กันยายน 26, 2561

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวมข่าวสารยานยนต์และการขับรถครบทุกรูปแบบ !

ลองของสองพี่น้อง CIVIC RED !?! Featured

By มิถุนายน 08, 2561 4562

   [TestDrive] HONDA CIVIC ถือเป็นซีดานยอดนิยมอันดับต้นๆของเมืองไทย รุ่นปัจจุบันเดินทางก้าวสู่เจนเนอเรชั่นที่ 10 ในเดือนมีนาคมปี 2016  ผ่านมาถึงเวลานี้กระแสความนิยมของรถรุ่นนี้ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องด้วยยอดขายเฉลี่ยทะลุ 2,000 คันต่อเดือน  และล่าสุดฮอนด้ายังทำการกระตุ้นตลาดด้วยการเพิ่มทางเลือกสีแดงใหม่  RALLYE  RED เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความโดดเด่นด้วยสีสันการขับขี่ที่เร้าใจ โดยนำเสนอพร้อมกัน 2 รุ่น ในราคาเท่าเดิม รุ่น1.5 TURBO RS  1,199,000 บาท และรุ่น 1.8 EL 959,000 บาท  

   HONDA CIVIC รุ่นบุกเบิกเปิดตัวสู่ตลาดโลกมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 1973  ซึ่งทุกเจเนอเรชั่นได้รับการพัฒนาแบบก้าวกระโดด สามารถสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ CIVIC เจเนอเรชั่นล่าสุดจะมีรูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนแนวจากตัวถังซีดาน 4 ประตูแบบดั่งเดิม มาเป็นซีดานลูกผสมคูเป้ที่มีรูปทรงโค้งมนลาดเท ภายใต้ขนาดตัวถังที่ใหญ่โตมากขึ้น และที่สำคัญสมรรถนะความแรงยังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเครื่องยนต์บล็อคเล็กพลังแรง จากการกระตุ้นพลังด้วยเทอร์โบในรุ่น 1.5 TURBO RS  ที่มีเขี้ยวเล็บสูสีกับเครื่องยนต์บล็อคใหญ่พิกัด 2.0 ลิตร

   HONDA CIVIC เจนเนอเรชั่นใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก เริ่มจากรุ่น TURBO  RS เครื่องยนต์เบนซินใหม่พัฒนาการล่าสุดจากฮอนด้าภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO  ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ เน้นเจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบความแตกต่าง ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจในสไตล์สปอร์ต  และอีกทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดเวลานี้ คือรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC i-VTEC พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT เน้นการใช้งานทั่วๆไปด้วยความหรู แรง  สะดวกสบาย แบบพอเพียง เช่นเดียว CIVIC รุ่นที่แล้ว

 

   HONDA CIVIC ที่เราทดลองขับครั้งนี้จะมาพร้อมสีสันใหม่ RALLYE RED เพิ่มความโดดเด่น สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น  การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกรุ่น 1.5 TURBO  RS เน้นสไตล์ดุดัน ด้วยลักษณะตัวถังที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง ผสานกับเส้นสายด้านข้างที่เฉียบคม  มุมมองด้านหน้าหล่อเข้มด้วยกระจังหน้าสีดำรูปทรงคล้ายปีกที่เป็นแนวยาวเต็มกรอบ  เชื่อมต่อกับไฟหน้าทรงเฉียบแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน ส่วนรุ่น 1.8 EL จะออกแนวหรูด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยม และชุดไฟรูปทรงเหมือนกันแต่ระบบส่องสว่างจะเป็นแบบโปรเจคเตอร์  ด้านท้ายรถทั้งสองรุ่นมีดีไซน์โดยรวมใกล้เคียงกัน  เน้นจุดเด่นที่ไฟท้ายขนาดใหญ่รูปทรงตัว C เป็นแบบ LED  แต่รุ่น1.5 TURBO  RS จะเพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์บริเวณฝากระโปรงท้ายพร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 รวมถึงล้อแม็กก็จะมีลวดลายและขนาดที่แตกต่างกัน รุ่น1.5 TURBO  RS ขนาด 17 นิ้ว รุ่น 1.8 EL ขนาด 16 นิ้ว

   ในส่วนของขนาดตัวถังโดยรวมมีการขยับขยายตัวถังให้ใหญ่ขึ้น โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากช่วงล้อที่ยาวขึ้นอีก 30 มม. พร้อมกับขยายตัวถังให้ยาวขึ้น 105 มม. รวมถึงความกว้างที่เพิ่มขึ้นมา 45 มม. จึงสามารถขยับเบาะคนขับและเบาะผู้โดยสารด้านหน้าให้ห่างออกจากกันไปได้อีก 10 มม. ทำให้รู้สึกสบายกับความกว้างที่มีให้มากขึ้น และตัวถังยังมีความสูงลดลง 20 มม.ทำให้ฟิลลิ่งการควบคุมรถเมื่อนั่งอยู่ในห้องโดยสารจะให้อารมณ์คล้ายๆรถสปอร์ตเพราะวางตำแหน่งการนั่งลึกใกล้พื้นถนนมากกว่าซีดานทั่วๆไป โดยเบาะคนขับสามารถปรับสูงต่ำได้จึงไม่มีปัญหาด้านทัศนวิสัยด้านหน้า แต่เบาะผู้โดยสารปรับได้แค่เดินหน้าถอยหลังกับปรับเอนพนักพิงหลังเวลานั่งจะรู้สึกเบาะต่ำนั่งจมไม่เหมือนกับซีดานรุ่นอื่นๆที่คุ้นเคย

   ภายในห้องโดยสารโดยรวมทั้ง 2 รุ่นจะมีพื้นฐานการออกแบบและการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆเหมือนกัน แต่อุปการณ์อำนวยความสะดวกปลีกย่อยในรุ่น1.5 TURBO  RS จะเยอะกว่ารุ่น 1.8 EL ที่สังเกตเห็นก็มีทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกปรับอุณหภูมิซ้ายขวา , จอผัมสัมคอนโซลกลางเพิ่มระบบนำทาง , เพิ่มระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)   , พวงมาลัยมาพร้อมแพ็ทเดิลชิฟ , ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ , แป้นเหยียบคันเร่งและเบรคแต่งวัสดุโครเมี่ยม ,ปลายท่อไอเสียคู่ ,  และแผงหน้าปัดโทนดำตัดสีแดงเพิ่มความร้อนแรง ขณะที่รุ่น1.8EL ใช้โทนสีฟ้ามองง่ายสบายตา  ซึ่งการออกแบบแผงหน้าปัดและมาตรวัดต่างๆจะมีลูกเล่นความล้ำสมัยมากขึ้นในทุกยุคที่เปลี่ยนโมเดล   ครั้งนี้ก้าวสู่ยุคจอแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ แสดงภาพคล้ายๆจอมือถือ ในชุดมาตรวัดประกอบด้วย มาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์  มาตรวัดระดับเชื้อเพลิง และวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ตรงกลางด้านในมีมาตรวัดความเร็วแสดงผลเป็นตัวเลขดิจิตอลทันสมัยสุดๆ  และสิ่งที่ต่างจากซีดานรุ่นอื่นคือแผงคอนโซลกลางจะเป็นแบบ “Tech Center” แยกออกเป็น 2 ชั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆอย่างเป็นสัดส่วน

   การเลือกใช้วัสดุต่างๆในการตกแต่งห้องโดยสาร ถือว่ามีคุณภาพสูง เน้นตกแต่งด้วยโทนสีดำ พร้อมเส้นสายที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและหรูหราไปพร้อมๆกัน  รวมถึงการพัฒนาให้มีระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นและตัวถังที่กว้างขึ้น ทำให้ห้องโดยสาร กว้างขวางสะดวกสบายใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D-Segment (accord )โดยการเพิ่มระยะห่างช่วงสะโพกของผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า และพื้นที่ช่วงหัวเข่าของผู้โดยสารด้านหลังให้มากขึ้น  และมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่สามารถจุได้ถึง 525 ลิตร

   นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยออฟชั่นอำนวยความสะดวกตามยุคสมัยอย่างเพียบพร้อม ไล่ตั้งแต่ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay ,พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ พร้อมฟังก์ชั่น Swipeระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ , ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบกดปุ่ม พร้อมระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท สามารถสั่งการได้จากระยะไกลเพื่อช่วยอุ่นเครื่อง พร้อมปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้า , เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง(รุ่น TURBO RS) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ตัวกล้องจะแสดงภาพทางมุมมองจากด้านบน มุมกล้อง130°หรือมุมกล้อง180° ในจังหวะที่เกียร์ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง

   ทางด้านระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มทั้ง ถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้า i-Side Airbag และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags , เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง ปรับระดับสูง-ต่ำได้ และเข็มขัดนิรภัยด้านหลังแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง , ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD) โดยระบบป้องกันล้อล็อกจะช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกในระหว่างที่มีการเบรกกะทันหัน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถและหักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้า ขณะที่ระบบกระจายแรงเบรกถูกควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ให้ความสมดุลกับน้ำหนักบรรทุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก , ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ช่วยป้องกันการลื่นไถลออกทางด้านข้าง และให้ความมั่นใจในระหว่างการขับ การเลี้ยว หรือการหยุด และให้การทรงตัวที่ดีของรถยนต์ในทุกทิศทาง , ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) เมื่อรถยนต์จอดอยู่บนทางลาดชัน ระบบจะทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก และติดตั้งสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ทำงานทันทีเมื่อมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลัง

   สมรรถนะการขับเคลื่อน ไฮไลท์ที่ต้องจับจ้องเป็นพิเศษคือ HONDA CIVIC รุ่น  1.5 TURBO RS เครื่องยนต์เบนซินบล็อกใหม่ภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม แบบ 4 สูบ พิกัด 1.5 ลิตร 16 วาล์ว พร้อมระบบแปรผันวาล์ว Dual Valve Timing Control DOHC VTEC TURBO  ฉีดน้ำมันตรงแบบไดเร็คอินเจ็คชั่น  ท่อไอดีแบบตรงเพิ่มการอัดอากาศด้วยเทอรโบ ให้กำลังสูงสุดมากถึง 173  แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุดแบบ flat torque  220 นิวตัน-เมตร 1700 -5500 รอบ/นาที   ซึ่งการนำเครื่องยนต์ขนาดเล็กมาใช้เป็นเทรนด์ของรถยนต์ยุคใหม่ที่นิยมในตลาดโลก แต่อย่าไปดูถูกเครื่องยนต์เล็กๆ แบบนี้ ถึงเล็กก็เป็นเล็กพริกขี้หนู เพราะแรงพอๆ กับเครื่องยนต์ 2.0 หรือ 2.4 ลิตร แถมความประหยัดถ้าวิ่งทางไกลใช้ความเร็วคงที่ไม่สูงมากความประหยัดถือว่าใกล้เคียงกับอีโคคาร์ ส่วนระบบส่งกำลังเลือกประกบคู่ชุดเกียร์ CVT ใหม่  ที่สามารถรองรับเครื่องยนต์กำลังสูงๆ ได้ดี  มีความเร็วสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์  เรียกว่าขับสนุก ไหลลื่นต่างจากเกียร์ CVT ยุคเก่าๆที่รอบมักขึ้นสูงนำมาก่อนความเร็วของรถ

   สมรรถนะการขับขี่โดยรวมตอบสนองได้สองอารมณ์ ถ้าจะเอาสนุกแบบจัดเต็มลากรอบสูงด้วยโหมดเกียร์ S พร้อม Paddle Shift ก็สนุกเร้าใจอารมณ์มาเต็มแบบรถสปอร์ต  หรือจะเร่งแรงแบบนุ่มๆ ด้วยการค่อยๆ เติมคันเร่งอย่างต่อเนื่องในตำแหน่งเกียร์ D ปกติ เครื่องยนต์ก็ยังตอบสนองได้อย่างทันใจ  ซึ่งในช่วงออกตัวถือว่าเป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์บล็อกนี้ เพราะอัตราเร่งมาแบบทันใจความเร็วขยับขึ้นไปเรื่อยๆไม่ถึงกับดึงกระชาก แต่ก็รวดเร็วแบบเนียนๆ หากไม่ยกเท้าขึ้นพุ่งทะยานไปได้แบบถึงไหนถึงกัน  ทำให้ขับได้สนุกสนานตามมาตรฐานของเครื่องยนต์เทอร์โบที่ควรจะเป็น โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 8-9 วินาที  และความประหยัดช่วงขับเนียนๆความเร็วคงที่ 100-120 กม./ชม.รอบเครื่องอยู่ที่ประมาณ 2,000- 2,300 รอบ/นาที ทำได้ 17-18 กม./ลิตร และในช่วงถนนโล่งกดคันเร่งหนักเน้นทำความเร็วทางยาว ค่าเฉลี่ย AVG ที่แสดงบนแผงหน้าปัดโชว์ตัวเลข 13.5 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดไม่ธรรมดา!

   สำหรับ CIVIC รุ่น1.8 EL มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC i-VTEC รองรับเชื้อเพลิงถึง E85 ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุ 174 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ลงตัวในการขับขี่มากขึ้นด้วยชุดเกียร์ CVT ปรับปรุงให้ความเร็วลื่นไหลต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว  โดยเน้นการขับแบบใช้งานทั่วไปให้ทั้งความหรู ความแรง  ความสบาย  ความนุ่มนวล ควบคุมง่าย ตามสไตล์รถยนต์ซีดานขนานแท้   

   ความรู้สึกที่ต่างจากรุ่น1.5 TURBO RS ที่เห็นชัดคือความเร็วช่วงออกตัว ต้องกดคันเร่งลึกกว่าและลงน้ำหนักเท้ามากกว่า ซึ่งอัตราเร่งช่วงออกตัวรุ่น 1.8 EL 0 - 100 กม./ชม.ทำได้ประมาณ 10-11 วินาที แต่ช่วงความเร็วปลายถือว่ามีความแรงพอกันถ้าใจถึงสามารถเค้นไปได้เฉียดๆ 200 กม./ชม! แต่การเร่งแซงทุกจังหวะความเร็วรุ่น1.5 TURBO RS เมื่อเทอร์โบทำงานเต็มกำลังจะให้ความมั่นใจมากกว่าชัดเจน  ส่วนเรื่องความประหยัดเมื่อขับขี่ในเมืองใช้งานทั่วๆไปทั้งสองเครื่องยนต์ทำได้ใกล้เคียงกันที่ประมาณ11-12 กม/ลิตร แต่ช่วงเดินทางไกลความเร็วคงที่จากการทดลองในหลายๆช่วงความเร็วพบว่า รุ่น1.5 TURBO RS จะประหยัดกว่าพอสมควร ซึ่งค่าเฉลี่ยต่อน้ำมัน 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ระยะทางยาวกว่ารุ่น 1.8 EL ประมาณ 2-3 กิโลเมตร!!

   การรองรับแรงสั่นสะเทือนและการยึดเกาะถนนของช่วงล่าง ค่อนข้างชัดเจนรุ่น 1.8 EL ออกแนวนุ่มนวลเน้นขับสบาย ยึดเกาะถนนได้ดีในช่วงการขับขี่ปกติในชีวิตประจำวัน แต่ช่วงจัดหนักใช้ความเร็วสูงหรือการเข้าโค้งแรงๆจะรู้สึกเบาและโยนพอสมควร  ซึ่งต่างจากรุ่น1.5 TURBO RS  ที่ปรับเซ็ทสไตล์แน่นหนึบมากกว่า จึงไปได้เร็วกว่าและควบคุมรถได้มั่นใจมากกว่า    โดยช่วงล่างของ CIVIC รุ่นล่าสุดนี้ จะเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็คเฟอร์สัน สตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง  ด้านหลังแบบแขนยึดหลายจุดหรือมัลติลิงก์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ มีจุดยึดบนซับเฟรมหลังแข็งแรงขึ้น พร้อมนำบูทยางแบบไฮดรอลิกมาใช้ทั้งด้านหน้าและหลังปกติจะใช้กับรถยนต์รุ่นใหญ่ เพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือน โดยรวมถือว่าปรับเซ็ทมาค่อนข้างลงตัวเหมาะสมกับความแรงของแต่ละรุ่นเครื่องยนต์

   ในรุ่น1.5 TURBO RS  เมื่อลองของบนทางตรงยาวด้วยความเร็วสูงประมาณ 120-150 กม./ชม. ก็ให้ความมั่นคงและยึดเกาะถนนนิ่ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวรถเตี้ยลง และฐานล้อที่ค่อนข้างยาว แต่จะรู้สึกวูบวาบบ้างเพียงเล็กน้อยเมื่อลองเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง  ส่วนระบบเบรกจับได้ไวหยุดหรือชะลอความเร็วได้อย่างทันใจ และให้จังหวะเบรกที่เป็นธรรมชาติเมื่อใช้งานในเมืองช่วงความเร็วต่ำ และการควบคุมรถผ่านพวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า จะเน้นความราบเรียบบังคับหักเลี้ยวง่าย ให้น้ำหนักกลางๆด้วยการผ่อนแรงที่เหมาะสมไม่หนักหรือเบามือจนเกินไป

   การทำตลาดนอกจาก HONDA CIVIC  RED ตัวถังซีดานทั้ง รุ่น 1.5 TURBO RS  1,199,000 บาท และรุ่น 1.8 EL 959,000 บาท  ล่าสุดฮอนด้ายังเพิ่มทางเลือกที่เร้าใจด้วย  CIVIC  RED ตัวถัง HATCHBACK  เคาะราคาเท่าเดิมเช่นกัน  1,169,000 บาท ถ้าสนใจรถสวยสีสันจี๊ดๆก็เชิญสัมผัสตัวจริงกันได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ!

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันอาทิตย์, 10 มิถุนายน 2561 12:32
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing