นซีดานเช่นเดียวกัน ทันทีที่กดคันเร่งรับรู้ถึงกำลังแรงม้า และแรงบิด ที่แสดงออกมาหนักแน่นกว่าเครื่องยนต์เบนซินอย่างชัดเจน ช่วงสุดทางตรงโค้ง 2 ความเร็วจึงพุ่งทะลุเกิน 150 กม/ชม.ก่อนเข้าโค้งจึงต้องใช้เบรคหนักกว่า พร้อมกดเลี้ยงคันเร่งเข้าสู่โค้งในลักษณะเดียวกัน ซึ่งก็ควบคุมรถผ่านโค้งต่างๆได้ไม่ยาก แต่ด้วยกำลังแรงบิดที่มากเกินตัว ถ้าเผลอกดคันเร่งมากเกินไปนิดเดียวความแรงจะพยศเกินองศาโค้ง อาการหน้าดื้อโค้งก็จะมีให้เห็นบ้างต้องแต่งพวงมาลัยช่วยเยอะ แต่ถ้าเลี้ยงคันเร่งในโค้งได้เนียนๆ ตั้งแต่เข้าจนออกโค้ง ต้องบอกว่าขับสนุก เลี้ยวคม เร่งแรง เร้าใจกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินมากทีเดียว

เรื่องราวทั้งหมด คือกลยุทธ์การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของ NEW MAZDA 2 MY2020 ที่มีแนวทางการพัฒนาส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นที่เฉียบขาด ไม่ได้เน้นแค่ความสดใหม่ของรูปลักษณ์เปลือกนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างจุดเด่น หรือจุดขายใหม่ๆด้วยการชี้ให้เห็นถึงสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นข้อดีแตกต่างจากคู่แข่ง หรือรถยนต์รุ่นอื่นๆที่อยู่ในคลาสใกล้เคียงกันอย่างชัดเจน ผ่านการทดสอบที่เข้มข้นในครั้งนี้ !!!

TEST DRIVE : DRIVINGPLACE.COM

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันพฤหัสบดี, 16 มกราคม 2563 02:49
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing