พฤศจิกายน 12, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

ทดลองขับ ALL-NEW TOYOTA COROLLA ALTIS HYBRID สู่ภาพลักษณ์ใหม่ ความหรูคู่ความประหยัด! | รีวิว ทดสอบรถใหม่ 2019 Drivingplace Featured

[ test drive ] โตโยต้า โคโรลล่า สร้างตำนานในฐานะรถยนต์ซีดานยอดนิยมมาแล้วมากกว่า 50 ปี นับตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด ยังคงรักษาพื้นฐานสำคัญทางด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง โดยโคโรลล่ารุ่นแรก เริ่มผลิตในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2509 และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้กลายเป็นรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดภายใน 3 ปี และแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันนี้มียอดขายสะสมมากกว่า 47 ล้านคันทั่วโลก ซึ่งรถยนต์โคโรลล่าหนึ่งคันจะถูกขายทุกๆ 15 วินาที ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดสำหรับโตโยต้าทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ทำตลาดโมเดลแรกปี 2509 เช่นเดียวกัน ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ จนถึงวันนี้ โคโรลล่าสามารถครองความนิยมในฐานะรถยนต์นั่งที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดขายสะสมกว่า 800,000 คัน และล่าสุดในปี 2562 โตโยต้า โคโรลล่า ในรุ่น อัลติส ทายาทรุ่นที่ 12 ก็พร้อมก้าวทะยานกอบโกยความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่น หรือจุดขายใหม่ๆ ที่ปรับปรุงและพัฒนาให้ตรงใจกลุ่มลูกค้าในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

โคโรลล่า อัลติส ใหม่ นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 12 ได้รับการพัฒนาใหม่หมด ภายใต้จุดขายหลัก เริ่มตั้งแต่ การออกแบบ ภายนอกได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Shooting Robust” กับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ให้ความหนักแน่น ภายในได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Clean & Wide” ตัวรถกว้างขวาง คำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานจริง เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย , ประสิทธิภาพการขับขี่ ผ่านสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ช่วยทำให้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถโดยรวมต่ำลง เพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวทั้งการขับขี่ทางตรง และในขณะเข้าโค้ง ช่วงล่างด้านหน้า MacPherson Strut และช่วงล่างด้านหลังอิสระแบบปีกนกคู่ Double Wishbone เพิ่มความนุ่มนวลในขณะโดยสารและเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวดีขึ้น รวมถึงการเพิ่มวัสดุดูดซับเสียง และการสั่นสะเทือนในตำแหน่งต่างๆ สร้างความผ่อนคลายให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทาง และโตโยต้า อัลติส รุ่นที่ทดลองขับมาพร้อมระบบไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 รถยนต์รุ่นเดียวในตลาด C-Segment ที่ใส่ระบบ Full hybrid system ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกในการขับขี่ และตอบสนองต่อการเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ

รูปลักษณ์ภานอก โตโยต้า อัลติส ใหม่ ได้รับการพัฒนาใหม่หมดทั้งคัน  ให้ความสดใหม่ตั้งแต่แรกเห็นด้วยดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น เส้นสายหนักแน่นเด่นชัดรอบคัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรง ทรงพลัง  ด้านหน้าคมชัดด้วยชุดไฟหน้าทรงเฉียบเป็นแบบ LED Projector พร้อมระบบเปิด – ปิด อัตโนมัติ และติดตั้งไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED Daytime Running Lights ในกรอบเดียวกัน ถัดมาเป็นชุดกระจังหน้าสีดำตัดด้วยแนวเส้นโครเมี่ยมผสานความหรูและดุดัน พร้อมโลโก้โตโยต้าแต่งด้วยเส้นสีฟ้าเรืองแสงด้านในบ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นไฮบริด ด้านข้างตัวถังเน้นความโค้งมนเรียบเนียนตัดแนวเส้นคมๆนำสายตาเสมือนรถพุ่งทะยานไปข้างหน้า และติดตั้งล้ออัลลอยลายสวยเรียบ ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/45R17 เลยไปด้านท้ายรถเน้นความเรียบหรูแบบรถซีดานยุคใหม่ให้มุมมองต่างจากอัลติสรุ่นเดิมอย่างชัดเจน ซึ่งจุดเด่นชวนมองที่สุดต้องยกให้กับชุดไฟท้ายรูปทรงสวยระบบส่องสว่างเป็นแบบ LED เต็มรูปแบบ พร้อมเดินเส้นโครเมี่ยมผ่านฝากระโปรงท้ายทอดยาวระหว่างไฟท้ายทั้งสองฝั่งได้อย่างลงตัว

ภายห้องโดยสารออกแบบใหม่หมด ให้มุมมองที่แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแผงแดชบอร์ดสไตล์ใหม่ค่อนข้างแปลกตา การตกแต่งเน้นความเรียบหรู วัสดุต่างๆให้ผิวสัมผัสที่นุ่มนวล อุปกรณ์ต่างๆอยู่ในตำแหน่งที่หยิบจับใช้งานง่าย ใกล้มือผู้ขับมากกว่ารถยนต์รุ่นอื่นๆเพราะแผงแดชบอร์ดจะมีขนาดใหญ่ยื่นมาหาผู้ขับ ตรงนี้เป็นข้อดีเรื่องการใช้งาน แต่ก็จะรู้สึกอึดอัด ไม่ปลอดโปร่งเล็กน้อยเวลาขับขี่ บริเวณคอนโซนกลาง มองเห็นเด่นชัดกับหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่มาก  8 นิ้ว ติดตั้งอยู่เหนือช่องแอร์ดูแปลกตาไปหน่อย แต่ก็รองรับระบบการทำงานต่างๆได้ดี ทั้งภาคบันเทิงพื้นฐาน หรือเชื่อมต่อผ่าน Apple CarPlay และการแสดงข้อมูลการขับขี่ที่จำเป็นครบถ้วน รวมถึงการติดตั้งระบบนำทาง Navigator และรองรับ T-CONNECT ช่วยให้ไม่พลาดในทุกการเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลาเช่นเดียวรถยนต์โตโยต้ายุคใหม่รุ่นอื่นๆ ส่วนออฟชั่นอื่นๆที่น่าสนใจก็มีทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์หลัง และเพิ่มเทคโนโลยี Nanoe ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสารสร้างโมเลกุลน้ำล้อมรอบประจุลบเพื่อขจัดกลิ่น และยับยั้งเชื้อโรคเพื่ออากาศที่สดชื่นตลอดการเดินทาง , คอนโซลกลางมาพร้อม Wireless Charger แท่นชาร์จไฟแบบไร้สายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆวางปุ๊บชาร์จปั๊บ , ด้านหลังคันเกียร์ติดตั้ง Auto Brake Hold ระบบหน่วงแรงเบรกอัตโนมัติ และ Electric Parking Brake ระบบเบรกมือไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และปลอดภัยในการขับขี่

ในตำแหน่งการขับสามารถปรับตำแหน่งท่านั่งได้ถนัดจากระบบไฟฟ้า ทั้งเดินหน้า-ถอยหลัง ปรับสูง-ต่ำได้ละเอียด และพวงมาลัยยังสามารถปรับตำแหน่งได้ทั้งสูง-ต่ำ ดันเข้า-ออกได้ตามระยะช่วงแขนที่เหมาะสมตามสรีระผู้ขับ มองผ่านกระจกหน้าบานใหญ่จะเห็น Head Up Display หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีสะท้อนให้เห็นชัดเจนในระยะที่ไม่รบกวนสายตา หรือถ้าไม่ต้องการมองก็สามารถปิดการทำงานได้  บริเวณแผงหน้าปัดเป็นแบบเรืองแสง Optitron พร้อมสีขนาด 7 นิ้ว สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ และควบคุมระบบการทำงานต่างๆได้อย่างครบถ้วน ผ่านสวิทซ์บนก้านพวงมาลัยด้านซ้ายที่ใช้งานได้สะดวก

โตโยต้า อัลติส ไฮบริด รุ่นสูงสุด ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ เน้นความหรูหรา ความแรงและประหยัด ซึ่งมีคาแร็กเตอร์ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 , 1.6 ลิตร และรุ่น Limo อย่างชัดเจน การขับเคลื่อนชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 บล็อคเดียวกับ โตโยต้า ซีเอช-อาร์ เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 2ZR-FXE แบบ 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร DOHC 16 วาล์ว 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที รองรับแก๊สโซฮฮล์ E20 ผสมผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 53 กิโลวัตต์ หรือ 72 แรงม้า พร้อมแรงบิด 16.6 กก.-ม. กำลังสูงสุดรวมทั้งระบบอยู่ที่ 122 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮดรายเป็นแหล่งสะสมพลังงานไฟฟ้า ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT เน้นให้ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันคุ้มค่า ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ประมาณ 23 กิโลเมตร/ลิตร

การทดลองขับเป็นครั้งแรก เรามีโอกาสได้สัมผัสสมรรถนะ โตโยต้า อัลติส ไฮบริด กันอย่างเต็มที่ ภายใต้เส้นทางไปกลับ กรุงเทพฯ-พัทยา โดยออกสตาร์ทในช่วงเช้าที่ TOYOTA Driving Experience Park บางนา กม.3 โดยมีคุณ วรเทพ เจิมจุติธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดรถยนต์นั่ง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวต้อนรับ พร้อมทีมผู้บริหารของโตโยต้าให้รายละเอียดผลิตภัณฑ์ และแนะนำรูปแบบการทดสอบโดยสรุปตลอด 2 วันเต็ม โดยมีทั้งการทดสอบภาคสนามตามสเตชั่นต่างๆ รวมถึงการขับเดินทางไกลแบบใช้งานจริง รวมระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร

หลังจากรับทราบข้อมูลเบื้องต้นของ โตโยต้า อัลติส ไฮบริด สัมผัสแรกเริ่มทำความรู้จักในสนาม TOYOTA Driving Experience Park กับสเตชั่นการทดสอบรูปแบบต่างๆ เริ่มตั้งแต่การทดสอบการบังคับควบคุมรถช่วงความเร็วต่ำประมาณ 10-20 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยการหักลบไพลอนแคบๆ ตรงนี้พวงลัยไฟฟ้าให้น้ำหนักเบา ไม่ต้องใช้แรงเยอะ สามารถเลี้ยวได้อย่างคล่องตัว ต่อด้วยการขับเข้าสู่ลานกระเบื้องเปียกลื่นที่คุ้นเคย ซึ่งเราเคยลองมาแล้วทั้งอัลติสรุ่นเดิม และยาริส เอทีฟ โดยเร่งความเร็วไปถึง 30-40 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเหยียบเบรกกระทันหัน ให้เอบีเอสและระบบควบคุมการทรงตัวทำงาน (VSC) ขณะเบรคก็ต้องหมุนพวงมาลัยควบคุมรถหลบไพลอนที่ขวางอยู่ด้วย ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้ทำงานได้เนียนขึ้น แป้นเบรคมีอาการสะท้านน้อยลงเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม สามารถหักหลบหรือบังคับรถตามทิศทางจนรถสงบนิ่งได้ง่าย เมื่อรถหยุดก็โดนสั่งให้กดคันเร่งหนักๆช่วงออกตัวทันที เพื่อทดลองระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control ป้องกันการลื่นไถลเวลาออกตัว ระบบจะเบรคล้อที่หมุนฟรีโดยอัตโนมัติ ทำให้รถนิ่ง ส่ายเซน้อยลง แค่คุมพวงมาลัยนิ่งๆก็ออกตัวไปผ่านพื้นเปียกลื่นไปได้อย่างง่ายดาย

หลุดจากทางเปียกลื่น ต่อด้วยการขับเข้าโค้งกว้างๆ แล้วเติมคันเร่งคงที่ความเร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลองควบคุมรถแบบสลาลอม แล้วต่อด้วยการเลนเชนจ์ หรือหักเปลี่ยนช่องทางจราจรกระทันหัน ตรงนี้ชี้ให้เห็นประสิทธิภาพการควบคุมรถผ่านพวงมาลัยได้ชัดเจน ทั้งความแม่นยำ เลี้ยวง่าย ไม่เบาหรือหนักมือจนเกินไป ขณะที่ช่วงล่างเมื่อใช้ความเร็วประมาณนี้แทบไม่รู้สึกถึงการโยนตัว หรือท้ายปัดให้เห็นแม้แต่น้อย  ผ่านจุดนี้ก็เข้าสู่ทางตรงยาวลองกดคันเร่งสุดในจังหวะออกตัวตั้งแต่ 20 ไปถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าเร่งได้แรงทันใจตามสไตล์รถยนต์พิกัด 1.8 ลิตร เมื่อถึงความเร็วที่กำหนดก็ลองแตะเบรกนุ่มๆ เพื่อลดความเร็วลงเข้าโค้งกว้างๆที่ความเร็วประมาณ 50-60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวรถนิ่งแรงเหวี่ยงในโค้งน้อย จากนั้นลดความเร็วเหลือ 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก่อนขึ้นสะพาน และขับผ่านผิวถนนขรุขระ เพื่อทดสอบการดูดซับแรงสั่นสะเทือนของช่วงล่าง และการเก็บเสียงรบกวนต่างๆ ซึ่งอัลติส ใหม่ ก็ทำได้ดีนิ่งและเงียบมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

ผ่านรอบแรก เข้าสู่รอบสองจะเป็นการทดลอง ระบบ Lane Departure Alert พร้อมระบบ Steering Assist ขับทางตรงช่วงถนนที่มีเส้นแบ่งเลนชัดเจน เมื่อลองปล่อยพวงมาลัยให้รถเซไปใกล้เส้นโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวจะมีเสียงเตือน พร้อมสัญญาณไฟกระพริบที่แผงหน้าปัด และพวงมาลัยหน่วงดึงอัตโนมัติแบบนุ่มนวลให้รถอยู่กลางเลนโดยตลอด ต่อการนั้นจะเป็นการทดลองระบบ Dynamic Radar Cruise Control แบบไม่จำกัดสปีด ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามความเร็วรถคันหน้า และรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Lane Tracing Assist ควบคุมรถให้อยู่กลางเลน เริ่มทดลองเป็นรูปขบวนจอดหยุดนิ่งต่อกัน จากนั้นกดปุ่มล็อคความเร็วให้ครุยซ์คอนโทรลทำงานที่ก้านพวงมาลัยด้านขวา โดยสามารถล็อคความเร็วได้ทันทีตั้งแต่ 0 กม./ชม.และทำงานได้ยาวๆแบบไม่มีลิมิตจนถึงความเร็วสูงสุดประมาณ 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง การปรับลดหรือเพิ่มความเร็วตามสภาพการขับขี่ก็แค่กดปุ่ม + - ที่ก้านพวงมาลัยเช่นเดียวกัน เมื่อระบบล็อคความเร็วทำงานเรียบร้อย รถคันหน้ามีการเคลื่อนที่ เราก็แค่กดคันเร่งออกตัวเบาๆ รถก็จะเคลื่อนที่เร่งความเร็วตามคันหน้า พร้อมหยุดหรือชลอรถเพื่อรักษาระยะห่างจากคันหน้าโดยอัตโนมัติ (ระยะห่างปรับได้ 3 ระดับ) จุดสังเกตุง่ายๆถ้าระบบทำงานจะมีรูปรถกราฟฟิกแสดงบนแผงหน้าปัด พร้อมตัวเลขที่ล็อคความเร็วไว้โชว์อยู่ด้านล่าง ระบบนี้ทำงานได้ดีช่วงทางตรงยาวๆ แต่เมื่อรถคันหน้าเลี้ยวโค้งหรือเปลี่ยนเลนจนหลุดออกจากระยะของเรดาห์ ระบบก็จะตัดการทำงานพร้อมมีเสียงเตือนให้ผู้ขับทราบ

หลังจากทดลองขับในสนามเรียบร้อย ก็เริ่มออกเดินทางสู่พัทยา ในรูปแบบของการขับขี่ใช้งานจริง ผมเริ่มรับหน้าที่ขับตั้งแต่ไม้แรก ก่อนออกสตาร์ทก็ไม่ลืมที่จะเซ็ท 0 พร้อมเซ็ทอัตราสิ้นเปลืองเพื่อดูค่าเฉลี่ยคราวๆในการเดินทางจากสนาม TOYOTA Driving Experience Park มุ่งหน้าร้านอาหารแถวฉะเชิงเทรา ระยะทางประมาณ 76 กิโลเมตร ช่วงออกนอกเมืองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์รถค่อนข้างหนาแน่น ต้องเร่งแซงเปลี่ยนเลนเพื่อทำความเร็วตลอดเวลา การขับขี่ในช่วงความเร็วต่ำถึงปานกลาง 40-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว เลี้ยวง่าย แม่นยำ น้ำหนักพวงมาลัยค่อนเหมาะสมกับความเร็ว แต่พอหลุดเข้ามอเตอร์เวย์บางช่วงถนนโล่งแอบขยับความเร็วเกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไปพวงมาลัยมีแอบวูบวาบนิดๆ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ขาดความมั่นใจ ขณะที่ระบบช่วงล่างภายใต้โครงสร้างพื้นฐานใหม่ TNGA เน้นเปลี่ยนช่วงล่างด้านหลังใหม่เป็นดับเบิ้ลวิชโบน ในรุ่นไฮบริดเน้นเซ็ทให้นุ่มขับสบายมากกว่ารุ่น 1.6 และ 1.8 ลิตร แต่ก็ยังให้ความรู้สึกดี มั่นคง เกาะถนนนิ่ง หนึบแน่น มากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

สมรรถนะการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ไฮบริดบล็อคเดียวกับ ซีเอช-อาร์ ภาพรวมยังเน้นขับขี่ใช้งานด้วยความแรงแบบพอเพียง ทั้งจังหวะออกตัว และเร่งแซง โดยมีความเร็วสูงสุดรองรับไว้ที่ประมาณ 170 กิโลเมตร /ชั่วโมง แต่จุดเด่นที่สุดยังคงเป็นความประหยัดจากระบบไฮบริดที่มีการบริหารจัดการพลังงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าได้ดีทั้งจังหวะจ่าย และชาร์จกลับได้เร็ว สังเกตุที่จอภาพคอนโซลกลางแสดงสถานะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์และระบบไฮบริดจำนวนแบตเตอรี่ไม่เคยต่ำกว่า 3 ขีด หมายความว่าระบบไฟฟ้าพร้อมรองรับการใช้งานตลอดเวลา ซึ่งความประหยัดในการขับขี่จะเห็นผลชัดเจนเมื่อความเร็วลอยตัวแบบคงที่ ลองยกคันเร่งเล็กน้อยแล้วเดินคังเร่งต่อแบบเนียนๆระบบไฟฟ้า (ไฟEVโชว์ที่แผงหน้าปัด) จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนหลักทันทีตามปริมาณไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่สะสมไว้ แต่ถ้าผู้ขับมีการกดคันเร่งหนักขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็วเครื่องยนต์ก็จะทำงานเพียวๆเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเมื่อมีการยกคันเร่งหรือเบรค ระบบก็จะชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอร์รี่ในทันที ส่วนใครที่ต้องการใช้โหมด EV MODE หรือไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ก็กดปุ่มด้านหน้าคันเกียร์ใช้งานได้ทันที แต่มีข้อแม้ว่าจำนวนพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ต้องมีมากพอ และความเร็วของรถต้องไม่เกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง โหมดนี้จึงเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองช่วงความเร็วต่ำ ถ้าผู้ขับขยันกดใช้งานก็จะช่วยเพิ่มความประหยัดได้มากขึ้น

เมื่อเดินทางแบบเพลินๆมาถึงจุดหมายแรกเพื่อรับประทานร้านอาหารเที่ยง รวมระยะทางขับขี่ 75.7 กิโลเมตร เกจ์วัดปริมาณน้ำมันยังไม่ขยับ แผงหน้าปัดแสดงค่าอัตราสิ้นเปลืองสวยหรูถึง 21.2 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่มากถึง 782 กิโลเมตร เราเลยลองประเมิณกันเล่นๆกับเพื่อนนักข่าว ถ้าขับรถคันนี้ไปเที่ยวพัทยาแบบ 2 วัน 1 คืน เติมน้ำมันเต็มถังไป 43 ลิตร น้ำมันน่าจะยังเหลือกลับถึงกรุงเทพฯสบายๆกระเป๋า

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆจากการทดลองขับเดินทางไปจนถึงพัทยาช่วงเย็น พักค้างคืน และช่วงบ่ายโมงของวันใหม่ขับกลับกรุงเทพฯแบบฟรีรัน ทำเวลาด้วยความเร็วต่อเนื่องมาถึงปลายทางทริปทดสอบที่ TOYOTA Driving Experience Park เวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง ปริมาณน้ำมันในถังยังเหลือให้อุ่นใจกว่า 1 ควอเตอร์ พร้อมระยะทางวิ่งที่เหลืออยู่เฉียดๆ 300 กิโลเมตร ตรงนี้จึงถือเป็นความประหยัดที่คุ้มค่า ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ของอัลติส ที่แตกต่างจากคู่แข่งในคลาสเดียวกัน!!!

จุดเด่นสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ (TNGA) ใน โคโรลล่า อัลติส ใหม่

BODY RIGIDITY เพิ่มความมั่นคงของรถจากโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง พร้อมเพิ่มจำนวนจุดเชื่อมตัวรถ (Spot welding) ช่วงรองรับแรงบิดที่มีต่อตัวถัง เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวและเกาะถนน

LOWER CENTER OF GRAVITY ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงรถต่ำ ลดอาการโคลงของตัวรถ ช่วยเรื่องการทรงตัวและการเข้าโค้งดีขึ้น

DOUBLE WISHBONE SUSPENSION ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ เพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่ยังคงไว้ซึ่งการเกาะถนนอย่างดีเยี่ยม

GOOD HANDLING พวงมาลัยมีการปรับจูนใหม่ ตอบสนองแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้การควบคุมรถง่าย เป็นไปอย่างมั่นใจ

EXCELLENT VISIBILITY ออกแบบตัวรถให้เหมาะกับสรีระผู้ขับขี่ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย ลดจุดอับสายตา

ราคาจำหน่าย โคโรลล่า อัลติส ใหม่

รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด  

- Hybrid High เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,099,000 บาท

- Hybrid Mid เกียร์อัตโนมัติ ราคา 989,000 บาท

- Hybrid Entry เกียร์อัตโนมัติ ราคา 939,000 บาท

ระบบไฮบริดรับประกัน 5 ปี และแบตเตอรี่ไฮบริด รับประกัน 10 ปี และตัวรถรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน

-1.8 GR-Sport เกียร์อัตโนมัติ ราคา 999,000 บาท

-1.6 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 869,000 บาท

- Limo เกียร์อัตโนมัติ ราคา 829,000 บาท

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันพุธ, 30 ตุลาคม 2562 18:49
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing