ธันวาคม 19, 2561

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวมข่าวสารยานยนต์และการขับรถครบทุกรูปแบบ !

PAJERO SPORT MY17เส้นทางสานสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น Featured

   เมื่อ 130 ปีก่อน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อมีการลงนาม “หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรี และการค้าขายในระหว่างประเทศสยามกับญี่ปุ่น” อันที่จริงความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนกระทั่งสมัยอยุธยา และในโอกาสที่ความสัมพันธ์นี้ครบรอบ 130 ปี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมคาราวานทดสอบรถยนต์เส้นทาง กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เพื่อร่วมกระชับความสัมพันธ์ดังกล่าว พร้อมให้สื่อมวลชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระหว่าง 2 ประเทศ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายไปกับMITSUBISHI PAJERO SPORT  และ MITSUBISHI TRITON โมเดลปี2017

   การเดินทางครั้งนี้เราโฟกัสไปที่การทดลองขับ MITSUBISHI PAJERO SPORTโมเดลปี 2017 ที่มีการอัพเกรดออฟชั่นและระบบความปลอดภัยใหม่ๆเป็นครั้งแรก พร้อมให้ความแรงจากเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ขนาด 2.4 ลิตร โดดเด่นด้วยเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย เบา แข็งแกร่ง มาพร้อมกับ VG Turbo และ Intercooler ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตรแรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยควบคุม และตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และลดการสูญเสียเชื้อเพลิงในขณะรถหยุดนิ่ง ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิง และช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์

   การออกแบบรูปลักษณ์โดยรวม PAJERO SPORTโมเดลปี 2017  ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมตั้งแต่ต้นโมเดล ด้านหน้าเป็นแบบ Dynamic Shield เอกลักษณ์เฉพาะของ มิตซูบิชิ  ชุดไฟหน้ารูปทรงเฉียบคมเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED พร้อมระบบปรับลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติและไฟวิ่งกลางวันแบบ Spectrum LED Daytime Running Light ซึ่งรูปทรงของไฟหน้าออกแบบรับกับแนวเส้นกระจังหน้าโครเมี่ยแบบ2ชั้นได้อย่างกลมกลืน  ด้านท้ายรถออกแบบล้ำยุคด้วยชุดไฟท้ายแบบ Spectrum LED รูปทรงทอดยาวลงไปจรดกันชนทรงสปอร์ต 

   ภายในห้องโดยสารเน้นการออกแบบด้วยโทนสีดำ ผสานการตกแต่งด้วยสีเงิน และวัสดุสีดำแบบ Piano Black ที่บริเวณแผงคอนโซลหน้า แผงประตู และคอนโซลกลาง ส่วนคอนโซลออกแบบในลักษณะ T-Shape High Console ยกคอนโซลกลางให้สูงขึ้น เพิ่มความสะดวกในการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ 4 ก้าน ปรับตำแหน่งได้ 4 ทิศทาง พร้อมสวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ บนพวงมาลัย  การออกแบบมาตรวัดต่างๆ เน้นความชัดเจน มาพร้อมจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ Multi-information display แสดงผลข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ระยะทางในการขับที่เหลือจากปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในถัง   ระบบปรับอากาศแบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบอิสระ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง   เครื่องเสียงเป็นแบบ 2DIN วิทยุ CD-DVD-MP3 พร้อมจอทัชสกรีน และระบบนำทางในรถ  ส่วนเบาะนั่งรองรับสรีระได้ดี โดยเฉพาะเบาะคู่หน้ามาพร้อมแผ่นรองรับบริเวณไหล่ และสามารถปรับระดับได้ 8 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้า  เบาะแถว 2 สามารถแยกพับแบบ 60:40 พนักพิงสามารถปรับเอนและพับไปข้างหน้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน ส่วนเบาะแถว 3 สามารถแยกพับให้ราบไปกับพื้นห้องโดยสารช่วยเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น

   การเดินทางในรูปแบบคาราวานกึ่งฟรีรันเส้นทางไปกลับกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี สมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซงช่วงเดินทางด้วยความเร็ว  การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวลกว่าเกียร์ 5 สปีดของ TRITON มากทีเดียว  อัตราเร่งช่วงออกตัวจากแรงบิดสูงสุดแสดงผลในรอบปานกลาง 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที การไต่ระดับความเร็วจึงไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าด แต่ก็พอเพียงในชั่วโมงเร่งด่วนที่ต้องทำความเร็วแข่งกับเวลา ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้เพราะแรงม้าทั้ง 181 ตัวจะแสดงผลออกมาได้อย่างทันใจตามน้ำหนักเท้า เรียกกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง120-160 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ  ส่วนช่วงล่างขับแบบใช้งานทั่วๆไป มีความนุ่มปานกลาง ไม่แข็งกระด้าง  การซับแรงกระแทกทำได้ดีจากการปรับสปริงหลังให้ยาวขึ้น ทำให้คนที่นั่งในรถจะรู้สึกใกล้เคียงกับการนั่งอยู่ในรถเอสยูวีแท้ๆ โดยด้านหน้าเป็นแบบอิสระแบบปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยส์ปริงและเหล็กกันโคลง และระบบกันสะเทือนหลังแบบทรีลิงค์ ทอล์คอาร์ม พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง และเหล็กกันสะบัดเพลาหลัง

   นอกจากนี้ PAJERO SPORTโมเดลปี 2017  ยังเพิ่มเติมด้วยระบบเสริมความมั่นใจในการขับขี่ด้วยอุุปกรณ์ความปลอดภัยที่อัดแน่นหลายรายการทั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล ASTC ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA  และอุปกรณ์เชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุขั้นสูงติดตั้งมาให้ครบ โดยเฉพาะระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC ติตดั้งเพิ่มเติมเป็นครั้งแรกในรุ่นนี้ สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีมีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCMมาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว

   สำหรับคาราวานกระชับความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น 130 ปี ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่มีมายาวอย่างนานกว่า 130 ปี  ในปีนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงได้จัดกิจกรรมคาราวานทดสอบรถยนต์เพื่อร่วมกระชับความสัมพันธ์ โดยนำสื่อมวลชนไปชื่นชมความงามของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งประวัติศาสตร์ พร้อมพาไปเยี่ยมชมสวนสันติภาพชินโตะซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่ โดยจุดหมายนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่พิสูจน์ถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีมาจนถึงทุกวันนี้

   สวนสันติภาพชินโตะหรือสวนชินโตะ ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 ในโอกาสที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลงครบ 50 ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีให้เกิดสันติภาพไปทั่วภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น สวนชินโตะยังเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีของชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังได้สัมผัสบรรยากาศของประเทศญี่ปุ่นราวกับอยู่ที่นั่น ด้วยบรรยากาศต้นไม้ร่มรื่นของสวนชินโตะที่ตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมซุ้มประตูและศาลเจ้าแบบญี่ปุ่นที่สร้างด้วยไม้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งของล้ำค่าในอดีตหลากหลายชนิดจากประเทศญี่ปุ่นเช่น จานโบราณ เสื้อเกราะของนักรบ ชุดกิโมโน ตุ๊กตาแบบดั้งเดิม และหินแกะสลัก ให้ชื่นชมกันด้วย

   การเดินทางครั้งนี้สื่อมวลชนยังมีโอกาสได้แวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดถ้ำเสือ รวมไปถึงลิ้มลองอาหารเลิศรสจากร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น และขากลับยังร่วมทำกิจกรรมดีๆมอบจักรยาน 100 คันให้นักเรียนในกองทุนการศึกษารัชกาลที่9 ภายใต้โครงการ “ร้อยฝัน ปั่นจักรยานไปเรียน” ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  ซึ่งถือเป็นการปิดทริปเดินทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ!!!

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on วันเสาร์, 04 พฤศจิกายน 2560 00:15
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing