กันยายน 16, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

รีวิว ทดลองขับ Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูในฝัน เจ้าของค่าตัว 4.39 ล้านบาท! | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

By สิงหาคม 16, 2562 109

[Test Drive] New Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium ถือเป็นยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ 4 ประตู รุ่นประกอบในประเทศไทย ที่มาพร้อมรูปลักษณ์หรูหรา สง่างาม  อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเต็มคัน และที่สำคัญยังให้สมรรถนะการขับขี่ที่ร้อนแรง ผสานความประหยัดพลังงานอย่างคุ้มค่า จากขุมพลังดีเซล ยุคใหม่ อันเลื่องชื่อจากค่ายดาวสามแฉก

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium จัดอยู่ในกลุ่ม ดรีมคาร์ (Dream Car) ระดับหัวแถวของค่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์  ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์อันงดงาม ตามแบบฉบับรถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู รุ่นใหญ่ที่สะท้อนแนวคิดของการออกแบบรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะใบหน้าปรับเปลี่ยนรูปทรงใหม่  ให้ความโฉบเฉี่ยว ดุดัน มากขึ้น ในขณะที่ขนาดมิติตัวรถแม้จะถูกวางตัวให้เป็นรถสปอร์ตคูเป้ แต่ก็มีขนาดที่ใหญ่โตไม่แพ้รถซีดานพิกัดใกล้เคียงกัน ด้วยความยาว 4,988 มม., ความสูง 1,435 มม., ความสูง ,1,890 มม.และระยะฐานล้อที่มากถึง 2,939 มม.

การดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอก จุดเด่นอยู่ที่ชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED รูปทรงใหม่ซึ่งจะนำเทรนด์ไปสู่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นต่อไปที่จะทำตลาดในอนาคต พร้อมกระจังหน้าแบบ diamond grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้าง มีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GT บริเวณกันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตจาก AMG , ติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว รัดยางแบบ Run-flat tyres มองทะลุเข้าไปจะเห็นสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก ส่วนด้านท้ายรถต้องบอกว่ามีรูปทรงงดงาม อ่อนช้อย น่าหลงใหล พร้อมชุดไฟท้ายสีแดงสด ดีไซน์ล้ำๆเป็นแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก นอกจากนี้ยังเพิ่มความหรูภูมิฐาน และให้ความผ่อนคลายในการขับขี่ยามเย็น ด้วยหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ภายในห้องโดยสารเน้นการดีไซน์ที่หรูหรา ผสมผสานความล้ำสมัย ด้วยวัสดุหนังสีเข้มตัดกับลูกเล่นสีสันอลูมิเนี่ยมทั่วห้องโดยสาร  พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ทดูโดดเด่นและสวยงามมากยิ่งขึ้น และเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิ รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิทัล สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ ทั้ง แบบ Sport , Classic และ Progressive เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่มีให้เลือกสรรหลากหลายสไตล์

การออกแบบเบาะนั่งของ Mercedes-Benz CLS รุ่นนี้ มีการจัดวางเบาะที่นั่งเป็นแบบ 5 ที่นั่ง ตัวเบาะมีขนาดใหญ่นั่งได้สบาย พร้อมวัสดุหุ้มเบาะเป็นหนัง nappa โดยเบาะนั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังอยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกัน เพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง และเบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 เพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ได้หลากหลายรูปแบบ

ล้มตัวลงนั่งในฐานะผู้ขับ เบาะที่นั่งสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ ตัวเบาะปรับได้ละเอียดหลายระยะเข้ากับสรีระได้ดี วางมือบนพวงมาลัยทรงสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดหุ้มหนัง nappa ก็สามารถปรับระยะการขับได้ถนัดทั้งสูง-ต่ำ-ใกล้-ไกลด้วยระบบไฟฟ้า พวงมาลัยรุ่นนี้ยังมีระบบมัลติฟังก์ชั่นที่สมบูรณ์แบบผู้ขับแทบไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ตัวก้านสวิทซ์ด้านซ้ายมาพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ควบคุมจอหลักที่คอนโซลกลางได้ และก้านสวิทซ์ด้านขวาพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control มีหน้าที่ควบคุมสั่งงานแผงหน้าปัดทั้งหมด นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ AUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad ติดตั้งระหว่างเบาะคู่หน้าเอาไว้ให้ผู้โดยสารด้านหน้าควบคุมระบบการทำงานต่างๆ ส่วนการตกแต่งอื่นๆที่น่าสนใจก็มีทั้งกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต และผู้ขับยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64 สี (Premium ambient lighting) เพิ่มสีสันแพรวพราวตามใจชอบ

นอกจากรูปโฉมตัวรถที่ดึงดูดใจ และออฟชั่นที่มีให้เล่นไม่รู้เบื่อ หัวใจสำคัญในเรื่องของการขับขี่ คือขุมพลังขับเคลื่อนที่ลงตัว รองรับการใช้งานได้ดี ทั้งด้านความแรง และความประหยัดน้ำมัน ซึ่งในชั่วโมงนี้ ขุมพลังดีเซลก็ยังเป็นคำตอบที่ใช่มากที่สุด โดยรถสปอร์ตคูเป้ขั้นเทพรุ่นนี้ มาพร้อมขุมพลังดีเซล เทอร์โบคู่ อินเตอร์คูลเลอร์ แบบ 4 สูบ ขนาดความจุ 2.0 ลิตร 16 วาล์ว เครื่องดูเหมือนเล็กแต่ไฮเทค อัดพลังมาเต็มๆถึง 245 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที ผสานแรงบิดมหาโหดถึง 500 นิวตัน-เมตร แสดงผลหยืดหยุนตั้งแต่รอบต่ำ 1,600 ไปจนถึง 2,400 รอบ/นาที สมรรถนะที่รีดเค้นออกมาก็จัดว่าเร่งแรง เร้าใจกันตั้งแต่ออกตัว กดหนักๆคันเร่งจมช่วงออกตัวมีอาการดึงหลังติดเบาะ ให้อารมณ์น้องๆรถสปอร์ต แต่ไม่ถึงกับดิบเท่า เพราะความแรงที่เกิดขึ้น ยังแฝงด้วยความนุ่มนวล ราบเรียบ จากการตัดต่อกำลังที่ยอดเยี่ยมจากระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC โดยอัตราเร่งมีการการันตีจากโรงงานไว้น่าสนใจ 0-100 กม./ชม.ภายในเวลา 6.4 วินาที นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จากแป้น Paddle Shift ด้านหลังพวงมาลัยได้ทันทีตามรอบความเร็วที่เหมาะสม ซึ่งช่วยเพิ่มความสนุกสนานและความปลอดภัยในการขับขี่ทั้งจังหวะเร่ง และลดความเร็ว

การส่งกำลังจากชุดเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC ก็ควบคุมการทำงานได้ง่ายไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย เพราะติดตั้งก้านสวิทซ์เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์อยู่หลังพวงมาลัยด้านขวาในระยะที่นิ้วหยืดถึง โดยแบ่งเป็น 3 สเต็ปผลักขึ้นลงใช้งานง่าย คือ R N D และ P เป็นปุ่มอยู่ที่ปลายก้านคันเกียร์ โดยมีตัวเลขโชว์ตำแหน่งเกียร์ให้เห็นอย่างชัดเจนที่แผงหน้าปัด ซึ่งตัวเลขเกียร์ขณะขับขี่จะแสดงให้ผู้ขับทราบทั้งโหมด D1-9 และ M1- 9 เมื่อผลัก Paddle Shift การขับขี่ใช้งานทั่วๆไปในตำแหน่งเกียร์ D ปกติ การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์มีความราบเรียบ นุ่มนวลตั้งแต่ออกตัวไปจนถึงช่วงความเร็วสูงแทบไม่รู้สึกถึงรอยต่อเกียร์ ต้องสังเกตุตัวเลขจากแผงหน้าปัดถึงจะรู้ว่าทะยานไปถึงตำแหน่งเกียร์ไหนแล้ว ยิ่งถ้าต้องการความสนุกสุดๆขยับ Paddle Shift เข้าโหมด M ก็สามารถลากรอบไปได้สุดทุกเกียร์ ถ้าถนนโล่งไม่ยกเผลอแปปเดียวความเร็วปลายไหลลื่นไปเตะ 200 กม./ชม. ได้อย่างรวดเร็ว! (ความเร็วสูงสุดเคลมไว้ที่ 250 กม./ชม.)

การขับขี่รถรุ่นนี้ยังให้ความหลากหลายในการใช้งานตามที่ผู้ขับต้องการ ด้วยโหมดการขับขี่ Dynamic Select ที่มีถึง 5 รูปแบบ คือ Eco, Comfort, Individual, Sport และ Sport+ สามารถปรับบุคลิกการบังคับควบคุมง่ายๆเพียงปลายนิ้วสัมผัสที่สวิทซ์บริเวณคอนโซลกลางระหว่างเบาะคู่หน้า ซึ่งแต่ละโหมดจะให้อารมณ์การขับขี่ต่างกันพอสมควร ด้วยลักษณะการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบกันสะเทือนและระบบบังคับเลี้ยวจะถูกปรับให้สอดคล้องเหมาะสมกับโหมดการขับขี่ที่ถูกเลือก ไล่ตั้งแต่โหมดเอาใจคนชอบความแรง Sportและ Sport+ จะให้การบังคับควบคุมของรถแบบหนักแน่น ทั้งการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ เลี้ยวคมกริบ พร้อมการทำงานของระบบกันสะเทือนมีความแข็ง หนึบแน่นแบบสปอร์ต การตอบสนองของคันเร่งก็รวดเร็วเป็นพิเศษด้วยรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่จัดจ้าน และยังปรับการทำงานของระบบส่งกำลังให้ความคล่องแคล่วว่องไว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ใกล้เคียงรถสปอร์ต

ส่วนสายชิลเน้นการขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วยความคุ้มค่าในการใช้งานสูงสุดก็ต้องยกให้โหมด Eco เพราะโหมดนี้จะช่วยปรับการทำงานของเครื่องยนต์เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมันสูงสุดในทุกช่วงความเร็ว ซึ่งผลการทดลองขับใช้งานจริงช่วงเดินทางไกลความเร็วลอยตัวประมาณ 100 -120 กม./ชม ทำได้ประมาณ 16-17 กม./ลิตร และขับในเมืองความเร็วต่ำวัดผลหลายๆครั้งทำได้ประมาณ 12-13 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดไม่ธรรมดาเมื่อเทียบกับขนาดตัวถังที่ใหญ่โต  ขณะเดียวกันสมรรถนะการขับขี่โดยรวมของโหมด Eco ทั้งการเร่งความเร็วช่วงออกตัวและการเร่งแซง ก็ยังถือว่ามีความแรงเหลือเฟือรองรับการใช้งานได้ดีในทุกสถานการณ์บนท้องถนน

ทางด้านระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีการขับขี่ที่น่าสนใจ Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium ก็ติดตั้งมาแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อมระบบเปิด - ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ (HAND-FREE ACCESS) , ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display), ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน , ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system)ทั้งโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hil-Start Assist, ระบบไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist), ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise Control), ระบบจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าสู่ศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันลมยาง (tyre pressure loss warning system), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) และติดตั้งกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง พร้อมภาพหมุนสูงแบบเบิร์ดอายวิว

สำหรับการทำตลาด Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศไทยที่เราทดลองขับในครั้งนี้ นอกจากรูปลักษณ์ และสมรรถนะที่ดีงามจนแทบจะหาข้อติไม่เจอ ในเรื่องของค่าตัวยังยั่วยวนมิใช่น้อย ด้วยสนนราคา 4,390,000 บาท ซึ่งมีส่วนต่างถูกลงจากรุ่นนำเข้า CBU ก่อนหน้านี้ประมาณ 6 แสนบาท เรียกว่าให้ความคุ้มค่า น่าตัดสินใจมากขึ้น ถ้าสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือลองของจริงด้วยตัวคุณเองได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ!!!

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันอังคาร, 03 กันยายน 2562 22:37
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing