ตุลาคม 21, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

ทดลองขับ ALL-NEW HONDA ACCORD HYBRID TECH ความหรู คู่ความแรง แถมประหยัดน้ำมัน! | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ Test Drive ] All-new HONDA ACCORD 2019 เจเนอเรชั่นที่ 10 บุกตลาดประเทศไทยแบบฟลูทีม ด้วย 3 รุ่นย่อย เริ่มจากน้องเล็ก TURBO EL ราคา 1.475 ล้านบาท ตามด้วยรุ่น HYBRID ราคา 1.639 ล้านบาท และรุ่นท็อปที่เรามีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้ คือ รุ่น HYBRID TECH ราคา 1.799 ล้านบาท !

All-new HONDA ACCORD รุ่นล่าสุดนี้ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Absolute Confidence มุ่งเน้นการสร้างความมั่นใจสูงสุด ทั้งในด้านการขับขี่และการได้เป็นเจ้าของ แบ่งเป็น 3 แนวทางหลักๆ คือ Dynamics ความปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว ทั้งในด้านการดีไซน์ และสมรรถนะการขับขี่ , Captivating ความมีเสน่ห์ น่าดึงดูดที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และ Upscale ยกระดับคุณภาพการพัฒนายนตรกรรมให้สง่างาม และเหนือระดับเกินคลาส พร้อมกันนี้ยังมีการปรับปรุงคุณภาพตัวรถหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังเมื่อเทียบกับรุ่นเดิมจะมีน้ำหนักเบาลง ทนทานต่อการหักงอเพิ่มขึ้น ทนต่อการบิดตัวเพิ่มขึ้น และตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นคงมากขึ้น รวมถึงการลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ด้วยการฉีดโฟมบริเวณหลังคา เสาประตูรวม 10 จุด จากการทดลองขับก็ถือว่าห้องโดยสารค่อนข้าง นิ่ง เงียบ เสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ พื้นถนน และลมปะทะจากภายนอกทำได้ดีขึ้น

ในด้านสมรรถนะความแรง มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน 2 รูปแบบทั้ง ขุมพลังเบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO 190 แรงม้า และขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตร ผสานระบบ Sport Hybrid i-MMD เน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังแต่คงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมชูดจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

การดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่หมดให้มุมมองต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน รายละเอียดต่างๆเน้นการผสมผสานความหรูหรา และความสปอร์ต ผ่านชิ้นงานที่ดูเรียบหรู ประณีตในทุกรายละเอียด ด้านหน้าเด่นสุดต้องยกให้กระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่ออย่างกลมกลืนกับไฟหน้าทรงเฉียบแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED ติดตั้งอยู่ในกรอบเดียวกัน ด้านข้างตัวถังมีความโค้งมนเรียบเนียนตัดกับเส้นสายที่เฉียมคม พร้อมโชว์ความเรียบหรูด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18 นิ้ว และด้านท้ายรถรูปทรงดูคล้ายรถตัวถัง Fastback จากความลาดเทของเสาท้ายไปจรดฝากระโปรง แต่ความโดดเด่นสะดุดตาต้องยกให้กับไฟท้ายรูปทรงใหม่แบบ LED สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ HONDA ACCORD ใหม่ ได้อย่างชัดเจน

ภายในห้องโดยสารได้รับการดีไซน์ใหม่หมด โดยภาพรวมเปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่แนวทางใหม่ในการออกแบบของฮอนด้าเน้นเอาใจผู้ขับมากกว่าผู้โดยสาร องค์ประกอบโดยรวมมีความสวยงาม หรูหรา ประณีต สู่สีกับรถยุโรปในคลาสใกล้เคียงกัน การตกแต่งเน้นความหรูจากลายไม้สีเข้มผสานกับความล้ำสมัยจากการตกแต่งลูกเล่นโครเมี่ยม เมื่อล้มตัวลงนั่งเบาะผู้ขับมีขนาดใหญ่ รูปทรงกึ่งสปอร์ตมีปีกโอบรับเต็มแผ่นหลัง ตัวเบาะบริเวณฐานรองนั่งช่วงสะโพกมีการปรับตำแหน่งให้ต่ำลง เน้นอารมณ์ใกล้เคียงการขับรถสปอร์ตมากกว่าซีดานหรูที่คุ้นเคย แต่คนตัวเล็กหรือใครที่ชอบนั่งเบาะสูง ก็สามารถปรับเบาะให้เข้ากับสรีระได้ถนัดจากระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง และมีระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory Seat) เมื่อดับเครื่องยนต์หรือสตาร์ทรถเบาะยังสามารถเลื่อนเข้าออกอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความสะดวกเวลาขึ้น-ลงรถ

นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ด้วยฟังก์ชั่น และเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย อาทิ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว (สวิทซ์ควบคุมอยู่ที่พวงมาลัยด้านซ้าย) , ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay , ติดตั้งช่องเชื่อมต่อ USB เฉพาะด้านหน้า 2 ตำแหน่งบริเวณคอนโซลกลาง และอีก 2 ตำแหน่งบริเวณช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติเป็นแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา , ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) สามารถสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์และสั่งการเปิดเครื่องปรับอากาศได้จากระยะไกล , พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านรอบวงไม่ใหญ่มากออกแนวสปอร์ต จับถนัดมือ เลี้ยวได้คล่อง พร้อมระบบมัลติฟังก์ชันควบคุมเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI ด้านหลังพวงมาลัยติดตั้ง Paddle Shift สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง เข้าสู่โหมด Mได้ทันทีตามจังหวะความเร็วที่เหมาะสม เมื่อเข้าโหมด M แล้วจะมีเลขบอกตำแหน่งเกียร์ที่แผงหน้าปัด ซึ่งสามารถลากรอบได้สุดทุกเกียร์จนถึงเรดไลน์เกียร์ก็จะปรับตำแหน่งขึ้นให้เอง เพื่อป้องกันความเสียหายของเครื่องยนต์

All-new HONDA ACCORD HYBRID TECH ให้พลังขับเคลื่อนจากขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ผสมผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว ส่งผ่านกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และเก็บกักพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน โดยให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ ด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ทั้งจากมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) และยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Drive Mode) ที่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายเพียงกดปุ่ม Sport ที่อยู่บริเวณคันเกียร์ ช่วยเติมเต็มอารมณ์การขับขี่ในสไตล์สปอร์ตที่สนุกสนานเร้าใจ และสิ่งที่น่าสนใจอีกจุด คือการพัฒนาระบบไฮบริดใหม่ ทั้งด้านการปรับปรุง PCU หรือ Power Control Unit ให้มีขนาดเล็กลง 15 % และ IPU Intelligent Power Unit มีขนาดเล็กลง 32 % พร้อมแบ่งการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว ทำหน้าที่ส่งพลังขับเคลื่อน 1 ตัว และอีก 1 ตัวใช้ปั่นไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ส่งให้มอเตอร์นำพลังงานกลับมาใช้เพื่อเพิ่มความประหยัดในการขับขี่ ซึ่งระบบ Sport Hybrid i-MMD ใหม่ ถือเป็นระบบ Full Hybrid ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้น โดยตัวเลขจากโรงงานเคลมอัตราความประหยัดสูงถึง 24.4 กม./ลิตร อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 97 กรัม/กม.

เริ่มสัมผัสแรก กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะรถหยุดนิ่ง เครื่องยนต์ยังไม่ทำงาน ระบบแอร์จะทำงานโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แต่ถ้าไฟในแบตเตอรี่ไม่พอ เครื่องยนต์จะติดขึ้นเองโดยอัตโนมัติส่งเสียงให้ทราบชัดเจน เริ่มขับออกตัวช้าๆแบบกดคันเร่งเนียนๆ ช่วงนี้จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนโดยที่เครื่องยนต์ยังไม่ทำงาน แต่ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่สะสมไว้ ลองสังเกตมาตรวัดที่แผงหน้าปัดต้องมี 3 ขีดเป็นอย่างน้อยถึงจะใช้ไฟฟ้าเพียวได้    เมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวเกิน 100 กม./ชม. เครื่องยนต์จะเริ่มทำงานเต็มประสิทธิภาพ และชาร์จไฟฟ้าไปในตัวขณะถอนคันเร่งและเบรค และในช่วงเร่งแซงกดหนักๆเครื่องยนต์จะทำงานเต็มประสิทธิภาพ โดยมีพลังงานไฟ้ฟ้าแบบไฮบริดเป็นตัวช่วยเสริม เมื่อแซงผ่านแล้วใช้ความเร็วคงที่ในการเดินทางปกติจะเข้าสู่โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์สลับการทำงานกับโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าตามระดับพลังงานในแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มความประหยัดในการขับขี่ได้ดีกว่าเครื่องยนต์ปกติได้มากทีเดียว ซึ่งการทดลองขับออกนอกเมืองเราใช้ความเร็วเดินทางตามกฏหมายกำหนดประมาณ 90-100 กม./ชม. ตัวเลขความประหยัดเมื่อลองวัดผลหลายๆช่วงทำได้ประมาณ 18-19 กม./ลิตร ส่วนการขับขี่ใช้งานทั่วๆไปในเมือง ถ้ารถไม่ติดถึงขั้นสาหัส หรือผู้ขับใจเย็นไม่กดคันเร่งหนักๆจนเกินไป ตัวเลขขั้นต่ำ 15 กม./ลิตร มีให้เห็นแน่ๆ!

การทดลองขับใช้งานทั่วๆไป เรายังเน้นประหยัดด้วยโหมด ECON เป็นหลัก สลับกับโหมด SPORT ในบางช่วงเมื่อออกนอกเมืองถนนโล่ง ซึ่งสัมผัสถึงความแตกต่างจากการขับขี่ได้อย่างชัดเจน ในโหมด ECON ให้สมรรถนะการขับขี่แบบพอเพียงทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง ถ้าไม่ใจร้อนก็ไม่รู้สึกถึงความอืดอาด ส่วนโหมด SPORT มีไว้รองรับคนที่ชอบขับรถเร็ว หรือ จำเป็นที่จะต้องขับขี่แบบทำเวลาในบางครั้ง เพราะการขับขี่ในโหมดนี้ รอบเครื่องยนต์จะจัดจ้านมากขึ้น ไม่ต้องรอรอบ พร้อมกับคันเร่งที่เบา กดลงน้ำหนักเพียงเล็กน้อย ความเร็วพร้อมพุ่งทะยานแบบไปไวมาไวกว่าโหมด ECON อย่างชัดเจน

ทางด้านฟิลลิ่งในการขับขี่โดยรวมๆต้องบอกว่ารถรุ่นนี้ดูหนุ่มขึ้น ขับขี่ได้คล่องตัวมากขึ้น ให้อารมณ์ต่างจากซีดานขนาดกลางที่คุ้นเคย จึงควบคุมรถได้อย่างสนุกสนาน การบังคับเลี้ยวผ่านพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า แปรผันตามความเร็วได้ดี เบาแรงเลี้ยวง่ายช่วงความเร็วต่ำ แต่จะหนักแน่นมากขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูงไม่รู้สึกเบามากจนขาดความมั่นใจ รวมทั้งการบังคับเลี้ยวผ่านโค้งต่างๆ มีความแม่นยำ ควบคุมรถได้ง่ายไม่เครียด ขณะเดียวกันระบบช่วงล่างที่มีการพัฒนาใหม่หลายจุดเน้นความแข็งแรงมากขึ้น พร้อมลดน้ำหนักให้เบาลง และปรับตำแหน่งจุดยึดต่างๆใหม่ ภายใต้โครงสร้างพื้นฐาน ด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบมัลติลิงค์ อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ซึ่งรุ่นไฮบริดจะเซ็ทค่าความแข็งของสปริงต่างจากรุ่น 1.5 TURBO เพื่อความเหมาะสมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และการกระจายน้ำหนักที่ต่างกัน การขับขี่จะให้ความรู้สึกที่ดีงามในสไตล์นุ่มนวลผสานความหนึบแน่น โดยรวมน่าจะถูกใจทั้งคนชอบขับรถนุ่มสบายไปเรื่อยๆแบบรถครอบครัว และคนชอบขับรถเร็วแบบวัยรุ่นก็ให้การทรงตัวในทุกสภาพถนนได้อย่างมั่นใจ

นอกจากรูปลักษณ์ และสมรรถนะการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่หมด All-new HONDA ACCORD HYBRID TECH รุ่นนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING แบบจัดเต็ม ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของเรดาร์ และกล้องด้านหน้า ในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่ และช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

สำหรับระบบความปลอดภัยที่น่าสนใจ สามารถใช้งานได้จริงแบบเห็นผลตลอดการทดลองขับบนถนนจริง อย่างแรกต้องยกให้กับระบบเตือนการชนรถ และคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System) ระบบจะทำงานทันทีเมื่อตรวจพบว่ามีโอกาสชนเมื่อใกล้วัตถุด้านหน้า โดยเตือนด้วยสัญญาณเสียง พร้อมโชว์เครื่องหมายตกใจไฟสีส้มในชุดมาตรวัดด้านซ้าย และสะท้อนให้เห็นบนกระจกหน้าในระยะสายตาเพื่อให้ผู้ขับพร้อมเบรคได้อย่างทันท่วงที แต่หากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง จนอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกให้อัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชน หรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

 เมื่อกดปุ่ม MAIN และ กดปุ่มรูปพวงมาลัยพร้อมเส้นปะที่ก้านพวงมาลัยด้านขวา ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System) จะทำงานพร้อมแสดงสถานะการรักษาช่องทางจราจรที่กึ่งกลางแผงหน้าปัด  โดยระบบจะเตือนและดึงพวงมาลัยเมื่อรถออกนอกเส้นทางจราจร เพื่อให้รถอยู่ตรงกลางของเลน ระบบนี้อาจรบกวนการขับไปบ้างถ้าต้องหักหลบมอเตอร์ไซค์หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนเลนกระทันหัน รวมถึงการขับตัดโค้งลดแรงเหวี่ยง ถ้าผู้ขับไม่เปิดไฟเลี้ยวระบบก็จะเตือน และดึงพวงมาลัยกลับเช่นเดียวกัน ถ้าไม่สะดวกจะใช้งานก็สามารถปิดระบบได้ด้วยการกดปุ่มเดียวกัน

อีกหนึ่งระบบที่ได้ทดลอง คือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow : ACC with LSF) เมื่อต้องการใช้งานก็กดปุ่ม MAIN ที่ก้านพวงมาลัยด้านขวา บริเวณแผงหน้าปัดจะขึ้นคำว่า ACC แสดงว่าระบบพร้อมทำงาน เราลองเร่งความเร็วเกิน 30 กม./ชม.ขึ้นไป แล้วล็อคความเร็วเหมือนใช้ Cruise Control ทั่วๆไป แต่พิเศษกว่าเพราะระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติจะทำงานทันที ถ้าอยากเพิ่มความเร็วตามสภาพเส้นทางก็สามารถกดปุ่ม RES+ ได้เลยโดยไม่ต้องกดคันเร่ง จุดสังเกตเมื่อระบบ ACC ทำงานสมบูรณ์ เรดาห์ตรวจจับรถคันหน้าได้จะมีรูปรถเป็นกราฟฟิกแสดงพร้อมตัวเลขที่เราล็อคความเร็วไว้อยู่ด้านล่าง โดยความเร็วของรถจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงตามรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ และในกรณีที่ผู้ขับเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วเอง ACC จะตัดการทำงานชั่วคราว และจะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อความเร็วลดลงมาตามที่เราล็อคไว้ แต่ถ้าผู้ขับจำเป็นต้องเหยียบเบรครถเองจนความเร็วต่ำกว่าที่ล็อคไว้ ระบบจะตัดการทำงานต้องกดล็อคความเร็วใหม่ ให้ระบบกลับมาทำงานอีกครั้ง ระบบนี้ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในเรื่องความปลอดภัยจากการชนท้าย

นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัย ตามมาตรฐานรถยนต์ฮอนด้ายุคใหม่ อย่างครบถ้วน อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) , ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor) ด้วยเสียงและสัญลักษณ์เตือนบนหน้าจอ เมื่อมีรถยนต์คันอื่นขับสวนเข้ามาทางด้านซ้ายหรือขวาขณะรถถอย , ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System) ทำงานผ่านกล้องที่ติดตั้ง 4 จุดรอบคัน (ด้านหน้า หลัง ซ้าย และขวา) สามารถแสดงภาพได้ครบทุกมุมมอง พร้อมภาพจำลองจากมุมสูงเพื่อให้เห็นทุกทิศทางรอบคัน ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างชัดเจน , ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ พร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) ระบบจะช่วยควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ เพียงแค่เดินหน้าหรือถอยหลังไปตามคำแนะนำ และตามตำแหน่งบนหน้าจอ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ทั้งการจอดรถแนวขนาน และการถอยหลังเข้าจอดได้อย่างง่ายดาย

โดยภาพรวมต้องยอมรับว่า All-new HONDA ACCORD HYBRID TECH โมเดลปี 2019 มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกๆด้าน ทั้งรูปลักษณ์ที่สดใหม่ สมรรถนะการขับขี่ที่ขึ้น รวมถึงออฟชั่นอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่ให้มาแบบจัดเต็ม แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยค่าตัวที่สูงเฉียด 1.8 ล้านบาท ถ้ารับได้พร้อมจ่าย เงินไม่ใช่ปัญหา เราขอยืนยันว่ารถรุ่นนี้สามารถตอบโจทย์การใช้งาน ตามมาตรฐานซีดานหรูขนาดกลางที่พึงมี ได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่แพ้คู่แข่งในคลาสเดียวกัน !!!

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันเสาร์, 12 ตุลาคม 2562 01:14
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing