มิถุนายน 17, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

ทดลองขับ Mitsubishi Pajero Sport Elite Edition 2019 รุ่นพิเศษ แต่งเข้ม เติมเต็มความสปอร์ต | รีวิว ทดสอบรถ Drivingplace Featured

[ TestDrive ] Mitsubishi Pajero Sport Elite Edition รถอเนกประสงค์รุ่นตกแต่งพิเศษ ยกระดับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตเข้ม พร้อมอัพเกรดความหรูหรา สะดวกสบาย ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมทางเลือก 2 สีสัน คือ สีดำ Jet Black Mica และ สีขาว White Pearl

Mitsubishi Pajero Sport Elite Edition  สีดำ Jet Black Mica คันที่เรานำมาทดลองขับ รูปลักษณ์จะเน้นความสปอร์ตดุดันผสานเข้ากับความหรูหรา ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสัญลักษณ์ Pajero Sport บนฝากระโปรงด้านหน้า กระจังหน้าโชว์ความโดดเด่นเฉพาะรุ่นด้วยสีดำเข้ม พร้อมติดตั้งชุดตกแต่งใต้กันชนหน้าและหลังสีดำ ราวหลังคาสีดำ สปอยเลอร์หลัง ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ส่วนสีขาว White Pearl อีกหนึ่งทางเลือกเน้นการตกแต่งด้วยตัวถังสีขาวมุก White Pearl ตัดกับหลังคาสีดำ Jet Black Mica ให้ความลงตัวแบบทูโทน และครบครันด้วยอุปกรณ์ตกแต่งรอบคันเช่นเดียวกัน

ภายใต้รุ่นพิเศษพื้นฐานการออกแบบตัวรถโดยรวม ก็จะเหมือนกับ Mitsubishi Pajero Sport รุ่นมาตรฐาน รูปลักษณ์ด้านหน้ามาพร้อมดีไซน์แบบ Dynamic Shield เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ  ชุดไฟหน้ารูปทรงเรียวคมเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED พร้อมระบบปรับลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติ และไฟวิ่งกลางวันแบบ Spectrum LED Daytime Running Light ซึ่งรูปทรงของไฟหน้าออกแบบรับกับแนวเส้นกระจังหน้าแบบ 2 ชั้นได้อย่างกลมกลืน ด้านท้ายรถออกแบบล้ำยุคด้วยชุดไฟท้ายแบบ Spectrum LED รูปทรงทอดยาวลงไปจรดกันชนท้ายทรงสปอร์ต

ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Pajero Sport Elite Edition ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลแบบ Horizontal Stripe ออกแบบด้วยวัสดุสะท้อนความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดในกรณีที่ต้องจอดรถกลางแจ้ง พร้อมตกแต่งแผงข้างประตูและกล่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางด้วยหนังสีน้ำตาลเพิ่มสัมผัสที่หรูหรา และติดตั้งแผ่นกันรอยขอบประตูผลิตจากสแตนเลสพร้อมไฟ LED และพรมรองพื้นห้องโดยสารออกแบบเฉพาะรุ่น

การออกแบบในห้องโดยสาร นอกจากการตกแต่งอุปกรณ์พิเศษเฉพาะรุ่น Pajero Sport Elite Edition พื้นฐานเดิมที่เหมือนกับรุ่นมาตรฐานก็ยังมีความน่าสนใจ โดยเน้นการตกแต่งด้วยโทนสีดำ ผสานการตกแต่งด้วยสีเงิน และวัสดุสีดำแบบ Piano Black ที่บริเวณแผงคอนโซลหน้า แผงประตู และคอนโซลกลาง ส่วนคอนโซลออกแบบในลักษณะ T-Shape High Console ยกคอนโซลกลางให้สูงขึ้น เพิ่มความสะดวกในการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ 4 ก้าน ปรับตำแหน่งได้ 4 ทิศทาง พร้อมสวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ บนพวงมาลัย  การออกแบบมาตรวัดต่างๆ เน้นความชัดเจน มาพร้อมจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ Multi-information display แสดงผลข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ระยะทางในการขับที่เหลือจากปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในถัง   ระบบปรับอากาศแบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบอิสระ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง   เครื่องเสียงเป็นแบบ 2DIN วิทยุ CD-DVD-MP3 พร้อมจอทัชสกรีน และระบบนำทางในรถ  ส่วนเบาะนั่งรองรับสรีระได้ดี โดยเฉพาะเบาะคู่หน้ามาพร้อมแผ่นรองรับบริเวณไหล่นั่งสบายเต็มแผ่นหลัง  เบาะแถว 2 สามารถแยกพับแบบ 60:40 พนักพิงสามารถปรับเอนและพับไปข้างหน้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน ส่วนเบาะแถว 3 สามารถแยกพับให้ราบไปกับพื้นห้องโดยสารช่วยเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น

นอกจากนี้อุปกรณ์ตกแต่งและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆในรถรุ่นนี้ ก็จะเหมือนกับรุ่นท็อป ออฟชั่นมาตรฐานที่น่าสนใจมีทั้ง มาตรวัดเรืองแสงไฮคอนทราสต์พร้อมการแสดงผลแบบอนิเมชั่นสามมิติ และระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสารนาโนอิ  พร้อมเสริมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งช่องจ่ายกระแสไฟ AC 220 โวลต์ ช่องต่ออุปกรณ์ USB 2 ตำแหน่ง ช่องเก็บสมาร์ทโฟนที่เบาะนั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ที่บังแดดด้านคนขับแบบมีไฟส่องสว่าง ที่บังแดดผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมช่องเสียบบัตรและไฟส่องสว่าง รวมถึงช่องระบบปรับอากาศดีไซน์ใหม่แบบ Fin Shut สำหรับผู้โดยสารแถวที่สองและแถวที่สาม นอกจากนี้ภายนอกยังเปลี่ยนตำแหน่งเสาอากาศใหม่จากเดิมเป็นเสาติดตั้งบริเวณหลังคาด้านหน้า ย้ายเป็นแบบฝังกระจกหลัง

สมรรถนะการขับเคลื่อนยังคงวางใจได้กับเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวโดยไม่พบปัญหากวนใจมาตั้งแต่ต้นโมเดล พื้นฐานของเครื่องยนต์ เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร โดดเด่นด้วยเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบา แข็งแกร่ง มาพร้อมกับ VG Turbo และ Intercooler ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift พร้อมกันนี้ยังมีระบบช่วยควบคุม และตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และลดการสูญเสียเชื้อเพลิงในขณะรถหยุดนิ่ง ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิง และช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์

การทดลองขับแบบใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน สมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ กำลังของเครื่องยนต์พอเพียง ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซงช่วงเดินทางด้วยความเร็ว  การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวล ไม่ดิบเหมือนเครื่องดีเซลยุคเก่า อัตราเร่งช่วงออกตัวจากแรงบิดสูงสุดแสดงผลในรอบปานกลาง 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที การไต่ระดับความเร็วจึงไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าด แต่ก็พอเพียงในชั่วโมงเร่งด่วนที่ต้องทำความเร็วแข่งกับเวลา อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้เพราะแรงม้าทั้ง 181 ตัวจะแสดงผลออกมาได้อย่างทันใจ เรียกกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง120-160 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ โดยมีความเร็วสูงสุดรองรับการใช้งานประมาณ180 กม./ชม.

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเราทดลองขับแบบใช้งานจริงทั้งในเมืองและนอกเมืองความเร็วยืดหยุ่นตามสภาพจราจร ในช่วงรถติดหนักลงสุด 10-11 กม./ลิตร และช่วงเดินทางนอกเมืองความเร็วเฉลี่ย 100 -110 กม./ชม. รอบเครื่องแปรผันประมาณ 1,500 – 2,000 รอบ/นาที อยู่ที่ประมาณ 15-16 กม./ลิตร

ทางด้านการรองรับของช่วงล่างเมื่อขับใช้งานทั่วๆไป มีความนุ่มนวลปานกลางแต่ไม่ถึงกับแข็งกระด้าง  การซับแรงกระแทกทำได้ดีจากการปรับสปริงหลังให้ยาวขึ้น ทำให้คนที่นั่งในรถจะรู้สึกใกล้เคียงกับการนั่งอยู่ในรถเอสยูวี  โดยด้านหน้าเป็นแบบอิสระแบบปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยส์ปริงและเหล็กกันโคลง และระบบกันสะเทือนหลังแบบทรีลิงค์ ทอล์คอาร์ม พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง และเหล็กกันสะบัดเพลาหลัง

นอกจากนี้สิ่งที่น่าชมเชยในการขับขี่ใช้งานจริงอีกจุด คือความเงียบภายในห้องโดยสาร เสียงรบกวนต่างๆทั้งเสียงเครื่องยนต์ ลมปะทะ พื้นถนน เกิดขึ้นน้อย เพราะรถรุ่นติดตั้งวัสดุซับเสียงตามจุดต่างๆภายในห้องโดยสารมากขึ้น ทั้งบริเวณคอนโซลหน้าและคอนโซลกลาง บริเวณใต้ฐานเกียร์ ที่พื้นรถใต้ห้องโดยสาร ที่ห้องเครื่องและบังโคลนหน้ารถ ที่ใต้แผงหลังคา และแผงข้างประตู เรียกว่าจัดเต็มเพื่อเพิ่มความเงียบสบายภายในห้องโดยสารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เราทดลองขับ จุดเด่นจะอยู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD-II ที่ผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part time และFull Time AWC รวมอยู่ในรถคันเดียว โดยสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ตามความต้องการด้วยระบบไฟฟ้า ได้ทั้งโหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) ขับขี่ในสภาพถนนปกติในชีวิตประจำวัน  ถ้าต้องการลุยด้วยความเร็ว เพิ่มการยึดเกาะถนนช่วงฝนตกหนักหรือการขับเข้าโค้งขึ้นเขา ก็สามารถปรับมาใช้โหมด 4H (4WD High-Range) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control ได้ทันทีที่ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม.โดยไม่ต้องหยุดรถ ซึ่งการเข้าโหมดนี้จะเป็นแบบ Full Time แท้ๆให้การควบคุมรถคล่องตัว โดยเฉพาะการบังคับหักเลี้ยวของพวงมาลัยจะให้น้ำหนักและความแม่นยำไม่ต่างจากการขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ

นอกจากนี้ยังมีโหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-range with Locked Transfer) และโหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) ให้เลือกใช้งานบนเส้นทางทุรกันดารและมีความท้าทายสูง รวมถึงมีระบบออฟโรด 4 รูปแบบการขับขี่ให้เลือกใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ได้แก่ กรวด (Gravel), โคลน/ หิมะ (Mud/Snow), ทราย (Sand) และ หิน (Rock) กล่องสมองกลจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อเสริมสมรรถนะสูงสุดตามโหมดที่ผู้ขับขี่เลือกใช้

ในกรณีที่ต้องลุยหลุมบ่อลึก รถอาจติดล่มยังมีตัวช่วยที่หวังผลได้ดี คือ ระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา ซึ่งระบบนี้คอออฟโรดตัวจริงก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความจำเป็นต่อการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารที่แท้จริง

สำหรับระบบช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่ของ Pajero Sport Elite Edition  ก็จัดเต็มด้วยอุุปกรณ์ความปลอดภัยหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control - ASTC) ช่วยควบคุมพละกำลังเครื่องยนต์และการเบรกเพื่อป้องกันล้อสูญเสียการควบคุมและลื่นไถล , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist - HSA) ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวรถไหลถอยหลังเมื่ออยู่บนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control - HDC) ช่วยรักษาความเร็วให้คงที่พร้อมช่วยรักษาการยึดเกาะถนนสูงสุด , ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อม ABS ช่วยป้องกันล้อล็อก ระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA ซึ่งการเบรกหรือชะลอทำได้ดีทุกจังหวะความเร็ว  การจับของเบรกค่อนข้างสัมพันธ์กับน้ำหนักเท้าที่กดลงไป  ไม่จับไวจนหัวทิ่ม หรือเบรกลึกจนเหมือนว่าเบรกจับช้าทำให้ขาดความมั่นใจในการขับขี่

ทางด้านระบบความปลอดภัยยุคใหม่ก็ใส่มาครบ ที่น่าสนใจก็มีทั้ง ระบบกล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) พร้อมสัญญาณกะระยะจอด ให้ความสะดวกสบายทั้งการจอดทั้งแบบเดินหน้าและถอยหลัง , ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM มาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว , ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Ultrasonic Misacceleration Mitigation System ) เป็นตัวช่วยที่ดี ในการป้องกันความเสียหาย กรณีผู้ขับเข้าเกียร์ผิดตำแหน่งแล้วเหยียบคันเร่งผิดพลาดไปด้านหน้าหรือด้านหลังขณะรถจอดนิ่ง ระบบนี้ใช้คลื่นอัลตร้าโซนิคในการตรวจจับวัตถุขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าและหลังรถ ที่เราอาจเผลอไปชนโดยไม่ตั้งใจ

อีกหนึ่งระบบที่จำเป็นอย่างยิ่งกับสภาพการจราจรในเมืองไทย คือสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning ) ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังในช่วงความเร็วตั้งแต่ 20 – 140 กม./ชม. และที่พิเศษว่ารถยนต์รุ่นอื่น ถ้าผู้ขับเปิดสวิทซ์สัญญาณไฟเลี้ยวเมื่อตรวจพบรถยนต์ในตำแหน่งจุดอับสายตาจะมีเสียงเตือนเพิ่มเข้ามาแจ้งให้ผู้ขับไม่ควรแซงโดยเด็ดขาด

การทำตลาด Mitsubishi Pajero Sport Elite Edition รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เคาะราคาจำหน่าย 1,459,000 บาท และ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,574,000 บาท สนใจชมความสปอร์ตเข้มจากการตกแต่งพิเศษของรถอเนกประสงค์รุ่นนี้ ด้วยสายตาคุณเองได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ 

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันจันทร์, 03 มิถุนายน 2562 23:48
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing