ตุลาคม 21, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ NEW MITSUBISHI PAJERO SPORT 2019 ออนโรด-ออฟโรด-ครบรส บนเส้นทางสู่หัวหิน | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

By กันยายน 13, 2562 120

[ Test Drive ] หลังจากเปิดตัวบุกตลาดอย่างจริงจังช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา พร้อมกับความสำเร็จสวยหรู ด้วยตัวเลขยอดขายสะสมจนถึงปัจจุบันทะลุเกิน 2,600 คัน ล่าสุดค่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าท้าพิสูจน์สมรรถนะของ MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉมใหม่ โดยเชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมกิจกรรมทดลองขับเต็มรูปแบบ บนเส้นทางครบรสทั้งออนโรดจากกรุงเทพฯ วิ่งผ่านทางลุยแบบออฟโรดบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน ปลายทางสู่หัวหิน จ.ประจวบขีรีขันธ์  

กิจกรรมทดลองขับครั้งนี้ เริ่มต้นที่ร้านอาหารหรูใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนการของลองจริงตามธรรมเนียมก็จะมีการบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์โดยสรุปของ MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นใหม่ โดยทีมผู้บริหารและฝ่ายการตลาดที่ดูแลผลิตภัณฑ์ ซึ่งรถอเนกประสงค์รุ่นนี้มีการปรับปรุง และพัฒนาให้ดีขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ เพิ่มเติมออฟชั่นจำเป็นในการใช้ที่น่าสนใจหลายจุด รวมถึงการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ให้ขับขี่ได้นุ่มสบายมากขึ้น

รูปลักษณ์ภายนอกที่ปรับเปลี่ยนใหม่ ให้ความโดดเด่นด้วยการออกแบบด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shield เอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้ความรูสึกทรงพลังและสง่างามมากขึ้น ชุดไฟหน้ารูปทรงเรียวคมรับกับแนวเส้นของกระจังหน้า ระบบส่องสว่างเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED มีระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ และติดตั้งชุดไฟ Combination Lamps ที่มุมของกันชนช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในการส่องสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน และเน้นย้ำรูปลักษณ์ที่บึกบึน พร้อมถ่ายทอดเส้นสายที่แข็งแกร่งด้วยการยกขอบฝากระโปรงให้สูงกว่าเดิม ช่วยป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม และสิ่งกีดขวางเมื่อต้องลุยในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย

ด้านหลังของ MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ ให้มุมมองที่แตกต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร ด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่สีแดงสดโดดเด่นด้วยแนวเส้นส่องสว่างแบบ LED มองเห็นได้ชัดเจน ต่ำลงมาเป็นกันชนขนาดใหญ่ ดีไซน์แผงกันกระแทกด้านล่างใหม่แบบสปอร์ตพร้อมย้ายไฟทับทิมมาอยู่บริเวณมุมทั้งสองด้าน  ขณะที่ด้านข้างตัวรถมีการติดตั้งบันไดในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนเส้นทางออฟโรด เหนือขึ้นไปบนหลังคายังดีไซน์เสาอากาศแบบครีบฉลามใหม่เพิ่มความหรูหรา และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยลายใหม่สีทูโทน ขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมความสง่างามให้กับตัวรถ

ภายในห้องโดยสารการดีไซน์เน้นความเรียบหรู พร้อมอัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมหลายรายการ เริ่มจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และควบคุมการใช้งานด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้วใหม่ที่ง่ายต่อการอ่านค่า มีการแสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์และข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถ พร้อมกับแสดงสถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอได้ 3 แบบ รองรับเมนูภาษาไทย สามารถเชื่อมต่อ และแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA (Smartphone-link Display Audio) ขนาด 8 นิ้ว จึงไม่ต้องละสายตาจากจอแสดงข้อมูลขับขี่ อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน     และแอปเปิลคาร์เพลย์ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และยังสามารถสั่งงานด้วยเสียง ขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาด 12.1 นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI

 

นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายพื้นที่บริเวณหัวเข่า และข้อศอกกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งวัสดุบุนุ่มบริเวณมือจับประตูและคอนโซลกลางเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้น และมีการติดตั้งช่องเก็บของเพิ่มที่บริเวณหน้าคันเกียร์ และช่องวางของที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง พร้อมติดตั้งเพิ่มช่องจ่ายไฟ ช่องเสียบ USB 2 จุด และช่องเสียบ HDMI 1จุด

อีกหนึ่งออฟชั่นสำคัญที่เพิ่มเติมในรุ่นนี้ คือประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน โดยสามารถตั้งค่าให้เปิดหรือปิดอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เดินเข้ามาใกล้หรือเดินออกห่างจากตัวรถ นอกจากการสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้าย ระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ยังสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะตัวรถ ข้อมูลการใช้งาน การแจ้งเตือนระบบ และการสั่งงานอื่นๆ ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ผ่านสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์แวเรเบิล สามารถส่งคำสั่งได้จากทุกที่ในระยะของการเชื่อมต่อรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน โดยทำงานควบคู่กับระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS หรือเมื่ออยู่ในระยะสัญญาณบลูทูธ

หลังจากการบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์เรียบร้อย เริ่มออกเดินทางแบบออนโรดมุ่งสู่อุทานแห่งชาติแก่งกระจาน ระยะทางประมาณ 180 กม. ผ่านการจราจรที่หนาแน่นในเมือง ช่วงนี้เราได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ ทั้งระบบเบรกมืออัตโนมัติ Auto Parking Brake (APB) ซึ่งเบรคจะทำงานทันทีที่เข้าเกียร์ P และปลดเบรคเมื่อเข้าเกียร์ D รวมถึงระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ Brake Auto Hold (BAH) ซึ่งทำงานได้ดีช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

ทางด้านสมรรถนะการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ ยังคงให้ความแรง และประหยัดน้ำมันแบบสมเหตุสมผล ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร MIVEC VG Turbo Clean Diesel ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift พร้อมกันนี้ยังมีระบบช่วยควบคุม และตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และลดการสูญเสียเชื้อเพลิงในขณะรถหยุดนิ่ง

สมรรถนะการขับขี่โดยรวมเมื่อขับเดินทางไกลใช้ความเร็วต่อเนื่อง 90-120 กม./ชม.อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกับรุ่นเดิม กำลังของเครื่องยนต์พอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซง การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวล ในขณะที่ช่วงล่างยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่เซ็ทค่าสปริงหลังใหม่ ความรู้สึกจากขับขี่ และเป็นผู้โดยสารด้านหลัง ก็ถือว่านิ่งขึ้น นุ่นขึ้น จึงนั่งได้สบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

ช่วงออกตัวลองกดหนักๆโดยฉับพลัน จากแรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร แสดงผลในรอบปานกลาง ที่ 2500 รอบ/นาที การไต่ระดับความเร็วจึงมาแบบเนียนๆเรื่อยๆตามสไตล์รถครอบครัว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้เพราะแรงม้าทั้ง 181 ตัวจะแสดงผลออกมาได้อย่างทันใจ เรียกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง100 -150 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ ทางด้านความประหยัดในการเดินทางแบบใช้งานจริงตามสภาพการจราจรเราลองวัดผลทั้งช่วงขาไป และกลับกรุงเทพฯ-หัวหิน ด้วยความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางตามกฏหมายกำหนดที่เท่ากันประมาณ 90-120 กม./ชม.ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองแสดงบนแผงหน้าปัดก็ทำได้ใกล้เคียงกัน ที่ 7.6 ลิตร / 100 กม. หรือประมาณ 13 กม./ลิตร ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเพราะการเดินทางส่วนใหญ่แทบไม่ได้ใช้ความเร็วคงเร็วที่มีการปรับลดความเร็วขึ้นลงตามสภาพการจราจรตลอดเวลา

นอกจากนี้ระหว่างการเดินทางเรายังได้สัมผัสกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบความปลอดภัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังในช่วงความเร็วตั้งแต่ 20 – 140 กม./ชม. และที่พิเศษว่ารถยนต์รุ่นอื่น ถ้าผู้ขับเปิดสวิทซ์สัญญาณไฟเลี้ยวเมื่อตรวจพบรถยนต์ในตำแหน่งจุดอับสายตาจะมีเสียงเตือนเพิ่มเข้ามาแจ้งให้ผู้ขับไม่ควรแซงโดยเด็ดขาด

อีกระบบที่ได้ทดลองบางช่วง คือ ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม. โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีไดจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM มาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว

เมื่อถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เริ่มเข้าสู่เส้นทางออฟโรดธรรมชาติระยะทางประมาณ 9 กม. เพื่อทดสอบระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II ที่มาพร้อม 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน  4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา ระบบนี้คอออฟโรดก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความจำเป็นต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่แท้จริง

การทดลองขับครั้งนี้ ด้วยสภาพเส้นทางที่ไม่โหดมาก ทางทีมงานแนะนำให้เราใช้ โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูงก็เพียงพอแล้ว ในการขับผ่านสภาพเส้นทางธรรมชาติที่หลากหลายทั้ง ทางฝุ่น ทางโคลน วิ่งผ่านลำธารธรรมชาติ ด้วยความเร็วต่ำ 20-40 กม./ชม.ซึ่ง MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ ทุกคันก็สามารถขับผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่อาศัยทักษะการควบคุมพวงมาลัยแก้อาการบนพื้นผิวลื่น และใช้คันเร่งคุมความเร็วอย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

การทดลองขับแบบออฟโรดยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ใช้ฟังก์ชั่น กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) ซึ่งจับภาพแบบ 360 องศารอบตัวรถ และแสดงภาพสิ่งกีดขวางจากมุมสูงพร้อมเส้นกะระยะ และเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของรถ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นใหม่ เพิ่มเติมเข้ามาในรุ่นนี้ คือระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถคันอื่นอยู่ด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด

นอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และฟีเจอร์ใหม่ๆที่ติดตั้งเพิ่มเติม MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ ยังติดตั้งเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและแบบปกป้องมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบปกป้อง ก็จัดเต็มทั้งถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ใช้เหล็กแรงดึงสูงเพื่อช่วยลดการยุบตัวของห้องโดยสารจากการชนทุกทิศทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ ยังให้ความมั่นใจ และปลอดภัยในการใช้งานมากยิ่งด้วยแอพพลิเคชั่น M-Connect รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลของตัวรถไปยังสมาร์ทโฟน โดยมี 4 เมนูหลัก ได้แก่ Roadside Assistance บริการช่วยเหลือบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อสั่งการผ่าน สมาร์ทโฟน และหน้าจอระบบสัมผัส (SDA)  Vehicle Information การรายงานข้อมูลทั้งสภาพรถ ประวัติการเข้ารับบริการ และแสดงข้อมูลตัวขณะขับขี่  Vehicle Health Report การแจ้งเตือนสถานะของตัวรถเพื่อการตรวจสอบและซ่อมบำรุง อาทิ ระบบกุญแจอัจฉริยะ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบเบรกเป็นต้น และ Emergency Call การประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบนี้ทำงานทันทีเมื่อถุงลมนิรภัยทำงานหรือสั่งการผ่านสมาร์ทโฟนและหน้าจอระบบสัมผัส(SDA)

เมื่อพิจารณาข้อมูลโดยรวมทั้งหมด ต้องยอมรับว่า  MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉมใหม่ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลายด้าน โดยเฉพาะออฟชั่นอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่อัดแน่นแบบไม่เกรงใจคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดขายที่ดี ส่งผลเป็นรูปธรรมให้เห็นชัดเจนด้วยตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง!!!

ราคาจำหน่าย NEW MITSUBISHI PAJERO SPORT 2019

- รุ่น 2WD GT ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,299,000 บาท

- รุ่น 2WD GT-PREMIUM ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,469,000 บาท

- รุ่น 4WD GT-PREMIUM ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,599,000 บาท

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันพุธ, 18 กันยายน 2562 01:56
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing